








กลุ่ม iLaw (ไอลอว์: โครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน) นำโดย ยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้จัดการไอลอว์ และชยพล ดโนทัย พร้อมด้วย ธนาพร จฑะสมพากร และ พงศธร กันทวงศ์ ตัวแทนกลุ่มวีวอทช์ (We Watch) และภัสราวลี ธนกิจบูลย์ผล ตัวแทนเครือข่ายรณรงค์รัฐธรรมนูญ ตลอดจนเครือข่ายภาคประชาชน เดินทางมาสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพื่อทวงถามเกี่ยวกับผลคะแนนเลือกตั้ง สส. และผลออกเสียงประชามติ เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา
ชยพล กล่าวว่า เครือข่ายประชาชนร่างรัฐธรรมนูญ เรียกร้องต่อ กกต. ใน 2 ประเด็น คือ 1. เรื่องการเลือกตั้งกับการรวบรวมผลคะแนน ซึ่งผ่านมาแล้ว 90 วันนับจากการเลือกตั้ง คะแนนรายหน่วย แบบ 5/18 ยังประกาศไม่ครบ โดยอ้างว่าที่จังหวัดกาฬสินธุ์ขาดอย่างน้อย 18 หน่วย ส่วนที่อุบลราชธานีขาดเกือบ 100 หน่วย
พร้อมกับเปิดหน้าเว็บไซต์ของ กกต. โชว์ให้เห็นว่า ที่อำเภอตาลสุม จังหวัดอุบลราชธานี มีข้อมูลเพียงหน่วยเลือกตั้งที่ 2 สะท้อนว่าการรายงานคะแนนของ กกต. ไม่ครบถ้วน 100% และยังมีการอัปโหลดข้อมูลซ้ำซ้อนผิดพลาด พร้อมทักท้วงข้อมูลรายงานผ่านแดชบอร์ด (Dashboard: หน้าจอสรุปข้อมูลสำคัญที่แปลงข้อมูลดิบให้เป็นภาพ) ซึ่ง กกต. ระบุว่าจะมีการรายงาน แต่ปรากฏว่าก็ไม่มี พร้อมกล่าวด้วยว่า “จากหน้าร้อนจนถึงหน้าฝน เลยจะต้องรอจนถึงหน้าหนาว”
และ 2. ติดตามเรื่องของผลประชามติ จนปัจจุบันมีรัฐบาลและนายกรัฐมนตรีคนใหม่ แต่ล่าสุดรัฐบาลออกมาบอกว่าจะไม่นำร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของสภาชุดก่อนมาพิจารณา ซึ่งตอนนี้ทราบจาก กกต. เพียงแค่คะแนนเห็นชอบ 21.6 ล้านเสียง กับไม่เห็นชอบ 11.2 ล้านเสียง เท่านั้น แต่ไม่ทราบคะแนนหลายเขตในแต่ละจังหวัด หรือหน่วยย่อยในพื้นที่ ทำให้ไม่ทราบถึงการแสดงเจตจำนงของประชาชนในพื้นที่
ก่อนย้ำว่า การทำประชามติเป็นเรื่องสำคัญไม่ได้มีบ่อย ซึ่งคะแนนเกี่ยวกับประเด็นรัฐธรรมนูญ มีความชอบธรรมและความโปร่งใส สมควรต้องเปิดเผยผลคะแนน แม้กฎหมายไม่ได้กำหนดให้เปิดเผย แต่เพื่อความชอบธรรมของการประชามติ มีมากยิ่งกว่านี้ต้องเปิดเผย
ขณะที่ ธนาพร และพงศธร จากกลุ่มวีวอทช์ เดินทางมายื่นข้อเรียกร้องให้คืนความโปร่งใสในการเลือกตั้ง พร้อมอ้างถึงกรณีซองใส่บัตรเลือกตั้งทำให้เกิดปัญหาการขนส่งผิดเขตเลือกตั้ง แต่จนถึงขณะนี้ กกต. ยังไม่มีคำชี้แจงในประเด็นดังกล่าว
ขณะเดียวกัน กรณีที่ กกต. ฟ้องร้องประชาชนกับนักวิชาการในการตรวจสอบบัตรเลือกตั้ง มองว่าส่งผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อบรรยากาศการเลือกตั้ง ที่จะสร้างบรรยากาศการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชน แต่กลับทำให้เกิดความหวาดกลัว จึงเรียกร้องให้ กกต. ยุติการดำเนินคดีกับประชาชนและนักวิชาการ พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า ในอนาคตของการเลือกตั้งครั้งหน้า จะมีบาร์โค้ดหรือไม่มีในบัตรเลือกตั้งหรือไม่ และเสนอให้ กกต. ติดตั้งกล้อง CCTV ในหน่วยเลือกตั้ง เพื่อติดตามตรวจสอบการดำเนินงานในหน่วยเลือกตั้ง โดยเลือกมุมการติดตั้งกล้องเพื่อไม่กระทบต่อความลับในการใช้สิทธิเลือกตั้ง และเรียกร้องไปยังพรรคการเมือง ให้ปฏิรูปกฎหมายเลือกตั้ง และองค์กรที่เกี่ยวกับการเลือกตั้ง
ด้านภัสราวลี กล่าวเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญ ปี 2560 ที่กำหนดหน้าที่เกี่ยวกับบทบาทหน้าที่ของ กกต. มีที่มาจาก สว. ไม่ได้ยึดโยงกับประชาชน พร้อมอ้างอิงถึงผลการทำประชามติ ว่าประชาชนต้องการรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แต่ ครม. ไม่ได้นำร่างแก้ไขตามมาตรา 256 กลับมาพิจารณาต่อ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และทำให้การจัดทำฉบับใหม่ล่าช้าออกไป หรืออาจทำให้ไม่เกิดขึ้น กลายเป็นการดับฝันของประชาชน
ก่อนจะย้ำว่า “ปัญหาทุกอย่างที่เกี่ยวกับการเลือกตั้ง ตั้งแต่เรื่องที่ไม่มีการรับผิดชอบจาก กกต. หรือปัญหาความไม่โปร่งใส มีต้นตอมาจากรัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 และสะท้อนข้อเรียกร้องว่า การจัดทำฉบับใหม่จะต้องมีความชอบธรรมและสะท้อนได้ว่า ประชาชนจะเป็นเจ้าของฉบับใหม่อย่างแท้จริง”
ทั้งนี้ ได้มีการทำกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ด้วยการตะโกนว่า “คะแนนประชามติอยู่ไหน!” และ “คะแนนเลือกตั้ง 100% กี่โมง!”
ขณะที่ ยิ่งชีพ กล่าวว่า ขอทวงถามความคืบหน้าเกี่ยวกับ “คดีฮั้ว สว.” และแสดงความกังวลว่า กกต. ชุดปัจจุบันบางคน มีที่มาจาก สว. ชุดปัจจุบัน ซึ่งเป็นผู้ถูกกล่าวหาในคดีดังกล่าว และท้ายที่สุดก็อาจจะทำให้คดีฮั้ว สว. ถูกตีตกไปหรือไม่ ก่อนจะเสนอแนะให้ กกต. ส่งคดีฮั้ว สว. กว่า 80,000 หน้า ให้ศาลเป็นผู้วินิจฉัยเท่านั้น หากว่า กกต. ยังดึงดันล้มคดี ภาคประชาชนจะใช้กฎหมายเอาผิดฐานใช้อำนาจโดยมิชอบ และพร้อมเปิดสำนวนให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสิน
สำหรับกิจกรรมในวันนี้อยู่ภายใต้การดูแลรักษาความปลอดภัยของตำรวจในท้องที่และตำรวจสันติบาล 20 นาย ซึ่งบรรยากาศเป็นไปด้วยความเรียบร้อย













