'อีสานตอนบน' สมรภูมิหลากสี 'น้ำเงิน-เขียว' รุกไล่ 'แดง' 'ส้ม' เจาะเขตเมือง-รอยต่อ

3 พ.ย. 2569 - 18:30

  • 'อีสานบน' สมรภูมิหลากสี 'น้ำเงิน-เขียว' รุกไล่ 'แดง' 'ส้ม' เจาะเขตเมือง-รอยต่อ เจาะพื้นที่ทั้งใน สนามเลือกตั้ง สส. และ สนามเลือกตั้ง 'นายก อบจ.' ที่มีทั้งสอดรับเป็นเครือข่ายเดียวกัน และ ต่างขั้วกัน ผ่านการเผชิญหน้า 2 แม่ทัพใหญ่ 'มนพร เจริญศรี' กับ 'ทรงศักดิ์ ทองศรี'

'อีสานตอนบน' สมรภูมิหลากสี 'น้ำเงิน-เขียว' รุกไล่ 'แดง' 'ส้ม' เจาะเขตเมือง-รอยต่อ

การเคลื่อนทัพของคณะรัฐมนตรีสู่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ประกอบด้วย จ.อุดรธานี เลย หนองบัวลำภู หนองคาย และบึงกาฬ ไม่ได้เป็นเพียงการประชุม ครม.สัญจร ตามวงรอบราชการ หรือการร่วมตัดริบบิ้นเปิดมหกรรมพืชสวนโลกเท่านั้น 

ในทางการเมืองนี่คือภาพสะของ "แผ่นดินไหวทางการเมือง" ที่กำลังเขย่ารากฐานเดิมของภาคอีสานอย่างรุนแรง

ในอดีต ดินแดนอีสานตอนบน เปรียบเสมือนพื้นที่ของ คนเสื้อแดง กระแสความนิยมในตัว ทักษิณ ชินวัตร ผนวกกับตราสัญลักษณ์ของ พรรคเพื่อไทย เคยบันดาลชัยชนะชนิดกวาดเก้าอี้ สส. ยกจังหวัดได้อย่างง่ายดาย 

แต่ในการเลือกตั้งยุคปัจจุบัน ปราการที่เคยคิดว่าแข็งแกร่งกลับถูกเจาะ เกิดการแบ่งขั้วเฉือนเก้าอี้ให้กับพรรคการเมืองคู่แข่ง ไม่ว่าจะเป็นพรรคภูมิใจไทย ที่รุกคืบอย่างหนักหน่วง พรรคประชาชน ที่ปักธงทางอุดมการณ์ พรรคกล้าธรรม ตลอดจน พรรคพลังประชารัฐ

ครม.สัญจร รอบนี้จึงกลายเป็นเวทีประลองกำลังของขั้วอำนาจระดับชาติและกลุ่มทุนบ้านใหญ่ ที่ต่างเร่งจัดสรรดุลอำนาจกันใหม่

แผนที่อำนาจ 5 จังหวัด - เกมลึกบ้านใหญ่

ความเปลี่ยนแปลงของดุลอำนาจในกลุ่มจังหวัดอีสานตอนบน ได้จำแนกออกเป็นภาพสะท้อนของขุมกำลังระดับชาติและการเมืองท้องถิ่น ซึ่งต่างพึ่งพาและคานอำนาจกันอย่างซับซ้อน ที่ จ.อุดรธานี ซึ่งเคยเป็นหัวใจสำคัญของขบวนการคนเสื้อแดง ตัวเลข สส. 10 เขต กลับลดทอนลงเหลือให้เพื่อไทย ครองเพียง 4 เขต 

เท่ากับพรรคภูมิใจไทยที่บุกยึดไปได้ถึง 4 เขต ขณะที่พรรคประชาชน เจาะฐานคนรุ่นใหม่ในเขตเมืองไปอีก 2 เขต แม้สายสัมพันธ์ของ เพื่อไทย กับ 2 ตระกูลอย่าง "ขาวขำ" ภายใต้การนำของ วิเชียร ขาวขำ และ "เพชรพนมพร" ของ ศราวุธ เพชรพนมพร จะยังคงเหนียวแน่น

พา ศราวุธ เพชรพนมพร เข้าป้ายคว้าชัยเหนือผู้สมัครค่ายสีส้มมาได้ สะท้อนว่าเพียงแค่ขายแบรนด์พรรคอย่างเดียว ไม่การันตีชัยชนะอีกต่อไป หากปราศจากการประสานกลไกอุปถัมภ์ระดับรากหญ้า

ข้ามไปที่เมือง จ.เลย 4 เขตเลือกตั้ง ภาพฉากหน้าที่เห็นเพื่อไทยคว้าไป 3 เขต และภูมิใจไทยได้ 1 เขต แท้จริงแล้วคือความแยบยลของ "ตระกูลทิมสุวรรณ" ที่ใช้ ยุทธการแตกแบงก์ วางตัวลูกหลานกระจายอยู่ในทั้ง 2 พรรคใหญ่ โดยส่ง ศรัณย์ ทิมสุวรรณ สวมเสื้อเพื่อไทย และส่ง ธนยศ ทิมสุวรรณ ลงในนามภูมิใจไทย

ขณะที่เก้าอี้นายก อบจ.เลย ก็ตกเป็นของ ชัยธวัช เนียมศิริ อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดเลย ภายใต้การโอบอุ้มเต็มกำลังของ ธนาวุฒิ ทิมสุวรรณ อดีตนายก อบจ. 5 สมัย ทำให้เมืองเลยกลายสภาพเป็นพื้นที่ประนีประนอมข้ามพรรค โดยมีเสถียรภาพของบ้านใหญ่เป็นศูนย์กลาง

ส่วนที่ จ.หนองบัวลำภู ความเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างยิ่งปรากฏชัด เมื่อ พรรคกล้าธรรม ภายใต้สายสัมพันธ์ของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า และกลุ่มของ ไชยา พรหมา ผงาดขึ้นมายึด สส. ได้ถึง 2 เขต เหลือรอดให้ เพื่อไทย เพียงเขตเดียวเท่านั้น 

ความเชื่อมโยงนี้ไหลลื่นลงสู่สนามการเมืองท้องถิ่นอย่างราบรื่น เมื่อ ศรัณยา สุวรรณพรหม ผงาดขึ้นเป็นนายก อบจ.หญิงคนแรก โดยมีแกนนำพรรคกล้าธรรม ร่วมหนุนหลังอย่างเปิดเผย ปิดฉากการผูกขาดของเพื่อไทยในหนองบัวลำภูอย่างเบ็ดเสร็จทั้งระดับชาติและท้องถิ่น

ด้านเมืองพญานาคอย่าง จ.หนองคาย ความปราชัยของ เพื่อไทย ในสนาม สส. ถือเป็นบาดแผลฉกรรจ์ เพราะถูกเจาะจนสูญพันธุ์ทั้ง 3 เขต โดยตกเป็นของ พรรคพลังประชารัฐ 2 เขต และ พรรคภูมิใจไทย 1 เขต 

ซึ่งเป็นผลงานการวางหมากของ "ตระกูลศรีตะบุตร" นำโดย ยุทธนา ศรีตะบุตร แต่ พรรคเพื่อไทย ก็แก้เผ็ดคืนได้อย่างเจ็บแสบในสนามเลือกตั้งนายก อบจ. เมื่อส่ง วุฒิไกร ช่างเหล็ก อาศัยฐานหนุนจากบ้านใหญ่ ตระกูลจันทาทอง และ อินทร์รอด พลิกเอาชนะโค่นแชมป์เก่า 5 สมัยอย่าง ยุทธนา ศรีตะบุตร ลงได้สำเร็จ 

ทำให้ จ.หนองคาย กลายเป็นสมรภูมิคานอำนาจแบบ 2 ขั้ว ระหว่างอำนาจ สส. ฝั่งหนึ่ง กับขุมกำลัง อบจ. อีกฝั่งหนึ่ง

ขณะที่ จ.บึงกาฬ จังหวัดน้องใหม่ริมโขง ได้กลายเป็นอาณาจักรสีน้ำเงินที่สมบูรณ์แบบที่สุด พรรคภูมิใจไทย กวาด สส. ยกจังหวัดทั้ง 3 เขตอย่างเบ็ดเสร็จ 

สอดรับกับสนามท้องถิ่นที่ แว่นฟ้า ทองศรี คู่ชีวิตของ ทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี แกนนำคนสำคัญของ ภท. คว้าเก้าอี้ นายก อบจ.บึงกาฬ มาครองอย่างยาวนานและมั่นคง การเชื่อมประสานอำนาจนิติบัญญัติ การบริหารส่วนภูมิภาค และงบประมาณท้องถิ่นเข้าด้วยกันอย่างไร้รอยต่อ ทำให้บึงกาฬกลายเป็นฐานที่มั่นที่ค่ายอื่นยากจะเจาะทะลวง

ศึกสองขุนพลลุ่มน้ำโขง

ความผันผวนของแนวรบ อีสานเหนือ นำมาซึ่งการเผชิญหน้าระหว่าง 2 แม่ทัพใหญ่ที่มีเดิมพันทางการเมืองต่างกันอย่างสิ้นเชิง

ในฟากฝั่งของ พรรคเพื่อไทย ภาระอันหนักอึ้งตกอยู่ที่ มนพร เจริญศรี อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ในฐานะแม่ทัพหญิง ผู้คุมยุทธศาสตร์เลือกตั้งโซนอีสานเหนือ 

มนพร ต้องแบกรับภารกิจสกัดกั้นเลือดที่กำลังไหลไม่หยุด การพ่ายแพ้ในหลายเขตเลือกตั้งส่งสัญญาณเตือนภัยว่า หากไม่มีการปรับทัพรื้อโครงสร้างเครือข่ายใหม่ เพื่อไทย จะสูญเสียการเป็นพรรคอันดับหนึ่งในแถบนี้ 

มนพร จึงต้องลงแรงทำงานหนักเป็นทวีคูณในการประสานรอยร้าวระหว่างตระกูลการเมืองท้องถิ่น สร้างผลงานกระทรวงคมนาคมให้เข้าตา และฟื้นฟูศรัทธาที่เริ่มคลายมนต์ขลังลงไป

ตรงกันข้ามกับค่ายสีน้ำเงิน ทรงศักดิ์ ทองศรี ผู้ก้าวขึ้นมาดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี พร้อมอำนาจกำกับดูแลกลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบนอย่างเต็มไม้เต็มมือ 

ความได้เปรียบของ ทรงศักดิ์ คือ การถือครองทั้งกลไกอำนาจรัฐและงบประมาณแผ่นดิน ในการประชุม ครม.สัญจร ที่ จ.อุดรธานี ทรงศักดิ์ นั่งหัวโต๊ะขับเคลื่อนการประชุมร่วมภาครัฐและเอกชน (กรอ.) รวบรวมข้อเสนอการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานถึง 170 โครงการ วงเงินกว่า 7.8 หมื่นล้านบาท เข้าสู่การเคาะของ ครม.

ขณะที่ เอกราช ช่างเหลา ถึงแม้จะได้รับแต่งตั้งจาก พรรคกล้าธรรม ให้ดูแลพื้นที่ดังกล่าว แต่ดูเหมือนว่าพลังจะแผ่วลงไป ณ เวลานี้จึงเหลือเพียง 2 ขุนพลอีสานตอนบนจากพรรคเพื่อไทยและภูมิใจไทยที่ต้องวัดพลังกัน

ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นใน ครม.สัญจร อีสานเหนือ ครั้งนี้ ชี้ให้เห็นว่า วันเวลาแห่งการผูกขาดทางการเมืองของพรรคเพื่อไทยได้สิ้นสุดลงแล้ว ดินแดนที่เคยเป็น "สีแดงล้วน" ได้แปรสภาพกลายเป็น "สมรภูมิหลากสี" ที่เปิดกว้างให้หลากหลายขั้วเข้ามาชิงชัย

สูตรสำเร็จเดิมที่พึ่งพาเพียงกระแสนิยมของพรรคและมนต์ขลังส่วนบุคคล ไม่อาจต้านทานการผสมผสานระหว่าง "พลังบ้านใหญ่" ท้องถิ่น การยึดกุมกลไกบริหาร อบจ. และการจัดสรรงบประมาณพัฒนาเชิงพื้นที่ของพรรคคู่แข่งได้อีกต่อไป 

การรุกคืบของ พรรคภูมิใจไทย ผ่านอำนาจรัฐและงบประมาณของ ทรงศักดิ์ ทองศรี การปักหลักของ พรรคกล้าธรรม รวมถึงการแทรกตัวของพรรคประชาชน ในเขตเมือง ล้วนบีบให้เพื่อไทยตกอยู่ในวงล้อมรอบด้าน

หากแม่ทัพอย่าง มนพร เจริญศรี และพรรคเพื่อไทยไม่สามารถปรับกระบวนยุทธให้เท่าทันกลเกมใหม่ ไม่สามารถประสานเครือข่ายบ้านใหญ่ให้เป็นหนึ่งเดียว และไม่สามารถผลิตนโยบายเศรษฐกิจที่จับต้องได้ ดินแดนอีสานเหนือที่เคยเป็นดั่งกล่องดวงใจ ก็อาจหลุดลอยกลายเป็นอาณาจักรของผู้มาใหม่อย่างถาวร ในการเลือกตั้ง สส. ครั้งต่อไป

Info-.jpg

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์