‘ดร.โจ’ ควง ‘ดร.โจ’ ลงพื้นที่หาเสียงถนนสายไม้ ลั่น ต้องทำให้ดีกว่า ‘ชัชชาติ’ ที่ทำดีอยู่แล้ว

22 พ.ค. 2569 - 12:32

  • ‘ดร.โจ’ ควง ‘ดร.โจ’ ลงพื้นที่ช่วย ‘เนอส ภัทราภรณ์’ หาเสียงถนนสายไม้

  • ด้าน ‘พี่โจ พิจิตต’ กางเหตุผลหนุนช่วย ‘น้องโจ ชัยวัฒน์’ หาเสียง บอก ‘ปชน.’ ชูแนวคิดกระจายอำนาจ-ทำงานเป็นทีม มอง กทม.เมืองใหญ่เกินกว่าพึ่งพระเอกคนเดียว

  • ขณะที่ ‘ชัยวัฒน์’ ยังมั่นใจสู้ศึกเลือกตั้ง ลั่น ต้องทำให้ดีกว่า ‘ชัชชาติ’ ที่ทำดีอยู่แล้วเพื่อเปลี่ยนใจคนกรุงเทพฯ ขณะที่ ‘พิจารณ์’ หวังคน กทม.ให้โอกาสพิสูจน์คนมีศักยภาพพัฒนาเมืองกรุง

‘ดร.โจ’ ควง ‘ดร.โจ’ ลงพื้นที่หาเสียงถนนสายไม้ ลั่น ต้องทำให้ดีกว่า ‘ชัชชาติ’ ที่ทำดีอยู่แล้ว

ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พรรคประชาชน (ปชน.) พร้อมด้วยพิจิตต รัตตกุล อดีตผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และอดีตผู้ช่วยหาเสียง ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ อดีตผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ลงพื้นที่ช่วย ภัทราภรณ์ เก่งรุ่งเรืองชัย ว่าที่ผู้สมัครสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) เขตบางซื่อ หาเสียง โดยมี พิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ เลขาธิการพรรคประชาชน ร่วมด้วย

ชัยวัฒน์ ให้สัมภาษณ์ว่า วันนี้มาลงพื้นที่หาเสียงที่ถนนสายไม้ เนื่องจากถนนดังกล่าวมีประวัติอย่างยาวนาน ด้วยความที่อดีตเป็นที่ค้าขายไม้ ทำให้เรามองเห็นศักยภาพของถนนสายค้าไม้ทั้งการค้าส่งและการค้าปลีกเพื่อที่จะพัฒนาถนนเส้นนี้ให้มีอัตลักษณ์และแลนด์มาร์กต่างๆ เพื่อให้เป็นย่านธุรกิจและท่องเที่ยว ซึ่งเกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ศิลปะ การทำงานคราฟเกี่ยวกับไม้ ซึ่งเป็นหนึ่งในนโยบายที่เราจะพัฒนาย่าน จากตัวย่านนั้นเอง โดยผู้ประกอบการในย่านนี้มีตั้งแต่รุ่นเถ้าแก่จนไปถึงรุ่นลูกหลานที่เติบโตขึ้นมาและอยากพัฒนาด้านนี้ไปในทางศิลปะมากขึ้น

ด้านพิจิตต กล่าวถึงเหตุผลในการมาช่วยชัยวัฒน์หาเสียงว่า รู้จักกับชัยวัฒน์และเห็นว่าชัยวัฒน์มีความน่าสนใจที่จะมาร่วมสนับสนุนเพื่อให้เป็นผู้ว่าฯ กทม. ซึ่งชัยวัฒน์มีคุณสมบัติเป็นคนรุ่นใหม่ เป็นวิศวกรที่เคยทำงานอยู่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เพราะอาชีพวิศวะก็ต้องนึกถึงการสร้างและออกแบบ โดยชัยวัฒน์คนนี้คงไม่คิดแต่เรื่องซ่อมอย่างเดียว จะคิดแต่เรื่องสร้าง เพราะการซ่อมอย่างเดียวจะไม่มีการจบสิ้น จึงมีความจำเป็นที่ต้องสร้าง แต่สร้างทั้งระบบและสร้างระบบใหม่ขึ้น ไม่ว่าเป็นการสร้างสถานภาพเศรษฐกิจของเมือง สร้างมุมมองใหม่ในเรื่องของน้ำท่วมและการจราจร เพราะทุกอย่างเกี่ยวข้องซึ่งกันและกัน จากการได้พูดคุยกับชัยวัฒน์เห็นว่าเป็นคนที่มีความเข้าใจในเรื่องของการออกแบบใหม่ที่ต้องมีการสร้างขึ้นมา

พิจิตต กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ ชัยวัฒน์ที่เคยทำงานใน ธปท. จะเป็นคนที่คิดถึงเศรษฐกิจระดับรากหญ้าเสมอ ไม่ได้คิดถึงแต่เศรษฐกิจระดับประเทศทางการเงินการคลังเพียงอย่างเดียว ซึ่งส่วนตัวเคยมีเพื่อนเป็นผู้ว่า ธปท. ถึง 3 คนก็มีแนวคิดแบบนี้เหมือนกันหมด และคิดว่าพรรคประชาชนมีความเชื่อที่น่าสนใจคือการกระจายอำนาจ เชื่อเรื่องของการทำงานเป็นทีม ไม่มีพระเอกคนเดียว ทั้งนี้ มองว่าเป็นเรื่องสำคัญ เพราะกรุงเทพมหานครเป็นเมืองที่ใหญ่เกินไปที่จะมีพระเอกที่ม้าขาวเพียงคนเดียว รวมถึงยังมีความเชื่อเรื่องการมีส่วนร่วม เพราะข้าราชการกทม.กว่าแสนคนคงทำงานเองทั้งหมด ไม่ได้ต้องให้ประชาชนมีส่วนร่วม และพรรคประชาชนก็เชื่อเรื่องความเข้มแข็งของการปกครองส่วนท้องถิ่น ที่ต้องการทำให้ท้องถิ่นเข้มแข็ง ซึ่งที่กล่าวมาตรงกับความคิด จึงเป็นสาเหตุให้อาสามาช่วยชัยวัฒน์

พิจิตต กล่าวต่อว่า การอาสาครั้งนี้เป็นเพียงการอาสามาช่วยงานการเมืองเท่านั้น โดยในอนาคตตนจะไม่รับตำแหน่งใด เพราะอายุมากแล้วคงทำได้แค่ให้คำแนะนำหรือให้ความช่วยเหลือ

ชัยวัฒน์ กล่าวเสริมว่า พิจิตตคือกลุ่มมดงาน หากจำกันได้ในอดีต เป็นกลุ่มที่ได้รับความนิยมจนได้เข้ามาบริหารกรุงเทพมหานคร โดยเรามีความสัมพันธ์กับกลุ่มมดงานผ่านภัทราภรณ์ ซึ่งจะทำให้เรานำโอกาสของคนรุ่นใหม่มาผสมผสานกับคนที่มีประสบการณ์ในการทำงาน และพิจิตตเองก็เคยเป็นอดีตผู้ว่าฯ

พิจิตต ย้ำว่า จะช่วยชัยวัฒน์หาเสียงผู้ว่าฯ กทม. เพียงคนเดียว แต่อาจจะช่วย ส.ก.คนอื่นที่อยู่ในกลุ่มมดงานหาเสียง แต่ทั้งนี้กลุ่มงดงานส่วนใหญ่ก็อยู่ในพรรคประชาชน

เมื่อถามว่า มองว่าคนกรุงเทพฯ ส่วนใหญ่จะเลือกผู้ว่าฯ ที่ลงในนามอิสระหรือพรรคการเมืองมากกว่ากัน พิจิตต กล่าวว่า ได้สองอย่าง โดยในอดีตก็เคยมีผู้ว่าฯ ที่ลงในนามอิสระ เช่น จำลอง ศรีเมือง และชัชชาติที่ก็ทำงานได้ดีมาก และแม้ว่าจะลงในนามพรรคก็เชื่อว่าพรรคคงจะไม่มาครอบงำหรือชี้นำอะไรมาก และในอดีตผู้สมัครที่ลงในนามพรรคก็มีอิสระในการทำงาน แต่พรรคก็ให้การสนับสนุนในการทำงาน

ทั้งนี้ ได้มีการพูดคุยกับชัชชาติแล้วหรือไม่นั้น พิจิตต กล่าวว่า ไม่ได้พูดคุยกัน เพราะเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา ก็สนับสนุนคนที่ตั้งใจดีคือชัชชาติ เมื่อชัชชาติได้เป็นผู้ว่าฯ พิจิตตก็คืนใบหาเสียงให้ชัชชาติ แล้วบอกว่า หมดหน้าที่แล้ว

เมื่อถามว่า ได้มีการวิเคราะห์จุดอ่อนจุดแข็งระหว่างชัยวัฒน์กับชัชชาติหรือไม่ พิจิตต กล่าวว่า ประชาชนต้องตัดสินใจ หากไปชี้นำ คงจะลำบาก ซึ่งประชาชนผู้ลงคะแนนเสียงจะเป็นผู้ที่ตัดสินใจที่ดีที่สุด

สำหรับความมั่นใจในการสู้ศึกผู้ว่าฯ กทม. หลังไหนชัชชาติประกาศลงสมัครอีกครั้งอย่างเป็นทางการ ชัยวัฒน์ กล่าวว่า ไม่น่าจะมีอะไรเปลี่ยนแปลง ซึ่งเราคาดหวังกันอยู่แล้วว่าชัชชาติจะลงสมัครอีกครั้ง แต่จุดยืนคือไม่ได้อยากให้มองว่าใครจะมาลงสมัครผู้ว่าฯ แต่อยากให้มองว่าอีก 4 ปีข้างหน้า กรุงเทพมหานครจะเปลี่ยนแปลงอย่างไร จะเป็นเมืองที่ช่วยให้คนกรุงเทพฯ มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างไร หรือเป็นเมืองที่ให้สวัสดิการกับคนกรุงเทพฯ อย่างไร ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่พรรคประชาชนได้นำเสนอเป็นวาระของคนกรุงเทพฯ และผู้สมัครส.ก.ในแต่ละเขตของเราก็มีวาระที่ต้องการผลักดันในพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องคมนาคม การสร้างสถานีดับเพลิง การพัฒนาเมืองย่านสร้างสรรค์หรือย่านเศรษฐกิจ

ส่วนจะทำอย่างไรให้คนกรุงเทพฯ ยอมรับในตัวเรา เพราะคนกรุงเทพฯ ส่วนใหญ่ยังชื่นชอบชัชชาติอยู่ ชัยวัฒน์ กล่าวว่า เราต้องทำให้ดีกว่าชัชชาติที่ทำได้ดีอยู่แล้ว และต้องทำในสิ่งที่พัฒนาก้าวหน้า รวมถึงแก้ไขปัญหาเชิงระบบที่เรื้อรังที่ปัจจุบันยังไม่ได้รับการแก้ไขมากมาย เช่น ปัญหาคอร์รัปชัน รวมถึงการบริหารกรุงเทพมหานครที่เราต้องขับเคลื่อนตั้งแต่ภาพใหญ่จากสภาผู้แทนราษฎร และเราได้นำเสนอนโยบายกรุงเทพโปร่งใส เอไอจับโกง ซึ่งต้องมีระบบที่ดีที่แม้แต่คนดีที่คิดจะโกงก็โกงได้ยาก เราต้องเน้นย้ำเรื่องการสื่อสารเรื่องนี้

พิจารณ์ กล่าวเสริมว่า ในทุกการเลือกตั้งคือโอกาสที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลงการยกระดับการเมืองไทย และเป็นโอกาสที่จะนำเสนอนโยบาย วิสัยทัศน์ ให้ประชาชนได้เลือก ตั้งแต่พรรคก้าวไกลจนมาถึงพรรคประชาชนเราได้สร้างประวัติศาสตร์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน คือการทำแลนด์สไลด์ในพื้นที่กรุงเทพมหานครถึงสองครั้ง ย้ำว่า ไม่มีใครเป็นเจ้าของเสียงของพี่น้องกรุงเทพมหานคร และการเลือกตั้งทั้งสองครั้งที่ผ่านมาไม่ได้บ่งบอกว่าการเลือกตั้งครั้งนี้เราจะชนะอีกครั้ง แต่คิดว่าเป็นสัญญาณที่ดีที่คนกรุงเทพฯ ให้โอกาสเรา

“เราจึงอยากใช้โอกาสนี้ในการนำเสนอวิสัยทัศน์ผ่านแคนดิเดตผู้ว่าฯ ของพรรคและทีมบริหาร รวมถึง ส.ก. เพื่อให้คนกรุงเทพฯ เห็นว่ากรุงเทพฯ มีโอกาสที่ดีขึ้น แต่สุดท้ายอยู่ที่ว่าประชาชนคนกรุงเทพฯ จะให้โอกาสเราหรือไม่ เพราะหากรอบนี้เราสามารถเข้าไปบริหารกับงบประมาณปีแสนล้าน 4 ปี 4 แสนกว่าล้านบาท ก็จะเป็นโอกาสที่ทำให้คนกรุงเทพฯ และคนทั้งประเทศเห็นว่าพรรคประชาชนมีศักยภาพในการพัฒนากรุงเทพมหานครอย่างไร แม้ว่าจะชนะการเลือกตั้งหรือไม่ชนะการเลือกตั้ง หน้าที่ของพวกเราคือการนำเสนอสิ่งที่ดีกว่าให้คนกรุงเทพฯ ได้พิจารณา”

พิจารณ์ กล่าว

จากนั้น ชัยวัฒน์ และพิจิตต ได้นำคณะร่วมเดินหาเสียงในถนนสายไม้ ซึ่งมีประชาชนเข้ามาทักทายพร้อมร้องเรียน เรื่องฝาท่อระบายน้ำบนถนนที่พบว่ามีรอยแตกร้าว และไม่แข็งแรง โดยชาวบ้านบริเวณนี้กังวลว่าเด็กและผู้สูงอายุหรือผู้สัญจรอาจจะได้รับอันตราย ซึ่งเรื่องนี้ทางชาวบ้านได้เคยร้องเรียนไปแล้ว แต่ยังไม่ได้รับการแก้ไขแต่อย่างใด

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์