การประกาศเอกราชและสถาปนา "สาธารณรัฐกอทูเล" (Republic of Kawthoolei) โดย นายพลเนอดา เมียะ ผู้นำกองทัพกอทูเล (KTLA) กลายเป็นประเด็นร้อนที่สื่อไทยให้ความสนใจอย่างมากในช่วงที่ผ่านมา หลายคนตั้งคำถามว่านี่คือจุดเปลี่ยนสำคัญของรัฐกะเหรี่ยง หรือเป็นเพียงการสร้างกระแสเรียกความสนใจ
เพื่อให้เห็นภาพความจริงหลังม่านการประกาศเอกราช SPACEBAR ชวน ผศ.ดร.ลลิตา หาญวงษ์ อาจารย์ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ นักวิชาการผู้เชี่ยวชาญด้านเมียมาศึกษา มาช่วยถอดรหัสปรากฏการณ์นี้แบบ "พูดตรงๆ" และมองโลกตามความเป็นจริง
ความเป็นไปได้ที่เท่ากับ "ศูนย์"
เมื่อถามถึงโอกาสที่สาธารณรัฐกอทูเลของนายพลเนอดาจะเกิดขึ้นได้จริง อาจารย์ลลิตา ตอบสั้นๆ แต่ชัดเจนว่า “ไกลมาก... แทบจะเป็นไปไม่ได้เลย” โดย อาจารย์ลลิตา ให้เหตุผลสำคัญคือเรื่องของ "ขนาด" และ "บารมี" นายพลเนอดามีกำลังพลในมือเพียงร้อยกว่าคนเท่านั้น เมื่อเทียบกับสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง หรือ KNU ซึ่งเป็นแกนกลางหลักที่มีกำลังพลนับหมื่นนาย ที่สำคัญคือการประกาศครั้งนี้ไม่ใช่ "ฉันทามติ" ของคนกะเหรี่ยงส่วนใหญ่ แต่เป็นการตัดสินใจของเนอดาเพียงลำพังหลังจากที่เขาถูกขับออกจาก KNU
รัฐในอุดมคติกับความเป็นจริงในสมรภูมิ
อาจารย์ลลิตา ชี้ให้เห็นความต่างระหว่าง "กองกำลัง" กับ "รัฐ" ไว้อย่างน่าสนใจ โดย KNU มีระบบบริหารจัดการพื้นที่ชัดเจน มีหน่วยงานตรวจคนเข้าเมือง มีโรงพยาบาล มีศูนย์ดูแลเด็ก และมีระบบการปกครองส่วนท้องถิ่นที่ดูแลประชาชนจริงๆ
ขณะที่ KTLA ที่นำโดยของเนอดานอกจากจะไม่มีพื้นที่ยึดครองที่เป็นกิจจะลักษณะแล้ว ยังขาด "Administrative Unit" หรือ องค์กรบริหารจัดการที่จะมาดูแลสารทุกข์สุกดิบของราษฎร
ท่าทีของเนอดาทำขึ้นเพื่อประกาศเชิงสัญลักษณ์ และเป็นการ PR ตัวเองเพื่อสร้างราคาให้กับกองทัพกอทูเลของเขาเท่านั้น มันไม่มีผลในเชิงปฏิบัติที่จะนำไปสู่เอกราชได้จริง
— อาจารย์ลลิตา กล่าว
เมื่อ KNU ขยับเข้าสู่โหมด "ฮาร์ดคอร์"
อาจารย์ลลิตา ขยายภาพของกลุ่มกองกำลังกะเหรี่ยงให้เห็นว่า ภาพรวมของกะเหรี่ยงในปัจจุบันไม่ได้มีแค่เรื่องของเนอดา แต่มีความขัดแย้งทางความคิดภายใน KNU เองด้วย ปัจจุบันผู้นำ KNU และปีกกองทัพอย่าง KNLA เปลี่ยนผ่านไปสู่สาย "ฮาร์ดคอร์" ที่เน้นการรบแบบไม่ประนีประนอม
หลักฐานที่ชัดเจนคือการขับ "มูตู เซ โพ" อดีตประธาน KNU สายพิราบผู้ลงนามหยุดยิง (NCA) ออกจากตำแหน่ง สะท้อนให้เห็นว่ากะเหรี่ยงกลุ่มหลักเลือกที่จะ "รบไปเรื่อยๆ" มากกว่าการเจรจาภายใต้เงื่อนไขที่เสียเปรียบของรัฐบาลทหารเมียนมา
ปัจจัยภายนอก กำแพงที่กะเหรี่ยงยังก้าวไม่พ้น
การจะเป็นรัฐอิสระหรือสหพันธรัฐที่แท้จริง อาจารย์ลลิตา มองว่าปัจจัยไม่ได้อยู่ที่กะเหรี่ยงฝ่ายเดียว แต่อยู่ที่ "รัฐบาลเมียนมา" และมหาอำนาจหนุนหลัง ตราบใดที่ "กองทัพเมียนมา" ยังมี "แบ็กดี" อย่าง "รัสเซีย-จีน" การจะหวังให้เมียนมาพ่ายแพ้แบบ 100% เพื่อเปิดทางให้ชนกลุ่มน้อยตั้งรัฐอิสระนั้น เป็นเรื่องยากมากใน "เชิงภูมิรัฐศาสตร์"
อย่าหลงทิศไปกับ "PR Stunt"
อาจารย์ลลิตา สรุปให้เห็นว่าปรากฏการณ์ "สาธารณรัฐกอทูเล" ของนายพลเนอดา เมียะ เป็นเพียง PR Stunt หรือการแสดงเพื่อดึงดูดความสนใจของสื่อและสร้างตัวตนในพื้นที่ข่าวเท่านั้น
ดังนั้นจะเห็นได้ว่าสถานการณ์จริงในรัฐกะเหรี่ยงยังคงเต็มไปด้วยความซับซ้อน ทั้งการสู้รบที่รุนแรง สงครามกลางเมืองที่ทำลายเศรษฐกิจ และการแย่งชิงอำนาจนำภายในกลุ่มชาติพันธุ์เอง
สิ่งที่สื่อและสังคมควรจับตามองไม่ใช่การประกาศเอกราชบนกระดาษของกลุ่มเล็กๆ แต่คือทิศทางของ KNU และการขยับตัวของมหาอำนาจที่จะส่งผลต่อชะตากรรมของเมียนมาในระยะยาว


