โครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน หรือ iLaw นำโดย ยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการบริหาร iLaw จัดงาน ‘ประชาชนปล่อยของ สั่งฟ้อง 229’ กิจกรรมแสดงพลังครั้งสุดท้ายก่อน กกต. ลงมติคดีโกงเลือกสว. กับข้อเรียกร้องเดียว ‘สั่งฟ้อง 229’ ผู้ต้องหา ไม่มีข้อยกเว้น

สำหรับบรรยากาศการจัดกิจกรรมครั้งนี้ มีณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส. บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคประชาชน ,ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคประชาชน ,พริษฐ์ วัชรสินธุ รองหัวหน้าพรรคประชาชน และ สส.ของพรรคประชาชน รวมถึง สมชัย ศรีสุทธิยากร อดีต กกต. และสมบัติ บุญงามอนงค์ นักเคลื่อนไหวการเมือง มาร่วมกิจกรรมด้วย



ทั้งนี้ ยิ่งชีพ เริ่มต้นนำขบวนเดินเท้าจากลาดพร้าว ตั้งแต่เวลา 10.00 น.มาถึงหอศิลปวัฒนธรรมกรุงเทพมหานคร ในเวลา 15.00 น. โดยทันทีที่เดินทางมาถึงสกายวอร์ค หน้าทางลงไปหอศิลป์ ยิ่งชีพ พร้อมแกนนำโปรยกระดาษใบปลิว ที่สื่อสารถึงการเรียกร้องให้ กกต.ลงมติ ส่งฟ้อง สว. 229 คน

คนในไอลอว์ เปิดผัง ชี้เห็นถึงความเชื่อมโยงเกี่ยวข้องของผู้ที่ถูกกล่าวหา โดยมี 4 บอร์ดข้อมูล ไล่เรียงเปิดเผยถึงเส้นเงินของบุคคล ของผู้สมัคร สว. ในช่วงการเลือกระดับอำเภอ-ระดับจังหวัด-และระดับประเทศ ซึ่งมีมูลค่า 2.17 ล้านบาท ในจังหวัดเดียวภาคใต้ และพาดพิงไปถึงบุคคลที่อยู่ในพรรคภูมิใจไทย ซึ่งเป็นแกนนำและรัฐมนตรีในรัฐรัฐบาลปัจจุบัน
นอกจากนี้ ยังเปิดเผยถึงข้อมูลการใช้โทรศัพท์ของแกนนำภูมิใจไทย รวมถึงรัฐมนตรีพรรคภูมิใจไทยที่มีการโทรหาผู้สมัคร สว. ที่พบว่ามีการโทรศัพท์หากัน ในลักษณะมีความเชื่อมโยงถึงกัน ขณะเดียวกันก็เปิดเผยถึงข้อมูลผู้ที่ได้รับเลือกเป็น สว. 20 กลุ่ม โดยอ้างอิงจากโพยตัวเลข การเลือก สว. ของผู้สมัคร สว. 140 คน หากพรุ่งนี้หากบุคคลใดในข้อมูลที่ไม่อยู่ กกต. ไม่สั่งฟ้อง ไอลอว์ จะเปิดเผยโฉมหน้าและข้อมูลของผู้สมัคร สว. รวมถึงผู้ที่ถูกกล่าวหาทั้ง 229 คน และในวันพรุ่งนี้ก็จะเกาะติดผลการประชุม กกต. ว่าจะส่งคำร้องยื่นฟ้องใครไปยังศาลฎีกาบ้าง


จากนั้น มนตรี เฉียบแหลม อดีตผู้สมัคร สว. จังหวัดนครศรีธรรมราช ในฐานพยานในคดีฮั้ว สว. ได้ขึ้นเวทีปราศรัย โดยได้เล่าลำดับเหตุถึงเหตุการณ์ในขบวนการโกง สว. ที่ชี้ว่าเป็นกระบวนการประชาธิปไตยที่บิดเบี้ยว ซึ่งวันนี้มนตรีบอกว่า ได้แต่งกายจำลองผู้สมัคร สว. ในวันเลือกระดับประเทศที่มีการนัดแนะใส่เสื้อโปโลสีเหลือง และใส่แจ็คเก็ตสีดำในวันรับสมัคร และเล่าถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในห้องประชุม 706 บอกว่ามีผู้ใหญ่ใจดีมอบเงินคนละ 20,000 บาทจำนวน 30 คนที่เป็นผู้สมัครจากจังหวัดนครศรีธรรมราช ก่อนจะทิ้งท้ายเรียกร้องให้ กกต. ส่งคำร้องฟ้องผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 229 คน

จากนั้น ยิ่งชีพ ขึ้นเวทีปราศรัยว่า ที่เราอยู่ตรงนี้ เพราะเรารู้ว่า บ้านเมืองเราผิดปกติใช่หรือไม่ ถ้าวันนี้กฎหมายบ้านเมืองนี้ บังคับใช้อย่างเท่าเทียมกัน เป็นธรรม โดยองค์กรที่เป็นอิสระและเราไว้ใจได้ ก็ไม่ต้องออกมาเหนื่อยด้วยกันใช่หรือไม่ ทุกคนไม่มีใครอยากเหนื่อย ไม่อยากเดินตั้งแต่ลาดพร้าว แต่มันจำเป็นจึงต้องออกมา
“เราออกมาเพราะรู้ว่าพรุ่งนี้เป็นวันสำคัญฉิบหาย คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จะสั่งว่าจะฟ้องหรือไม่ฟ้อง คดี สว. แล้ว กกต.มาจากไหน ก็มาจาก สว. ที่ถูกกล่าวหาเป็นคนเลือกให้ กกต. คนนั้นคนนี้ ได้เข้ามาสู่ตำแหน่ง และเมื่อเขานั่งอยู่ในตำแหน่ง ก็คิดว่าจะฟ้องดีหรือไม่ กับไอ้พวกลูกพี่ที่เลือกเข้ามา ระบบแบบนี้ผมขอเรียกว่า แม่ง! ทุเรศฉิบหาย” ยิ่งชีพ กล่าว

ยิ่งชีพ กล่าวว่า ถ้าเขาไม่ฟ้องขึ้นมา สว. ชุดนี้อยู่ยาวแบบสบายใจ ใครจะทำอะไรก็ไม่ได้ วันหน้าเขาจะเลือก กกต. มาเพิ่มอีก ถัดไปเขาจะเลือกศาลรัฐธรรมนูญ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน กสทช. รวมไปถึงอัยการสูงสุด ศาลปกครอง เลือกทุกคนมาแล้วทำให้การตรวจสอบอำนาจใดๆ ในประเทศนี้ และการตรวจสอบการทุจริต ฉ้อฉล เป็นอัมพาตไปทั้งหมด ระบบแบบนี้แม่งทุเรศฉิบหาย
การจะแก้ไขและออกจากระบบอันทุเรศแบบนี้ มีวิธีการเดียวคือต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2560 ที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ร่างขึ้น แล้วการจะแก้ไขรัฐธรรมนูญให้ได้ก็ต้องไปง้อเสียงของ สว. พวกนี้ ให้ได้ 1 ใน 3 ต้องได้อย่างน้อย 67 คน ถ้าไม่ได้ก็ออกจากระบบนี้ไม่ได้ ซึ่งประชาชนได้ออกเสียงลงมติร่วมกันว่าเห็นชอบในการแก้ไขรัฐธรรมนูญผ่านการทำประชามติ เพื่อต้องการเห็นการเมืองที่ดีกว่านี้ 21 ล้านเสียง จึงเป็นเสียงของคนที่บริสุทธิ์และมีความหวัง เสียงของคนที่เชื่อประเทศไทยดีกว่านี้ได้ สะท้อนให้เห็นว่า “มึงมาเลย กูไม่ยอมจำนน”


ยิ่งชีพ กล่าวอีกว่า วันพรุ่งนี้ที่ กกต. จะตัดสิน คือการเลือกประตูสองบาน บานที่หนึ่ง คือสั่งไม่ฟ้องใครเลย นั่นคือเขาเลือกแล้วว่าจะเอาระบบแบบนี้ เขาจะเอา สว.สีน้ำเงิน ให้คุมการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต่อไปข้างหน้า ที่อาจจะต่างอยู่บ้างไปจากรัฐธรรมนูญ 2560 แต่ไม่มีทางดีขึ้น เพราะจะเป็นรัฐธรรมนูญเพื่อคนกลุ่มเดียว และหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่เมื่อออกมาแล้วจะเป็นรัฐธรรมนูญฉบับสีน้ำเงิน
ถ้ากกต. เลือกจะเปิดประตูบานนี้ คือการเดินหน้าไปสู่รัฐธรรมนูญฉบับใหม่แบบที่พวกเราจะต้องเป็นศัตรูกันไปตลอดทาง ถ้าเป็นเช่นนี้ก็ไม่มีทางเลือกอื่น เมื่อต้องทำประชามติก็เข้าคูหา โหวตโนใช่หรือไม่ “มึงเสนอมากูก็ไม่เอา” แม้ว่าเราไม่อยากทำ เพราะอยากมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แต่ถ้ากกต.เลือกทางนี้มันก็ไม่มีทางเลือก

ส่วนประตูบานที่สอง ถ้ากกต. สั่งฟ้องไปเสีย เมื่อศาลรับฟ้อง สว.เสียงส่วนใหญ่ ท่านหยุดปฏิบัติหน้าที่ ชั่วคราวเท่านั้น ระหว่างนี้ใครไม่ผิดก็ไปสู้คดีกันที่ศาล เอาหลักฐานมาเสนอ เราจะได้เปิดประตูไปสู่รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยที่มีพื้นที่สำหรับความคิดเห็นทุกแบบ ทุกสีทุกเฉดทุกคน เข้าไปมีส่วนร่วมได้ไม่ใช่แค่ สว.สีเดิมกลุ่มเดิม เส้นทางในประตูนี้ พรรคภูมิใจไทยก็จะมี สส.มากที่สุด ยังคงเป็นรัฐบาล “อนุทิน ชาญวีรกูล” ยังเป็นนายกรัฐมนตรีไม่ต้องห่วง นี่คือทางเลือกทางเดียวที่เราต้องเดินไป

กกต. มีทางเลือกว่า จะเปิดประตูสู่อนาคตของประเทศหรือจะเปิดประตูสู่ความขัดแย้งรอบใหม่แบบไม่รู้จักจบสิ้น พรุ่งนี้คือวันสำคัญ ถ้า กกต. สั่งไม่ฟ้องทั้งหมดหรือคนใดคนหนึ่ง เรามีข้อมูลเยอะมากในมือวันนี้ เราจะต้องนำเสนอต่อสาธารณะให้ประชาชนทุกคนได้เห็นพร้อมกันว่าใครบ้างทำอะไรเอาไว้ ซึ่งทางที่จะเปิดต่อสาธารณะนี้เราไม่ได้อยากเลือก เราอยากให้กฎหมายและกลไกทำงาน อยากเป็นประชาชนธรรมดาที่นั่งดูการตรวจสอบการใช้อำนาจ การตรวจสอบ สว. การตรวจสอบการเข้าสู่อำนาจของคนต่างๆ การเปิดเผย การแฉ ไม่ใช่ทางที่เราอยากเดิน
เพราะฉะนั้น ถ้า กกต. ไม่อยากให้เราทำหน้าที่นั้น ท่านสั่งฟ้องไปเลย และเรียนไปยังนักการเมืองที่เป็นผู้หลักผู้ใหญ่ในคดีทั้งหลาย ถ้าท่านไม่อยากให้เราแฉ คืนนี้ท่านโทรบอก กกต. ให้สั่งฟ้องไปเลย แล้วเอาข้อมูลทั้งหมดไปนำเสนอในกระบวนการของศาลฎีกา ซึ่งเป็นองค์กรที่มีที่มาเป็นกลาง


ทั้งนี้ ภายหลังจบกิจกรรมปราศรัย กลุ่มผู้ชุมนุมได้แปรอักษรเป็นตัวเลข 229 เพื่อแสดงออกเชิงสัญลักษณ์สื่อถึงจำนวนผู้ถูกกล่าวหาในคดี
สำหรับการรักษาความปลอดภัย ได้มี พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล เดินทางมาตรวจความเรียบร้อยของการจัดกิจกรรมบริเวณโดยรอบด้วย













