“คดีฮั้ว สว.” กำลังขยับจากข้อกล่าวหาเรื่องการแทรกแซงกระบวนการเลือก สว. ไปสู่คำถามใหม่เกี่ยวกับ “ที่มาและการเปิดเผยข้อมูลจากสำนวนคดี” ซึ่งล่าสุด กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ DSI ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงและแจ้งความกรณีเอกสารภายในถูกเผยแพร่ ในอีกด้านหนึ่ง พรรคประชาชนและไอลอว์ยังคงเดินหน้าเปิดเผยข้อมูลอย่างเข้มข้น
DSI เดินหน้าเอาผิดปมเอกสารหลุด ตั้งกรรมการไล่หาต้นตอ
ภายหลัง DSI ส่งเจ้าหน้าที่กองกฎหมายเข้าร้องทุกข์กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวนกองบังคับการปราบปราม เพื่อดำเนินคดีเกี่ยวกับการเปิดเผยความลับภายในเอกสารราชการ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 322 มาตรา 323 และมาตรา 164 พร้อมแจ้งรายละเอียดพฤติการณ์ของกลุ่มบุคคลที่นำเนื้อหาและข้อมูลจากเอกสารภายในสำนวนการสอบสวนคดีพิเศษ ซึ่งเกี่ยวข้องกับคดีอั้งยี่-ฟอกเงิน สว. และคดีฮั้ว สว. ออกมาเผยแพร่สู่สาธารณะ
พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดี DSI เปิดเผยว่า ล่าสุดได้ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้ว เพื่อไล่หาต้นตอว่าเอกสารและพยานหลักฐานทางคดีหลุดออกจากกระบวนการสอบสวนไปสู่สาธารณะได้อย่างไร
ขณะเดียวกัน การตรวจสอบยังเกี่ยวข้องกับกรณีที่ พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ให้สัมภาษณ์ถึงความเกี่ยวข้องกับกองคดีการฟอกเงินทางอาญา โดย พ.ต.ต.ยุทธนา ยืนยันว่า การตั้งคณะกรรมการดังกล่าวมีขึ้นเพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริง ไม่ใช่การฟ้องปิดปาก แต่เมื่อพยานเอกสารภายในคดีถูกนำออกไปเผยแพร่ ก็เป็นหน้าที่ของ DSI ที่ต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงให้ชัดเจน
หยิบ “ม.41” ส่องเส้นแบ่ง “ข้อมูลลับ” กับการเปิดเผย
ขณะเดียวกัน มีการหยิบยกบทบัญญัติตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง (พ.ร.ป.กกต.) 2560 มาตรา 41 ซึ่งอยู่ในหมวดว่าด้วยการสืบสวน การไต่สวน และการดำเนินคดี มาพิจารณาประกอบกรณีการเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับคดีฮั้ว สว. โดยเฉพาะข้อกำหนดเกี่ยวกับการรักษาความลับของข้อมูลที่ได้มาจากกระบวนการสืบสวนและไต่สวน
สาระสำคัญของมาตรา 41 กำหนดว่า หากมีเหตุอันควรสงสัยหรือมีข้อมูลเพียงพอว่ามีการกระทำที่อาจฝ่าฝืนกฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้งและพรรคการเมือง หรืออาจทำให้การเลือกตั้งไม่สุจริตหรือเที่ยงธรรม ต้องมีการดำเนินการสืบสวนหรือไต่สวนเพื่อแสวงหาข้อเท็จจริงและหลักฐานโดยพลัน
หากผลการสืบสวนหรือไต่สวนไม่ปรากฏมูลความผิด ให้ยุติเรื่อง แต่หากมีหลักฐานอันควรเชื่อว่ามีผู้กระทำผิด ก็สามารถสั่งให้ดำเนินคดีโดยเร็ว และในกรณีจำเป็นอาจสั่งระงับสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของผู้กระทำการไว้เป็นการชั่วคราวได้
ประเด็นสำคัญอยู่ที่มาตรา 41 วรรคสาม ซึ่งกำหนดห้ามบุคคลใดเปิดเผยข้อมูลที่สามารถระบุตัวตนของผู้แจ้ง รวมถึงข้อมูลข่าวสารที่ได้มาเนื่องจากการดำเนินการตามมาตรา 41 มาตรา 32 (3) หรือมาตรา 42 เว้นแต่เป็นการเปิดเผยเพื่อปฏิบัติตามหน้าที่และอำนาจ ตามกฎหมาย หรือคำสั่งศาล
หากเข้าข่ายฝ่าฝืน โทษสูงสุดจำคุก 5 ปี
จากข้อกำหนดดังกล่าว จึงมีการพิจารณาถึงกรณีอดีตผู้สมัคร สว. สว.สำรอง iLaw รวมถึงฝ่ายค้านที่ร่วมเวทีในช่วงประมาณ 2 เดือนที่ผ่านมาและออกรายการสื่อต่าง ๆ หากมีการนำข้อมูลจากกระบวนการสืบสวนหรือไต่สวนออกมาเผยแพร่ ว่าจะเข้าข่ายข้อมูลที่กฎหมายห้ามเปิดเผยหรือไม่
ทั้งนี้ การจะถือว่าบุคคลใดกระทำความผิดยังต้องผ่านการตรวจสอบข้อเท็จจริง ทั้งที่มาของข้อมูล ลักษณะข้อมูล และสิทธิหรืออำนาจตามกฎหมายในการเปิดเผยข้อมูลดังกล่าว
ส่วนบทลงโทษตามมาตรา 68 กำหนดว่า ผู้ใดล่วงรู้ข้อมูลหรือแหล่งข้อมูลที่ได้รับแจ้งตามมาตรา 32 (3) แล้วนำข้อมูลหรือแหล่งข้อมูลนั้นไปเปิดเผยต่อบุคคลอื่นซึ่งมิใช่ผู้มีหน้าที่และอำนาจในการใช้ข้อมูล หรือฝ่าฝืนมาตรา 41 วรรคสาม ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
หากผู้กระทำความผิดเป็นกรรมการ เลขาธิการ ผู้ตรวจการเลือกตั้ง หรือพนักงานหรือลูกจ้างของสำนักงาน ต้องรับโทษเป็นสองเท่าของโทษที่กำหนดไว้
ปม “ข้อมูลยิ่งชีพ” โยงอดีตรัฐมนตรี รอพิสูจน์ต้นทาง
สำหรับข้อมูลที่ ยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการบริหารโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw) นำออกมาเปิดเผย มีรายงานว่าข้อมูลดังกล่าว “ได้มาจากอดีตรัฐมนตรีบางราย” ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งในรัฐบาลช่วงปี 2566-2568
ขณะนี้ทีมสอบสวนของ กกต.และ DSI อยู่ระหว่างตรวจสอบที่มาที่ไปของข้อมูลอย่างเข้มข้น เพื่อพิสูจน์ว่าเอกสารหรือข้อมูลดังกล่าวมาจากบุคคลใด ถูกส่งต่อผ่านช่องทางใด และการนำออกมาเผยแพร่เข้าข่ายการกระทำผิดตามกฎหมายหรือไม่
หากพบว่าเป็นการกระทำผิดก็จะดำเนินการตามกฎหมาย ขณะที่หากไม่พบความผิด ก็ต้องพิจารณาต่อไปว่าการเปิดเผยข้อมูลดังกล่าวอยู่ภายใต้ข้อยกเว้นที่กฎหมายเปิดช่องไว้หรือไม่
ย้อนเส้นทางคดีฮั้ว สว. จาก กคพ. สู่ชุดสอบสวนร่วม
สำหรับคดีฮั้ว สว. ซึ่ง DSI เข้ามาร่วมสืบสวนสอบสวน มีจุดสำคัญเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2568 เมื่อคณะกรรมการคดีพิเศษ (กคพ.) จำนวน 11 คน มีมติรับคดีฮั้ว สว.เป็นคดีพิเศษในส่วนความผิดฐานฟอกเงิน
ในจำนวนนี้มี ภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ในฐานะประธาน กคพ. และ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ในฐานะรองประธาน กคพ. ร่วมอยู่ในคณะดังกล่าว
จากนั้น DSI ได้ร่วมกับ กกต. ในคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนกลางชุดที่ 26 ของ กกต. โดยมีเจ้าหน้าที่ DSI ร่วมเป็นกรรมการ ก่อนมีมติชี้มูลความผิดและเสนอให้ส่งฟ้องผู้เกี่ยวข้องในคดีฮั้วเลือก สว. รวม 229 คน
จาก “เอกสารหลุด” สู่คำถามใหญ่ ใครให้ข้อมูล-ข้อมูลออกมาได้อย่างไร
กรณีนี้ยังสอดรับกับสิ่งที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมระบุว่า เอกสารที่หลุดออกมาเกิดขึ้นจากการตรวจสอบในสมัยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมคนก่อน ซึ่งเป็นช่วงก่อนที่รัฐมนตรีคนปัจจุบันจะเข้ารับตำแหน่ง
ทำให้การตรวจสอบหลังจากนี้ต้องไล่ย้อนเส้นทางของข้อมูลตั้งแต่ต้นทาง ตั้งแต่ผู้ที่เข้าถึงเอกสาร กระบวนการที่เอกสารถูกจัดทำและเก็บรักษา ไปจนถึงผู้ที่นำข้อมูลออกมาเผยแพร่ต่อสาธารณะ
ขณะเดียวกัน ยังต้องรอคำชี้แจงจากนายยิ่งชีพและอดีตรัฐมนตรีบางรายในช่วงปี 2566-2568 ว่า มีการส่งข้อมูลเหล่านั้นให้นายยิ่งชีพจริงหรือไม่ และหากมีการส่งต่อ ข้อมูลถูกส่งมาจากใคร
‘พิพัฒน์’ ป้องลูกชายปม “โทรหา สว.”
ในขณะที่ประเด็น “สารหลุด” กำลังอยู่ในจุดสนใจ ปม “ฮั้ว สว.” ที่เชื่อมโยงกับฝ่ายการเมืองก็ยังคงร้อนแรงไม่แพ้กัน โดยล่าสุด พิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ชี้แจงกรณี พริษฐ์ วัชรสินธุ รองหัวหน้าพรรคประชาชน ตั้งข้อสังเกตว่าบุคคลใกล้ชิด ชลัฐ รัชกิจประการ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ซึ่งเป็นบุตรชายของพิพัฒน์ โทรศัพท์ไปหาผู้สมัคร สว.รายหนึ่ง ว่า เรื่องดังกล่าวต้องสอบถามชลัฐโดยตรง เพราะตนเองไม่สามารถตอบแทนได้
พิพัฒน์กล่าวว่า ที่ผ่านมาไม่ได้เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องฮั้ว สว. และไม่ได้ซักถามชลัฐเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าว พร้อมตั้งคำถามกลับว่า “ใครตอบได้บ้างว่าเป็น สว.คนไหน”
เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงข้อมูลที่ระบุว่ามีการโทรศัพท์ติดต่อ สว.ถึง 19 คน พิพัฒน์แสดงความแปลกใจ พร้อมกล่าวว่า ไม่ทราบว่ามีการโทรหาถึง 19 คนหรือไม่ แต่ส่วนตัวมองว่าชลัฐไม่น่าเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว เนื่องจากเป็น สส.บัญชีรายชื่อ และเรื่องการเลือก สว.ไม่เกี่ยวข้องกับพรรคการเมือง
“ผมเชื่อว่า ชลัฐไม่รู้จักบุคคลเหล่านั้น หากอยากได้ข้อมูลที่แท้จริงก็ต้องไปถาม ชลัฐโดยตรง เพราะผมไม่ได้ติดตามข่าวเรื่องนี้ ขอย้ำว่าในข้อเท็จจริง สว.กับพรรคการเมืองไม่เกี่ยวข้อง”
— พิพัฒน์ รัชกิจประการ
ย้ำ สส.มีสังกัดพรรค ไม่มีสิทธิ์ยุ่งเลือก สว.
พิพัฒน์กล่าวต่อว่า ผู้ที่เป็น สส.มีสังกัดพรรคการเมือง จึงไม่ควรเข้าไปเกี่ยวข้องกับการเลือก สว.ซึ่งไม่ได้สังกัดพรรคการเมือง และเป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาตามข้อกฎหมาย ส่วนใครจะกล่าวหาอย่างไร ต้องกลับไปถามผู้ที่ออกมาให้ข้อมูลว่า มีอะไรอยู่ในใจและมีเจตนาอย่างไร
สำหรับกรณีที่ฝ่ายค้านอาจยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ โดยนำประเด็นฮั้ว สว.มาอภิปราย พิพัฒน์กล่าวว่า เรื่องดังกล่าวนายกรัฐมนตรีได้ตอบไปแล้ว และในฐานะสมาชิกพรรคการเมืองก็ต้องเดินตามแนวทางที่นายกรัฐมนตรีให้สัมภาษณ์ไว้
“เราก็เป็นนักการเมืองและสมาชิกพรรคการเมือง ขอย้ำไปยุ่งไม่ได้นี่คือข้อเท็จจริงที่อยากจะสื่อสาร ส่วนใครจะโยงอย่างไร ผมพร้อมที่จะตอบในสภาฯ ช่วงที่มีการอภิปราย ที่สำคัญมีหลักฐานหรือไม่ หากกล่าวหาลอยๆ คงต้องไปเจอกันในอีกเวที และผมไม่เคยกังวล”
— พิพัฒน์ รัชกิจประการ
ลั่นหากก้าวก่ายสิทธิ ต้องป้องกันตัวเอง
เมื่อถูกถามว่าหากไม่มีหลักฐานมาเปิดเผย จะเตรียมฟ้องกลับหรือไม่ พิพัฒน์กล่าวว่า หากมีการก้าวก่ายสิทธิหรือใส่ร้าย ก็จำเป็นต้องป้องกันตัวเองและรักษาสิทธิ์ ไม่ใช่จะพูดอะไรก็สามารถพูดได้โดยไม่มีหลักฐาน
“ข้อมูลเรื่องนี้เป็นอย่างไรไม่ทราบ แต่ขอยืนยันว่าสมาชิกพรรคภูมิใจไทย เราสังกัดพรรคการเมือง ไม่สามารถไปก้าวก่ายกับการเลือก สว.ได้”
— พิพัฒน์ รัชกิจประการ
ฝ่ายค้านเปิดข้อมูล “สายโทรติดต่อ สว. 19 คน 62 ครั้ง“
ก่อนหน้านี้ พริษฐ์โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า ข้อมูลประเภทหนึ่งที่ได้รับและเชื่อว่าอยู่ในสำนวนการตรวจสอบของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในคดีโกง สว. คือประวัติการโทรของผู้ถูกกล่าวหา โดยก่อนหน้านี้ iLaw เปิดข้อมูลบางส่วนเกี่ยวกับการโทรหากันระหว่าง สว.อ่างทอง กับ สส.พรรคภูมิใจไทยจากอ่างทอง
พริษฐ์ระบุว่า ข้อมูลที่นำมาเปิดเผยครั้งนี้เป็นประวัติการโทรของบุคคลหนึ่ง ซึ่งมีการโทรพูดคุยกับ สว.ถึง 19 คน รวม 62 ครั้ง ภายในช่วงเวลา 80 วัน ระหว่างวันที่ 21 มิถุนายน-9 กันยายน 2567 ซึ่งคาบเกี่ยวกับช่วงการเลือก สว.และการเริ่มปฏิบัติหน้าที่ของ สว.
บุคคลดังกล่าวคือ รัตนา บ่อถ้ำ ซึ่งพริษฐ์ระบุว่าเป็นหนึ่งใน 229 คนที่คณะไต่สวนชุดที่ 26 สรุปว่ามีมูลความผิดในคดีโกง สว.
จากข้อมูลที่พริษฐ์ระบุ มีการติดต่อกับ สว.หลายราย เช่น จำลอง อนันตสุข 9 ครั้ง, อัครวินท์ ขำขุด 9 ครั้ง, โชคชัย กิตติธเนศวร 5 ครั้ง, อลงกต วรกี 4 ครั้ง, สุมิตรา จารุกำเนิดกนก 4 ครั้ง, สวัสดิ์ ทัศนา 4 ครั้ง และ กฤษณุ เหลืองพิบูลกิจ 3 ครั้ง
นอกจากนี้ยังมีการติดต่อกับ วุฒิชาติ กัลยาณมิตร 3 ครั้ง, สุเทพ สังข์วิเศษ 3 ครั้ง, ประพนธ์ ตั้งศรีเกียรติกุล 3 ครั้ง, มาเรีย เผ่าประทาน 3 ครั้ง, วิวรรธน์ ไกรพิสิทธิ์กุล 2 ครั้ง, วิรัตน์ รักษ์พันธ์ 2 ครั้ง, ยุทธนา ไทยภักดี 2 ครั้ง, สุทนต์ กล้าการขาย 2 ครั้ง รวมถึง พิบูลย์อัฑฒ์ หฤหรรษ์ปราการ, ปราณีต เกรัมย์, สิทธิกร ธงยศ และ พละวัต ตันศิริ รายละ 1 ครั้ง
ตั้ง 5 คำถามถึง ‘ลูกชายพิพัฒน์’ ปมบทบาทประสาน สว.
พริษฐ์ตั้งข้อสังเกตว่า จากปริมาณ ความถี่ และช่วงเวลาของการติดต่อ อาจทำให้เกิดข้อสงสัยว่า รัตนาอาจมีบทบาทเป็นผู้ประสานงานกับ สว.กลุ่มที่ถูกเรียกว่า “สีน้ำเงิน” โดยเฉพาะช่วงเริ่มต้นการปฏิบัติหน้าที่ของ สว. ตั้งแต่การประชุมวุฒิสภานัดแรกเมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2567
เนื่องจากรัตนาไม่ได้เป็นบุคคลสาธารณะ พริษฐ์จึงระบุว่าบุคคลที่ควรให้คำตอบต่อสาธารณะคือ ชลัฐ เนื่องจากข้อมูลของสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรระบุว่า รัตนาเคยได้รับแต่งตั้งเป็นผู้เชี่ยวชาญประจำตัวของชลัฐในช่วงปี 2566-2568 ซึ่งคาบเกี่ยวกับช่วงการเลือก สว.ปี 2567
พริษฐ์จึงเรียกร้องให้ชลัฐชี้แจงอย่างน้อย 5 ประเด็น ได้แก่
- ช่วงปี 2566-2568 รัตนาช่วยงานชลัฐหรืองานพรรคภูมิใจไทยในด้านใด และปัจจุบันยังช่วยงานอยู่หรือไม่
- เหตุใดรัตนาจึงติดต่อพูดคุยกับ สว.จำนวนมากและหลายครั้งในช่วงเดือนมิถุนายน-กันยายน 2567
- จริงหรือไม่ที่รัตนาได้รับมอบหมายให้เป็นหนึ่งในผู้ประสานงานกับ สว.ที่ได้รับเลือก รวมถึงการนัดหมายประชุมที่โรงแรมพูลแมน คิง เพาเวอร์ กรุงเทพฯ
- จริงหรือไม่ที่ชลัฐเคยเข้าร่วมประชุมกับ สว.จำนวนมากที่โรงแรมดังกล่าวหลังการเลือก สว.เสร็จสิ้น
- หากเป็นจริง การเข้าร่วมประชุมดังกล่าวเป็นการไปในนามส่วนตัวหรือในฐานะกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทย และมีผู้บริหารพรรคหรือ สส.พรรคภูมิใจไทยรายอื่นเข้าร่วมด้วยหรือไม่
บทลงโทษไม่ได้จำกัดเฉพาะผู้สมัคร สว.
พริษฐ์ยังอ้างถึง พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา มาตรา 62 วรรคหนึ่ง โดยระบุว่า หากมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าผู้สมัครหรือผู้ใดกระทำการทุจริตในการเลือก หรือรู้เห็นกับการกระทำของบุคคลอื่นจนทำให้การเลือกไม่สุจริตหรือเที่ยงธรรม คณะกรรมการการเลือกตั้งสามารถยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาเพื่อขอให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งหรือสิทธิเลือกตั้งของผู้นั้นได้
ขณะเดียวกัน พริษฐ์ยกมาตรา 76 วรรคหนึ่ง ซึ่งระบุถึงกรรมการบริหารพรรคการเมืองหรือผู้ดำรงตำแหน่งอื่นในพรรคการเมือง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกสภาท้องถิ่น ผู้บริหารท้องถิ่น และผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง หากกระทำการช่วยเหลือให้ผู้สมัครรายใดได้รับเลือกเป็น สว. หรือทำให้ผู้สมัครรายใดไม่ได้รับเลือก อาจมีโทษจำคุกตั้งแต่ 1-10 ปี ปรับตั้งแต่ 20,000-200,000 บาท และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง
จากนี้ ปม “ฮั้ว สว.” จึงไม่ได้มีเพียงคำถามว่าใครเกี่ยวข้องกับใคร แต่ยังลามไปถึงคำถามสำคัญว่า เอกสารและข้อมูลจากสำนวนคดีหลุดออกมาจากจุดใด ใครเป็นผู้ส่งต่อ และข้อมูลที่ถูกนำมาเปิดเผยมีความถูกต้องครบถ้วนเพียงใด ขณะที่ DSI กำลังไล่ตรวจสอบเส้นทางของเอกสาร ข้อมูลที่ฝ่ายค้านเปิดเผยถึงความเชื่อมโยงกับฝ่ายการเมืองก็ยิ่งทำให้ข้อสงสัยขยายวงและเพิ่มแรงกดดันให้ผู้ถูกพาดพิงต้องออกมาชี้แจง




