‘โกงสอบท้องถิ่น’ ยังไม่ปิดจ็อบ! เอาผิด ‘วินัย-อาญา-เอาเงินคืน’ บรรจุ ‘ผู้สอบได้’ ทดแทน พ.ย.69

3 ก.ย. 2569 - 14:55

  • ‘มหาดไทย’ เปิดไทม์ไลน์สอบท้องถิ่น ตั้งแต่ข้อร้องเรียนก่อนจัดสอบ สู่การตรวจพบการแก้คะแนน

  • ย้ำการยกเลิกสัญญามหาวิทยาลัยเดิมเป็นไปตามขั้นตอน ไม่ใช่คำสั่งฝ่ายการเมือง

  • เดินหน้าส่งข้อมูล 5 หน่วยงานเอาผิดอาญา ล่าผู้บงการทุกระดับ คืนความเป็นธรรมให้ผู้สอบได้ตัวจริง

‘โกงสอบท้องถิ่น’ ยังไม่ปิดจ็อบ! เอาผิด ‘วินัย-อาญา-เอาเงินคืน’ บรรจุ ‘ผู้สอบได้’ ทดแทน พ.ย.69

จากความไม่ชอบมาพากล ลุกลามกลายเป็นคดีทุจริตครั้งใหญ่ของการสอบท้องถิ่น เส้นทางตั้งแต่การเปลี่ยนผู้รับจ้างจัดสอบ การดึงหน่วยงานตรวจสอบเข้ามาร่วมจับตา ไปจนถึงการพบผู้ที่มีการแก้คะแนนสอบให้ผ่านเกณฑ์ 5,925 คน กำลังถูก ‘มหาดไทย’ นำมาเปิดรายละเอียดอีกครั้ง

วรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย แถลงชี้แจงข้อเท็จจริงกรณีการเพิกถอนการบรรจุผู้ที่มีการแก้ไขคะแนนสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2568 โดยมี นิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร รองปลัดกระทรวงมหาดไทย รักษาราชการแทนอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น และบุญประสงศ์ นวลสายย์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ร่วมชี้แจง

เปิดไทม์ไลน์ ก่อนสอบพบข้อร้องเรียน-ดึง ป.ป.ช. ร่วมจับตา

วรศิษฎ์ ระบุว่า การชี้แจงแบ่งเป็น 2 ช่วง คือ เหตุการณ์ก่อนเกิดการทุจริต และภายหลังตรวจพบการทุจริต รวมถึงแนวทางแก้ไขปัญหา

สำหรับช่วงก่อนเกิดเหตุทุจริต ช่วงต้นปี 2567 มีการจัดซื้อจัดจ้างเพื่อหาผู้รับจ้างจัดการสอบ โดยมหาวิทยาลัยบูรพาได้รับการประกาศเป็นผู้ชนะการประกวดราคาในครั้งแรก แต่ก่อนลงนามสัญญา มีภาคประชาชนจากจังหวัดศรีสะเกษเข้าร้องเรียนถึงความไม่ชอบมาพากลและการเรียกรับผลประโยชน์

กระทรวงมหาดไทยจึงประสาน ป.ป.ช., ป.ป.ท. และ บก.ปปป. เข้ามาร่วมวางแนวทางป้องกัน พร้อมตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงและจัดทำ MOU เพื่อตรวจสอบกระบวนการสอบทุกขั้นตอน

คณะกรรมการเสนอ 3 แนวทางสำคัญ ได้แก่ การใช้ผลสอบภาค ก ของ ก.พ. การเพิ่มมาตรการป้องกันการทุจริต และการให้ภาคีเครือข่ายร่วมตรวจสอบทุกขั้นตอน ซึ่ง กสถ. มีมติเห็นชอบตามแนวทางดังกล่าว

ย้ำยกเลิกสัญญา ‘ม.บูรพา’ ไม่ใช่คำสั่งการเมือง

วรศิษฎ์ กล่าวว่า เมื่อมีการเพิ่มมาตรการป้องกันการทุจริต กระบวนการสอบและกรอบงบประมาณจึงเปลี่ยนแปลง ทำให้ไม่สามารถใช้สัญญาเดิมได้ กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นจึงหารือกรมบัญชีกลาง และได้รับคำยืนยันว่าเป็นกระบวนการที่สามารถดำเนินการได้ ก่อนนำไปสู่การยกเลิกสัญญากับมหาวิทยาลัยเดิม

“การยกเลิกสัญญาไม่ได้เกิดจากคำสั่งของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยหรือฝ่ายการเมืองอย่างที่มีการบิดเบือน แต่เป็นอำนาจของ กสถ. และคณะกรรมการตามขั้นตอน และหากละเลยข้อร้องเรียนในวันนั้นก็เท่ากับเป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่”

วรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์

จากนั้นมีการเปลี่ยนมาใช้วิธีประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ หรือ e-bidding เปิดให้มีการแข่งขันอย่างกว้างขวาง โดยเปิดรับสมัครผู้สอบก่อนเพื่อให้ทราบจำนวนผู้สมัครที่แน่นอนและนำไปใช้กำหนดราคากลาง มีการสืบราคาจากหลายสถาบัน

ผลการประกวดราคาปรากฏว่า มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) เป็นผู้ชนะ แม้มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์จะยื่นอุทธรณ์ แต่คณะกรรมการวินิจฉัยของกรมบัญชีกลางมีมติยกอุทธรณ์ จึงยืนยันให้ มศว เป็นผู้รับจ้างจัดสอบ

พบแก้คะแนน 5,925 คน แยก 3 หน่วยเดินหน้าคดี

หลังการสอบเสร็จสิ้น มีการตรวจพบการทุจริตเมื่อวันที่ 22 มิ.ย. 2567 โดย ป.ป.ช. ซึ่งเป็นหนึ่งในภาคีตาม MOU เข้าตรวจสอบทันที

วรศิษฎ์ ตั้งข้อสังเกตต่อข้อกล่าวหาว่ามีการล้มประมูลเพื่อทุจริตว่า หากมีเจตนาจะโกงตั้งแต่ต้น ย่อมไม่มีเหตุผลที่จะดึง ป.ป.ช. และตำรวจเข้ามาร่วมตรวจสอบตั้งแต่แรก

การดำเนินการหลังพบการทุจริตแบ่งออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่ ป.ป.ช. รับผิดชอบคดีทุจริตหลัก ขณะที่ตำรวจมุ่งสืบสวนและจับกุมขบวนการนายหน้าเรียกรับเงินหลอกลวงประชาชน ส่วนกระทรวงมหาดไทยรับผิดชอบด้านการบริหาร ตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงและดำเนินการทางวินัยร้ายแรง

ผลการตรวจสอบพบผู้ที่มีการแก้ไขคะแนนสอบจนผ่านเกณฑ์จำนวน 5,925 คน กสถ. จึงประกาศผลสอบใหม่ พร้อมสั่งการให้ ก.จังหวัด และ อปท. ทั่วประเทศดำเนินการถอดถอนผู้ที่ได้รับการบรรจุไปแล้วให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 31 สิงหาคม 2567 ซึ่งปัจจุบันดำเนินการเสร็จสิ้นครบถ้วนแล้ว

5 หน่วยงานรับไม้ต่อ-สกัด “ผู้ถูกถอดถอน” กลับเข้าระบบ

สำหรับมาตรการหลังจากนี้ กระทรวงมหาดไทยกำหนดแนวทางดำเนินการหลายด้าน ทั้งการส่งข้อมูลผู้กระทำผิดให้ 5 หน่วยงาน ได้แก่ ป.ป.ช., ป.ป.ท., ปปง., DSI และ บก.ปปป. เพื่อดำเนินคดีอาญา รวมถึงแจ้งรายชื่อผู้ที่มีการแก้ไขคะแนนไปยังหน่วยงานจัดสอบภาครัฐทุกแห่งเพื่อใช้ในการเฝ้าระวัง

นอกจากนี้ ยังเตรียมหารือคณะกรรมการกฤษฎีกาเกี่ยวกับการเรียกคืนเงินเดือนและสิทธิประโยชน์จากผู้ถูกถอดถอน พร้อมชะลอการจ่ายค่างวดงานงวดสุดท้ายให้แก่ มศว. และหารืออัยการสูงสุดถึงความรับผิดชอบใน 3 งวดแรกที่มีการจ่ายไปแล้ว

กระทรวงมหาดไทยยังเตรียมตั้งทีมสนับสนุนทางกฎหมายระดับจังหวัด เพื่อช่วยเหลือ อปท. หากถูกฟ้องร้อง พร้อมสั่งการให้ผู้ว่าราชการจังหวัดและนายอำเภอจับตาไม่ให้ อปท. นำผู้ถูกถอดถอนกลับไปทำสัญญาจ้างเหมาบริการ โดยจะมีหนังสือให้ชะลอการจ้างบุคคลกลุ่มนี้ไว้ก่อน

เร่งคืนสิทธิ์ “ผู้สอบได้ตัวจริง” ลุ้นบัญชีทดแทนภายใน พ.ย.

อีกด้านหนึ่ง กระทรวงมหาดไทยเตรียมคืนความเป็นธรรมให้แก่ผู้สอบได้ตัวจริง ซึ่งได้รับผลกระทบจากการทุจริต แบ่งเป็นทั้งกลุ่มที่ได้รับการบรรจุแล้วแต่เสียสิทธิ์ในการเลือกลำดับพื้นที่ และกลุ่มที่อยู่ระหว่างรอขึ้นบัญชีเรียกบรรจุ

กระทรวงมหาดไทยจะเสนอ ก.กลาง ปรับหลักเกณฑ์การโอนย้ายให้รวดเร็วขึ้น โดยคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในเดือนตุลาคม จากนั้นเมื่อทราบตำแหน่งว่างที่ชัดเจน จะเรียกบรรจุผู้สอบได้ตัวจริงจากบัญชีทดแทนให้ครบถ้วนภายในเดือนพฤศจิกายน 2567 เพื่อรักษาสิทธิ์และความเป็นธรรมให้กับผู้ที่สอบได้จริง

“ปิดจ็อบ” แค่บริหาร แต่คดีอาญายังไม่จบ

วรศิษฎ์ ยืนยันว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการปราบปรามการทุจริต พร้อมชี้ว่าการดึงหน่วยงานตรวจสอบอย่าง ป.ป.ช. เข้ามาร่วมติดตามตั้งแต่ต้น เป็นกลไกสำคัญที่นำไปสู่การเปิดโปงการทุจริตในการสอบครั้งนี้

ส่วนกรณีที่มีการใช้คำว่า “ปิดจ็อบ” วรศิษฎ์ ย้ำว่า หมายถึงการปิดขั้นตอนด้านการบริหารจัดการบัญชีผู้สอบและการถอดถอนผู้ทุจริตออกจากระบบเท่านั้น ไม่ได้หมายถึงการยุติคดีอาญา

ทั้ง ป.ป.ช. และตำรวจยังเดินหน้าสืบสวนขยายผล เพื่อเอาผิดผู้บงการและผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด โดยไม่ว่าจะอยู่ในตำแหน่งระดับใด หากพบว่ามีส่วนเกี่ยวข้องก็ต้องดำเนินคดีอย่างตรงไปตรงมา

“ไม่ว่าจะดำรงตำแหน่งระดับสูงแค่ไหน ทั้งระดับ C10, C11 หรือสูงกว่านั้น จะต้องถูกดำเนินคดีอย่างตรงไปตรงมาจนถึงที่สุดอย่างแน่นอน”

วรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์

กรณีทุจริตสอบท้องถิ่นจึงยังไม่ใช่เรื่องที่จบลงเพียงการถอดถอนผู้ที่มีการแก้ไขคะแนนจำนวน 5,925 คน เพราะกระทรวงมหาดไทยเดินหน้าจัดการในสองมิติ ทั้งการสะสางผลกระทบต่อผู้สอบได้ตัวจริงและการส่งข้อมูลให้หน่วยงานบังคับใช้กฎหมายขยายผลคดีอาญา ขณะที่ ป.ป.ช. และตำรวจยังคงตามหาผู้ที่อยู่เบื้องหลังขบวนการ

จุดสำคัญจากนี้จึงอยู่ที่การขยายผลไปถึงผู้บงการและผู้เกี่ยวข้องในทุกระดับ พร้อมพิสูจน์ว่าการ “ปิดจ็อบ” ในทางบริหาร จะนำไปสู่การเอาผิดทางกฎหมายได้ถึงที่สุดหรือไม่

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์