ภูมิหลัง ‘3 ลูกเทพ รมช.มหาดไทย’
‘เจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์’ หรือ ‘ชาร์ต’
นักการเมืองรุ่นใหม่ที่รับไม้ต่อฐานการเมืองอันแข็งแกร่งของ ‘ตระกูลไทยเศรษฐ์’ แห่งจังหวัดอุทัยธานี

‘เจเศรษฐ์’ เป็นบุตรชายคนโตของ ‘มนัญญา ไทยเศรษฐ์’ อดีต รมช.เกษตรฯ และเป็นหลานชายแท้ๆ ของ ‘ชาดา ไทยเศรษฐ์’ อดีต รมช.มหาดไทย แห่งบ้านใหญ่เมืองอุทัยธานี
ก่อนก้าวสู่การเมืองระดับชาติ ‘เจเศรษฐ์’ คลุกคลีกับงานการเมืองและการลงพื้นที่มาตั้งแต่วัยเยาว์ ทำให้คุ้นเคยทั้งฐานเสียงและปัญหาของคนในพื้นที่อุทัยธานีเป็นอย่างดี
เส้นทางการเมืองระดับชาติเริ่มต้นในการเลือกตั้งปี 2562 เมื่อเขาชนะการเลือกตั้งเป็น สส.อุทัยธานี เขต 1 ในนามพรรคภูมิใจไทย สืบทอดเก้าอี้ต่อจาก ‘มนัญญา’ ผู้เป็นแม่ และกลายเป็น สส.สมัยแรกในวัย 31 ปี
จากนั้น ‘เจเศรษฐ์’ ได้รับความไว้วางใจจากประชาชนในพื้นที่ให้กลับมาดำรงตำแหน่ง สส.อย่างต่อเนื่อง 3 สมัย ในการเลือกตั้งปี 2562, 2566 และ 2569

‘พลพีร์ สุวรรณฉวี’ หรือ ‘เต้ย’
ทายาททางการเมืองของตระกูล ‘สุวรรณฉวี’ แห่งนครราชสีมา บุตรชายของ ‘ว่าที่ ร.ต.ไพโรจน์ สุวรรณฉวี’ อดีต รมช.พาณิชย์ และแกนนำกลุ่มการเมืองสำคัญของโคราชในยุคกลุ่ม 3 มิตรและพรรคเพื่อแผ่นดิน ขณะที่แม่ของ ‘พลพีร์’ คือ ร.ต.หญิง ระนองรักษ์ สุวรรณฉวี อดีต รมว.ICT อดีต รมช.คลัง และอดีตนายก อบจ.นครราชสีมา
‘พลพีร์’ เป็นบุตรชายคนโตที่เข้ามารับไม้ต่อทางการเมือง เพื่อรักษาฐานเสียงของตระกูล ‘สุวรรณฉวี’ ในพื้นที่โคราช โดยเส้นทางการเมืองระดับชาติเริ่มต้นในการเลือกตั้งปี 2550 ขณะมีอายุเพียง 25 ปี เมื่อได้รับเลือกตั้งเป็น สส.นครราชสีมา ในนามพรรคเพื่อแผ่นดิน และได้รับการบันทึกว่า เป็นหนึ่งใน สส.ที่มีอายุน้อยที่สุดของสภาผู้แทนราษฎรในยุคนั้น
ต่อมาในการเลือกตั้งปี 2554 ‘พลพีร์’ ย้ายมาสังกัดพรรคชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดิน และชนะการเลือกตั้งเป็น สส.สมัยที่ 2 ก่อนร่วมงานกับพรรคเพื่อไทยในปี 2557 และย้ายมาสังกัดพรรคภูมิใจไทยในการเลือกตั้งปี 2562
แม้การเลือกตั้งครั้งนั้นจะพลาดเก้าอี้ สส. แต่ ‘พลพีร์’ ก็ได้รับความไว้วางใจให้ดำรงตำแหน่งรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ก่อนกลับเข้าสู่สนามเลือกตั้งอีกครั้งในปี 2566 และคว้าชัยชนะกลับมาเป็น สส.นครราชสีมา สมัยที่ 3 จากนั้นได้รับเลือกตั้งต่อเนื่องเป็นสมัยที่ 4 ในการเลือกตั้งปี 2569

‘วรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์’ หรือ ‘โกแพ’
บุตรชายของ ‘โกเกียรติ’ หรือ ‘สมเกียรติ เลียงประสิทธิ์’ นักธุรกิจและผู้มีบทบาททางการเมืองในจังหวัดสตูล
ครอบครัว ‘เลียงประสิทธิ์’ ทำธุรกิจหลากหลายในภาคใต้ โดยเฉพาะธุรกิจด้านประมงและพาณิชยกรรม อาทิ ห้างหุ้นส่วนจำกัด เกียรติเจริญชัยการประมง ซึ่ง ‘วรศิษฎ์’ เคยดำรงตำแหน่งผู้จัดการมาก่อน
เดิมที ‘วรศิษฎ์’ ไม่ได้มีเป้าหมายเข้าสู่เส้นทางการเมืองโดยตรง แต่ได้รับการสนับสนุนจากครอบครัวให้ลงสนามเลือกตั้งในปี 2562 และสร้างความฮือฮาด้วยการเอาชนะอดีต สส.หลายสมัยจากพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมปักธงพรรคภูมิใจไทยในจังหวัดสตูลได้สำเร็จ ขณะมีอายุเพียง 30 ปี
ในการเลือกตั้งปี 2566 ‘วรศิษฎ์’ ยังคงได้รับความไว้วางใจให้กลับมาเป็น สส.สตูล เขต 2 เป็นสมัยที่ 2 ด้วยคะแนนเสียงท่วมท้น ก่อนคว้าเก้าอี้ สส.สมัยที่ 3 ติดต่อกันในการเลือกตั้งปี 2569 ด้วยคะแนนเสียงทิ้งห่างคู่แข่งอย่างเห็นได้ชัด
‘3 ลูกเทพ’ กับบทบาทและภารกิจใน ‘มหาดไทย’
‘เจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์’ รมช.มหาดไทย
ภารกิจ: กรมโยธาธิการและผังเมือง และกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.)
กำกับดูแล: การประปาส่วนภูมิภาค (กปภ.) และการประปานครหลวง (กปน.)
‘พลพีร์ สุวรรณฉวี’ รมช.มหาดไทย
ภารกิจ: กรมที่ดิน และกรมการพัฒนาชุมชน
กำกับดูแล: การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) และการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.)
‘วรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์’ รมช.มหาดไทย
ภารกิจ: กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) และกรุงเทพมหานคร (กทม.)
กำกับดูแล: องค์การจัดการน้ำเสีย (อจน.) และองค์การตลาด (อต.)
เร่งสร้างผลงาน วัดใจเก้าอี้ ‘รมช.’
หนึ่งเดือนที่ผ่านมา รัฐบาล ‘อนุทิน’ เดินหน้ากำหนด KPI เพื่อประเมินผลงานรัฐมนตรี ขณะที่กระแสการปรับคณะรัฐมนตรีก่อนกำหนดเริ่มมีให้เห็นเป็นระยะ ทำให้หลายกระทรวงต้องเร่งสร้างผลงานอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะ ‘กระทรวงมหาดไทย’ ซึ่งอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของนายกรัฐมนตรีโดยตรง และถือเป็นหนึ่งในกระทรวงที่มีทั้งอำนาจ กลไกราชการ และเครือข่ายการเมืองในพื้นที่ทั่วประเทศ
‘เจเศรษฐ์’ กับภาพ ‘รัฐมนตรีสายลุย’
ตลอดปี 2569 ‘เจเศรษฐ์’ เดินหน้าลงพื้นที่และปฏิบัติภารกิจนอกสถานที่ในหลายจังหวัด นอกเหนือจากพื้นที่อุทัยธานีซึ่งเป็นฐานเสียงหลักของตัวเอง
ในเดือนมิถุนายน 2569 เขาลงพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรี พร้อมแถลงผลปฏิบัติการ ‘ย้อนเกล็ดมังกร EP.3’ ทลายขบวนการทุจริตแจ้งเกิดทิพย์ ร่วมกับฝ่ายปกครองและกองปราบปราม ขณะเดียวกัน ยังลงพื้นที่บัญชาการเหตุการณ์เพลิงไหม้โกดังเก็บผ้าฝ้ายใน อ.พระสมุทรเจดีย์ จ.สมุทรปราการ หลังเกิดเหตุไม่นาน

เดือนถัดมา ‘เจเศรษฐ์’ ติดตามความคืบหน้าโครงการก่อสร้างระบบป้องกันน้ำท่วมและการบริหารจัดการน้ำ ร่วมกับกรมโยธาธิการและผังเมืองที่จังหวัดสมุทรสาคร รวมถึงลงพื้นที่จังหวัดมุกดาหาร ติดตามเหตุรถกระบะพุ่งชนคณะพระธุดงค์ พร้อมสั่งการให้เร่งรัดการช่วยเหลือเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบเป็นกรณีพิเศษ

ภาพที่ปรากฏผ่านหน้าสื่อ จึงเป็นการทำงานในลักษณะ ‘รัฐมนตรีรุ่นใหม่สายลุย’ โดยเฉพาะภารกิจด้านการแจ้งเตือนและรับมือภัยพิบัติ สอดรับกับหน่วยงานสำคัญที่อยู่ในความรับผิดชอบ ทั้ง ปภ. และกรมโยธาธิการและผังเมือง
‘พลพีร์’ กับบทบาท ‘มือปราบทุนเทา’
อีกด้านหนึ่ง ‘พลพีร์’ กำลังสร้างภาพจำในฐานะผู้รับผิดชอบงานจัดระเบียบสังคมและปราบปรามทุนต่างชาติที่เข้ามาประกอบธุรกิจผิดกฎหมาย

ช่วงที่ผ่านมา ‘รัฐมนตรีเต้ย’ นำชุดปฏิบัติการพิเศษของกรมการปกครอง สนธิกำลังกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กรมการจัดหางาน และ DSI เข้าตรวจค้นธุรกิจและโรงแรมเป้าหมายในพื้นที่ห้วยขวาง กรุงเทพฯ
การตรวจสอบพบพฤติการณ์ใช้คนไทยเป็น ‘นอมินี’ ถือหุ้นแทนชาวจีน ขณะเดียวกัน ระหว่างการตรวจค้นยังมีบุคคลปริศนาโทรศัพท์เข้ามาอ้างว่า มีการจ่ายเงินให้เจ้าหน้าที่รัฐบางหน่วยงานในพื้นที่ แต่ ‘พลพีร์’ ปฏิเสธข้อเสนอทันที พร้อมสั่งการให้อธิบดีกรมการปกครองขยายผลตรวจสอบและดำเนินการกับเจ้าหน้าที่รัฐทุกคนที่อาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับการรับผลประโยชน์จากขบวนการทุนจีนสีเทา

ผลงานดังกล่าวทำให้ ‘นายกฯ อนุทิน’ เอ่ยปากชื่นชมว่า ทำหน้าที่ได้ดี พร้อมกำชับให้เดินหน้าตรวจสอบอย่างต่อเนื่องและเด็ดขาด โดยไม่ต้องเกรงกลัวอิทธิพลใดๆ
จังหวะนี้เองที่ทำให้ ‘พลพีร์’ เริ่มมีภาพจำชัดขึ้นในฐานะ ‘มือปราบทุนเทา’ ภายใต้ภาพลักษณ์นักบริหารรุ่นใหม่ที่เน้นความเด็ดขาด
‘วรศิษฎ์’ กับบทบาท ‘มือปราบโกงสอบท้องถิ่น’
ขณะที่ ‘วรศิษฎ์’ ก็มีผลงานเด่นไม่แพ้กัน หลังเข้ามารับบทบาทสำคัญในการจัดการปัญหาทุจริตสอบท้องถิ่นครั้งใหญ่

เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา เขาเป็นประธานประชุมคณะกรรมการกลางข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น (ก.กลาง) ร่วมกับ กสถ. เดินหน้าสั่งเพิกถอนสิทธิและจัดการรายชื่อผู้เข้าสอบที่พบความผิดปกติ 5,925 ราย พร้อมยกเลิกบัญชีผู้สอบแข่งขันเดิมและประกาศบัญชีใหม่ เพื่อเปิดทางให้ถอดถอนผู้ทุจริตที่ได้รับการบรรจุไปแล้ว และคืนตำแหน่งให้ผู้สอบได้อย่างสุจริต

จึงถือเป็นผลงานชิ้นสำคัญของ ‘วรศิษฎ์’ ในช่วง 1–2 เดือนที่ผ่านมา กับการรับบท ‘มือปราบทุจริตสอบท้องถิ่น’ และชูนโยบายคืนความเป็นธรรมให้ผู้สอบสุจริต ด้วยการจัดการรายชื่อผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการทุจริตนับพันราย
แม้มี ‘ผลงาน’ แต่ใช่ว่าจะไร้ ‘ข้อครหา’
แม้ที่ผ่านมา ‘เจเศรษฐ์’ จะพยายามวางภาพตัวเองเป็นนักการเมืองรุ่นใหม่สายลุย เกาะติดงานและลงพื้นที่อย่างต่อเนื่อง แต่ก็ยังหนีไม่พ้นข้อครหาเรื่อง ‘รัฐมนตรีลูกเทพ’ ซึ่งถูกตั้งคำถามถึงการก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งระดับรัฐมนตรีตั้งแต่อายุยังน้อย

เจ้าตัวยืนยันว่า การเข้าสู่ตำแหน่งไม่ได้เกิดจากสิทธิพิเศษ แต่ต้องการพิสูจน์ตัวเองผ่านความสามารถและผลงานจากการลงพื้นที่จริง
เช่นเดียวกับ ‘พลพีร์’ ที่ถูกฝ่ายค้านวิจารณ์การแต่งตั้งรัฐมนตรีกลุ่ม ‘ลูกเทพ’ และตั้งคำถามว่าเป็นการใช้สายสัมพันธ์และนามสกุลทางการเมืองมากกว่าความสามารถ แต่เจ้าตัวออกมาตอบโต้ว่า อยู่ในแวดวงการเมืองมานานกว่า 20 ปี และได้รับเลือกจากประชาชน พร้อมยืนยันด้วยผลงานที่เกิดขึ้นจริง

ส่วน ‘วรศิษฎ์’ นอกจากข้อกังขาเรื่อง ‘รัฐมนตรีลูกเทพ’ แล้ว ตระกูล ‘เลียงประสิทธิ์’ บ้านใหญ่สตูล ยังต้องเผชิญแรงกระเพื่อมทางการเมืองจากกรณี ป.ป.ช.ชี้มูลความผิด ‘สัมฤทธิ์ เลียงประสิทธิ์’ นายก อบจ.สตูล และ ‘สมเกียรติ เลียงประสิทธิ์’ นายกสมาคมประมง จ.สตูล ซึ่งเป็นลุงและพ่อของ ‘วรศิษฎ์’ ซึ่งกรณีดังกล่าวเกี่ยวข้องกับการไม่บอกเลิกสัญญาโครงการก่อสร้างศูนย์บริการนักท่องเที่ยว อ.ควนโดน จ.สตูล เมื่อปี 2559 แม้ผู้รับจ้างจะส่งมอบงานล่าช้า

แม้ ‘วรศิษฎ์’ ยืนยันว่าประเด็นดังกล่าวไม่กระทบต่อการทำงานของตัวเอง เพราะเป็นเรื่องที่ไม่ได้เกิดจากการกระทำของเขา และทุกคนต้องเข้าสู่กระบวนการพิสูจน์ตามกฎหมาย แต่ในทางการเมือง ฝ่ายค้านยังคงนำประเด็นดังกล่าวมาตั้งคำถามถึงความเหมาะสม โดยเฉพาะเมื่อ ‘วรศิษฎ์’ รับผิดชอบกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) ซึ่งมีภารกิจเชื่อมโยงกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รวมถึงงานด้านโครงสร้างพื้นฐานและการจัดซื้อจัดจ้างในพื้นที่
ดุลอำนาจ ‘มหาดไทย’ ใครจะอยู่ ใครจะไป?
รมช.มหาดไทยทั้ง 3 คน ไม่ได้เป็นเพียงนักการเมืองรุ่นใหม่ที่ได้รับมอบหมายให้เข้ามาทำงานในกระทรวงสำคัญ แต่ยังเป็นตัวแทนของ ‘บ้านใหญ่’ จากแต่ละภูมิภาค ทั้งภาคกลาง ภาคอีสาน และภาคใต้

‘เจเศรษฐ์’ หลานชายของ ‘ชาดา’ และทายาททางการเมืองของตระกูลไทยเศรษฐ์ คุมฐานเสียงสำคัญในอุทัยธานีและพื้นที่ภาคกลางตอนบน การขยับหรือแตะต้องเก้าอี้ของเขา จึงอาจไม่ได้กระทบเพียงตัวบุคคล แต่เชื่อมโยงถึงฐานอำนาจและเสถียรภาพภายในพรรคภูมิใจไทย
ยิ่งเมื่อ ‘เจเศรษฐ์’ ได้รับผิดชอบภารกิจสำคัญอย่าง ปภ. และกรมโยธาธิการและผังเมือง ทำให้มีพื้นที่ในการสร้างผลงานและภาพจำต่อสาธารณะอย่างต่อเนื่อง

ด้าน ‘พลพีร์’ มีฐานการเมืองที่แข็งแรงในนครราชสีมา ผ่านเครือข่ายตระกูล ‘สุวรรณฉวี’ ที่อยู่ในสนามการเมืองมานานหลายทศวรรษ ขณะที่ช่วงหลังยังเร่งสร้างผลงานด้านการปราบปรามทุนจีนสีเทา จนได้รับเสียงชื่นชมจากนายกรัฐมนตรี

ส่วน ‘โกแพ’ เป็นตัวแทนของบ้านใหญ่ ‘เลียงประสิทธิ์’ ในสตูล พื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญของพรรคภูมิใจไทยในภาคใต้ และกำลังสร้างผลงานผ่านการจัดการปัญหาทุจริตสอบท้องถิ่น ซึ่งถือเป็นหนึ่งในผลงานชิ้นโบว์แดงที่น่าจะช่วยลดแรงกดดันทางการเมืองได้ไม่น้อย
ท้ายที่สุด สิ่งที่ทำให้เก้าอี้ของ ‘3 ลูกเทพ’ ยังน่าจับตา เพราะไม่ได้มีเพียงเรื่องผลงานหรือข้อครหา แต่คือสถานะของทั้ง 3 คนในฐานะ ‘ลูกรักสายแข็ง’ ของบ้านใหญ่สีน้ำเงิน
ดังนั้น หากถามว่า ใครจะอยู่ ใครจะไป แม้คำตอบอาจยังไม่ชัดเจน แต่เมื่อมองถึงการรักษาดุลอำนาจในแต่ละภูมิภาค รวมกับความเป็น ‘สายแข็ง’ ของทั้ง 3 ลูกเทพแล้ว โอกาสที่จะถูกสั่นคลอนเก้าอี้ คงจะเป็นไปได้ยาก




