‘สาธารณรัฐกอทูเล’ ห่างไกล ‘เอกราช’ แค่แผน ‘พีอาร์’ สมรภูมิ ‘รัฐอุดมคติ’

8 ม.ค. 2569 - 11:29

  • การประกาศสถาปนา "สาธารณรัฐกอทูเล" โดย นายพลเนอดา เมียะ เป็นเพียงการเคลื่อนไหวเชิงสัญลักษณ์เพื่อสร้างพื้นที่ข่าวและยกระดับบทบาทของตนเองเท่านั้น ไม่ใช่ฉันทามติของชาวกะเหรี่ยงทั้งหมด

  • แทบไม่มีความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติที่จะเกิดขึ้นจริง เนื่องจากกลุ่มของเนอดามีกำลังพลเพียงร้อยกว่านาย ไม่มีพื้นที่ยึดครองที่แน่นอน และขาดโครงสร้างการบริหารจัดการรัฐ

  • การประกาศเอกราช ของ เนอดา เมียะ ผู้นำ KTLA จึงเป็นการสร้างสถานการณ์เรียกราคาให้ตนเองเท่านั้น

‘สาธารณรัฐกอทูเล’ ห่างไกล ‘เอกราช’ แค่แผน ‘พีอาร์’ สมรภูมิ ‘รัฐอุดมคติ’

การประกาศเอกราชและสถาปนา "สาธารณรัฐกอทูเล" (Republic of Kawthoolei) โดย นายพลเนอดา เมียะ ผู้นำกองทัพกอทูเล (KTLA) กลายเป็นประเด็นร้อนที่สื่อไทยให้ความสนใจอย่างมากในช่วงที่ผ่านมา หลายคนตั้งคำถามว่านี่คือจุดเปลี่ยนสำคัญของรัฐกะเหรี่ยง หรือเป็นเพียงการสร้างกระแสเรียกความสนใจ

เพื่อให้เห็นภาพความจริงหลังม่านการประกาศเอกราช SPACEBAR ชวน ผศ.ดร.ลลิตา หาญวงษ์ อาจารย์ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ นักวิชาการผู้เชี่ยวชาญด้านเมียมาศึกษา มาช่วยถอดรหัสปรากฏการณ์นี้แบบ "พูดตรงๆ" และมองโลกตามความเป็นจริง

ความเป็นไปได้ที่เท่ากับ "ศูนย์"

เมื่อถามถึงโอกาสที่สาธารณรัฐกอทูเลของนายพลเนอดาจะเกิดขึ้นได้จริง อาจารย์ลลิตา ตอบสั้นๆ แต่ชัดเจนว่า “ไกลมาก... แทบจะเป็นไปไม่ได้เลย” โดย อาจารย์ลลิตา ให้เหตุผลสำคัญคือเรื่องของ "ขนาด" และ "บารมี" นายพลเนอดามีกำลังพลในมือเพียงร้อยกว่าคนเท่านั้น เมื่อเทียบกับสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง หรือ KNU ซึ่งเป็นแกนกลางหลักที่มีกำลังพลนับหมื่นนาย ที่สำคัญคือการประกาศครั้งนี้ไม่ใช่ "ฉันทามติ" ของคนกะเหรี่ยงส่วนใหญ่ แต่เป็นการตัดสินใจของเนอดาเพียงลำพังหลังจากที่เขาถูกขับออกจาก KNU

รัฐในอุดมคติกับความเป็นจริงในสมรภูมิ

อาจารย์ลลิตา ชี้ให้เห็นความต่างระหว่าง "กองกำลัง" กับ "รัฐ" ไว้อย่างน่าสนใจ โดย KNU มีระบบบริหารจัดการพื้นที่ชัดเจน มีหน่วยงานตรวจคนเข้าเมือง มีโรงพยาบาล มีศูนย์ดูแลเด็ก และมีระบบการปกครองส่วนท้องถิ่นที่ดูแลประชาชนจริงๆ

ขณะที่ KTLA ที่นำโดยของเนอดานอกจากจะไม่มีพื้นที่ยึดครองที่เป็นกิจจะลักษณะแล้ว ยังขาด "Administrative Unit" หรือ องค์กรบริหารจัดการที่จะมาดูแลสารทุกข์สุกดิบของราษฎร

ท่าทีของเนอดาทำขึ้นเพื่อประกาศเชิงสัญลักษณ์ และเป็นการ PR ตัวเองเพื่อสร้างราคาให้กับกองทัพกอทูเลของเขาเท่านั้น มันไม่มีผลในเชิงปฏิบัติที่จะนำไปสู่เอกราชได้จริง

อาจารย์ลลิตา กล่าว

เมื่อ KNU ขยับเข้าสู่โหมด "ฮาร์ดคอร์"

อาจารย์ลลิตา ขยายภาพของกลุ่มกองกำลังกะเหรี่ยงให้เห็นว่า ภาพรวมของกะเหรี่ยงในปัจจุบันไม่ได้มีแค่เรื่องของเนอดา แต่มีความขัดแย้งทางความคิดภายใน KNU เองด้วย ปัจจุบันผู้นำ KNU และปีกกองทัพอย่าง KNLA เปลี่ยนผ่านไปสู่สาย "ฮาร์ดคอร์" ที่เน้นการรบแบบไม่ประนีประนอม

หลักฐานที่ชัดเจนคือการขับ "มูตู เซ โพ" อดีตประธาน KNU สายพิราบผู้ลงนามหยุดยิง (NCA) ออกจากตำแหน่ง สะท้อนให้เห็นว่ากะเหรี่ยงกลุ่มหลักเลือกที่จะ "รบไปเรื่อยๆ" มากกว่าการเจรจาภายใต้เงื่อนไขที่เสียเปรียบของรัฐบาลทหารเมียนมา

ปัจจัยภายนอก กำแพงที่กะเหรี่ยงยังก้าวไม่พ้น

การจะเป็นรัฐอิสระหรือสหพันธรัฐที่แท้จริง อาจารย์ลลิตา มองว่าปัจจัยไม่ได้อยู่ที่กะเหรี่ยงฝ่ายเดียว แต่อยู่ที่ "รัฐบาลเมียนมา" และมหาอำนาจหนุนหลัง ตราบใดที่ "กองทัพเมียนมา" ยังมี "แบ็กดี" อย่าง "รัสเซีย-จีน" การจะหวังให้เมียนมาพ่ายแพ้แบบ 100% เพื่อเปิดทางให้ชนกลุ่มน้อยตั้งรัฐอิสระนั้น เป็นเรื่องยากมากใน "เชิงภูมิรัฐศาสตร์"

อย่าหลงทิศไปกับ "PR Stunt"

อาจารย์ลลิตา สรุปให้เห็นว่าปรากฏการณ์ "สาธารณรัฐกอทูเล" ของนายพลเนอดา เมียะ เป็นเพียง PR Stunt หรือการแสดงเพื่อดึงดูดความสนใจของสื่อและสร้างตัวตนในพื้นที่ข่าวเท่านั้น

ดังนั้นจะเห็นได้ว่าสถานการณ์จริงในรัฐกะเหรี่ยงยังคงเต็มไปด้วยความซับซ้อน ทั้งการสู้รบที่รุนแรง สงครามกลางเมืองที่ทำลายเศรษฐกิจ และการแย่งชิงอำนาจนำภายในกลุ่มชาติพันธุ์เอง

สิ่งที่สื่อและสังคมควรจับตามองไม่ใช่การประกาศเอกราชบนกระดาษของกลุ่มเล็กๆ แต่คือทิศทางของ KNU และการขยับตัวของมหาอำนาจที่จะส่งผลต่อชะตากรรมของเมียนมาในระยะยาว

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์