'มทภ.4' ฟัน 'น.อ.มนตรี' ให้ยืมรถ 'กอ.รมน.' ยิง สส. ชง 'ทร.' ไล่ออก - ผิดอาญา

13 เม.ย. 2569 - 14:19

  • คณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง จึงมีมติให้ดำเนินการเอาผิดต่อ น.อ.มนตรี โตประเสริฐ ใน 3 ส่วน คือ ความผิดทางแพ่ง ทางวินัย และทางอาญา

'มทภ.4' ฟัน 'น.อ.มนตรี' ให้ยืมรถ 'กอ.รมน.' ยิง สส. ชง 'ทร.' ไล่ออก - ผิดอาญา

กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า พล.ท.นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4 และ ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 พร้อมด้วย พล.ต.ต.ประยงค์  โคตรสาขา ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนราธิวาส ผู้แทนกองกำลังตำรวจจังหวัดชายแดนภาคใต้ และ พ.อ.มานะ ปริญญาศิริ ผู้อำนวยการสำนักกฎหมายและสิทธิมนุษยชนกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ร่วมแถลงข่าวอย่างเป็นทางการ เพื่อชี้แจงความคืบหน้าและข้อเท็จจริงเหตุการณ์ กรณีการนำรถยนต์ราชการในสังกัดกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดนราธิวาส ไปใช้ในการก่อเหตุลอบยิง กมลศักดิ์  ลีวาเมาะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดนราธิวาส เขต 5 พรรคประชาชาติ เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2569 ที่ผ่านมา เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง เนื่องจากเป็นคดีที่ได้รับความสนใจจากประชาชน 

แม่ทัพภาคที่ 4 เปิดเผยว่า ทันทีที่ได้รับรายงานเหตุการณ์ มิได้นิ่งนอนใจ และให้ความสำคัญต่อเหตุการณ์ดังกล่าวเป็นอย่างยิ่ง โดยได้สั่งการให้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างเร่งด่วน และเน้นย้ำให้การสืบสวนสอบสวน ต้องเป็นไปอย่างรวดเร็ว รอบด้าน และเกิดความชัดเจนในทุกมิติ 

ทั้งนี้ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ยังคงยึดมั่นในหลักการสำคัญคือ “ไม่ปกป้องผู้กระทำความผิด” ไม่ว่าจะเป็นบุคคลใดก็ตาม หากพบว่ามีการกระทำที่ฝ่าฝืนกฎหมายหรือระเบียบคำสั่งของทางราชการ จะต้องถูกดำเนินการทางวินัยและอาญาอย่างถึงที่สุด 

สำหรับการดำเนินคดีในขณะนี้ หน่วยงานได้บูรณาการการทำงานร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจอย่างใกล้ชิด ทั้งการสนับสนุนกำลังพล การแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร และการร่วมปฏิบัติในกระบวนการสืบสวนสอบสวน ซึ่งถือเป็นส่วนสำคัญ ที่ทำให้การคลี่คลายคดีมีความคืบหน้าไปมาก จนนำไปสู่การติดตามผู้กระทำผิด เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมได้อย่างเป็นรูปธรรม 

นอกจากนี้ แม่ทัพภาคที่ 4 ยังกล่าวถึง มาตรการตรวจสอบภายในว่า ได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงเพื่อพิจารณาการกระทำของเจ้าหน้าที่ ที่อาจมีส่วนเกี่ยวข้องอย่างละเอียด เพื่อให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่ายและตอบคำถามข้อสงสัยของสังคมได้อย่างโปร่งใส  

โดยยืนยันว่าทุกขั้นตอนดำเนินการภายใต้หลักนิติธรรมและสามารถตรวจสอบได้ และเน้นย้ำว่า “กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า จะเดินหน้าทำงานร่วมกับทุกภาคส่วนอย่างเต็มกำลัง เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ในลักษณะดังกล่าวขึ้นอีก เรามุ่งมั่นที่จะรักษามาตรฐานของหน่วยงาน และสร้างความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของพี่น้องประชาชน เพื่อให้ความสงบสุขในจังหวัดชายแดนภาคใต้เกิดขึ้นอย่างยั่งยืน” 

ในส่วนของความคืบหน้าคดีและการสืบสวน พล.ต.ต.ประยงค์ โคตรสาขา ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนราธิวาส ผู้แทนกองกำลังตำรวจจังหวัดชายแดนภาคใต้ ชี้แจงว่าพนักงานสอบสวนได้รวบรวมพยานหลักฐานจากที่เกิดเหตุและการตรวจพิสูจน์รถคันดังกล่าวอย่างละเอียด พบหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ที่สำคัญที่จะเชื่อมโยงไปถึงกลุ่มผู้ร่วมขบวนการก่อเหตุ  

โดยคดีมีความคืบหน้าอย่างมาก จากการได้รับความร่วมมือด้านข้อมูลเชิงลึกจากกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ทั้งนี้ เร่งตรวจสอบความสัมพันธ์ระหว่างเจ้าหน้าที่ผู้ให้ยืมรถกับผู้ก่อเหตุ เพื่อขยายผลจับกุมผู้บงการและผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม  

ขณะนี้ทั้ง 4 ราย คือ สมพร  ลังเดช, อลาวี  อาแว, สุนทร  พรหมภักดี และ ธนภัทร วัฒนภิญโญ ได้ถูกจับกุมตัวแล้ว เหลือเพียง เรือเอกวิโรจน์ เกตุมณี อดีตนาวิกโยธิน ที่เป็นมือปืนอยู่ระหว่างการหลบหนี ทางเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนเร่งติดตามตัว 

ด้านความคืบหน้าการตรวจสอบภายใน พ.อ.มานะ ปริญญาศิริ ผู้อำนวยการสำนักกฎหมายและสิทธิมนุษยชน กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ได้เปิดเผยผลการสอบสวนกรณีรถยนต์ราชการที่ถูกนำไปใช้ก่อเหตุ ซึ่งเป็นรถกระบะยี่ห้อโตโยต้า รุ่นวีโก้ หมายเลขทะเบียน ญจ 6847 กรุงเทพมหานคร ในความรับผิดชอบของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดนราธิวาส  

โดยพบว่า น.อ.มนตรี โตประเสริฐ ในฐานะหัวหน้ากลุ่มงานบริหารงานบุคคลและส่งกำลังบำรุง ได้ใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบอนุญาตให้ เรือเอกวิโรจน์ เกตุมณี ยืมรถยนต์ราชการไปใช้ส่วนตัวถึง 3 ครั้ง  

ครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 16 มีนาคม ปี 2569 ไม่มีการแจ้งสถานที่ใช้งาน และไม่ได้จัดทำเอกสารอนุมัติ อันเป็นการฝ่าฝืนระเบียบกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน พ.ศ. 2553 ว่าด้วยรถราชการอย่างชัดเจน 

ด้าน คณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงจึงมีมติให้ดำเนินการเอาผิดต่อ น.อ.มนตรี โตประเสริฐ ใน 3 ส่วน คือ ความผิดทางแพ่ง ต้องชดใช้ค่าเสียหายต่อทรัพย์สินราชการ ตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539  

ความผิดทางวินัย ซึ่งเข้าข่ายวินัยร้ายแรงฐานละเลยหน้าที่ โดยได้ส่งตัวกลับต้นสังกัด และเสนอให้กองทัพเรือพิจารณาโทษสูงสุดถึงขั้นปลดออกหรือไล่ออกจากราชการ ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยวินัยทหาร พ.ศ. 2457  

ความผิดทางอาญา โดยหน่วยงานได้จัดผู้แทนเข้าแจ้งความร้องทุกข์ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 ฐานเป็นเจ้าพนักงานใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริต และมาตรา157 ฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ พร้อมส่งมอบพยานหลักฐานให้พนักงานสอบสวนพิจารณาความเกี่ยวข้องกับการก่อเหตุลอบยิงเพิ่มเติม 

โดยช่วงท้ายของการแถลง พล.ท. นรธิป กล่าวว่า ในนามของ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ผมขอขอบคุณ พี่น้องสื่อมวลชนและประชาชนทุกท่าน ที่ได้ให้เกียรติมาร่วมรับฟังการแถลงข่าวในวันนี้ ผมขอเน้นย้ำ เพื่อทำความเข้าใจกับทุกท่านอีกครั้งว่า กรณีที่เกิดขึ้นนี้ถือเป็น "การกระทำความผิดเฉพาะตัวบุคคล" ซึ่งมีการนำทรัพยากรของทางราชการไปใช้โดยมิชอบ และไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการปฏิบัติงานในภาพรวมของหน่วยงานแต่อย่างใด 

สำหรับผู้ที่กระทำความผิด จะต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมและรับโทษตามกฎหมายอย่างถึงที่สุด ทางหน่วยงานขอยืนยันว่าจะไม่มีการปกป้อง หรือให้ความช่วยเหลือใดๆ ที่ขัดต่อหลักนิติรัฐและนิติธรรมโดยเด็ดขาด  

ในขณะเดียวกัน ขอเรียนว่าเจ้าหน้าที่ส่วนใหญ่ของ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร และกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ยังคงปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเสียสละ มุ่งมั่น และยึดถือประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนเป็นสำคัญ  

จึงขอความกรุณาจากพี่น้องสื่อมวลชนและสังคม โปรดทำความเข้าใจในข้อเท็จจริงว่า กรณีนี้เป็นเรื่องส่วนบุคคล มิได้เกี่ยวข้องกับหน่วยงานในภาพรวม และขอความร่วมมือในการนำเสนอข้อมูลอย่างรอบด้าน เพื่อป้องกันมิให้เกิดความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อขวัญและกำลังใจของเจ้าหน้าที่ส่วนใหญ่ ที่มีความมุ่งมั่น ตั้งใจปฏิบัติหน้าที่ ด้วยความเสียสละ 

ทั้งนี้ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ได้ให้ความร่วมมือกับพนักงานสอบสวน เพื่อดำเนินคดีที่เกี่ยวข้องตามกระบวนการยุติธรรม พร้อมยืนยันว่า ได้ให้ความยุติธรรมต่อทุกฝ่าย โดยไม่มีการละเว้นต่อผู้กระทำความผิด เพื่อรักษามาตรฐานของหน่วยงานและความเชื่อมั่นของประชาชนในพื้นที่ 

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์