ย้อนปลุกผี ‘วาทกรรม’ ศึกชิง ‘ผู้ว่าฯ กทม.’ จาก ‘จำลอง’ ถึง ‘พงศพัศ-ชัชชาติ’

8 มิ.ย. 2569 - 17:05

  • วิวัฒนาการวาทกรรม ศึกชิง "ผู้ว่าฯ กทม." จากยุค "จำลอง" สู่ยุค "พงศพัศ-ชัชชาติ" จากโจมตี "อัตลักษณ์ตัวตน-ชนชั้น" สู่ "กระแสความกลัว-อุดมการณ์" ล่าสุดคือ "ความน่าเชื่อถือ-ธรรมาภิบาล"

ย้อนปลุกผี ‘วาทกรรม’ ศึกชิง ‘ผู้ว่าฯ กทม.’ จาก ‘จำลอง’ ถึง ‘พงศพัศ-ชัชชาติ’

การเลือกตั้ง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครไม่เคยจำกัดอยู่เพียงแค่การประชันวิสัยทัศน์หรือการประเมินผลงานพัฒนาเมืองหลวงเท่านั้น 

แต่ในเชิงประวัติศาสตร์การเมือง คือพื้นที่ของสงครามสาดโคลน วาทกรรม ที่ขับเคลื่อนด้วยการสร้างภาพจำและการปลุกเร้าอารมณ์ร่วมของผู้คน ที่แต่ละกลุ่มพยายามป้อนวาทกรรมเพื่อเปลี่ยนกระแสความนิยมในตัวบุคคลลดลง 

วาทกรรม จึงเป็นหนึ่งในอาวุธที่ทรงประสิทธิภาพที่สุดในสนามแห่งนี้ ที่สามารถเจาะลึกเข้าไปในจิตวิทยาความกลัวและความคาดหวังของผู้คน เพื่อพลิกคะแนนเสียงในช่วงโค้งสุดท้ายของการเลือกตั้ง

"มหาจำลอง" ถูกดูแคลนวาทกรรม "สินค้าแบกะดิน"

ประวัติศาสตร์การเมือง กทม. เริ่มต้นอย่างมีสีสันในปี 2528 เมื่อ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ก้าวเข้าสู่สนามเลือกตั้งด้วยภาพลักษณ์ของผู้สมัครผู้สมถะ ติดดิน และมีวิถีชีวิตอิงแอบอยู่กับชนชั้นล่าง 

เมื่อ พล.ต.จำลอง มีภาพลักษณ์ดังกล่าว ระหว่างการหาเสียงของ พิชัย รัตตกุล หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ในขณะนั้น ได้ปราศรัยที่สวนจตุจักร โดยเปรียบเทียบว่า ชนะ รุ่งแสง ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. จากพรรคประชาธิปัตย์ เปรียบเสมือน "สินค้าบนห้าง" ส่วน พล.ต.จำลอง เป็นเพียง "สินค้าแบกะดิน" ที่ไร้กระแสแถมใช้งบหาเสียงน้อย

เป็นการสบประมาทจากกลุ่มการเมืองตรงข้ามที่ตราหน้าภาพลักษณ์ของเขาว่าเป็นเพียง "สินค้าแบกะดิน" 

วาทกรรมดังกล่าวถูกผลิตขึ้นเพื่อลดทอนคุณค่าและสร้างภาพจำว่าเขาเป็นสินค้าที่ไร้เกรด ไม่มีมาตรฐาน และไม่คู่ควรกับตำแหน่งผู้บริหารเมืองหลวงอันทรงเกียรติเมื่อเทียบกับคู่แข่งจากพรรคประชาธิปัตย์

ทว่า ในทางจิตวิทยาการเมือง วาทกรรมนี้กลับกลายเป็น ดาบสองคม ที่ย้อนกลับมาทำลายฝ่ายตรงข้ามอย่างคาดไม่ถึง

เนื่องจากผู้มีสิทธิเลือกตั้งกลุ่มใหญ่ในกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นชนชั้นกลางระดับล่างและผู้ใช้แรงงาน รู้สึกเชื่อมโยงและเห็นตนเองสะท้อนอยู่ในความ "แบกะดิน" นั้นอย่างลึกซึ้ง คำสบประมาทจึงถูกแปรความหมายใหม่ให้กลายเป็นสัญลักษณ์ของความซื่อสัตย์สุจริตและเข้าถึงง่าย จนกลายเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ปูทางให้ พล.ต.จำลอง ได้รับชัยชนะในที่สุด

"พงศพัศ" สนามอารมณ์ "ไม่เลือกเรา เขามาแน่"

เมื่อกาลเวลาล่วงเลยมาถึงปี 2556 สนามเลือกตั้ง กทม. ได้แปรสภาพเป็นสงครามตัวแทนระดับชาติอย่างสมบูรณ์แบบ ในช่วงแรกของการหาเสียง พล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญ ผู้สมัครจาก พรรคเพื่อไทย มีคะแนนนิยมนำโด่งจนผลโพลหลายสำนักชี้ขาดชัยชนะล่วงหน้า 

ทำให้ผู้สนับสนุน พรรคประชาธิปัตย์ ต้องปรับเปลี่ยนแผนอย่างเร่งด่วนในโค้งสุดท้ายด้วยการปล่อยวาทกรรม "ไม่เลือกเรา เขามาแน่"

วาทกรรมนี้ไม่ได้มุ่งเน้นการโจมตีตัวบุคคลหรือโจมตีนโยบายเกี่ยวกับการบริหารท้องถิ่นของพรรคคู่แข่ง เช่น การจัดการขยะหรืออาหารริมทาง 

แต่ทำงานผ่านจิตวิทยาความกลัว โดยการเชื่อมโยงการเลือกตั้งท้องถิ่นเข้ากับความมั่นคงในระดับชาติ ด้วยการปลุกเร้าให้ผู้เลือกตั้งฝั่งอนุรักษนิยม ตระหนักถึงภัยคุกคาม จากการขยายฐานอำนาจของ รัฐบาลพรรคเพื่อไทย ผ่านนิยาม ระบอบทักษิณ กินรวบ

กลยุทธ์การลงคะแนนเชิงยุทธศาสตร์ นี้จุดติดอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร สามารถพลิกแซงเอาชนะไปด้วยคะแนนเสียง 1.2 ล้านคะแนน ทิ้งห่าง พล.ต.อ.พงศพัศ ที่ได้ 1 ล้านคะแนน นับเป็นการพิสูจน์เชิงประจักษ์ว่าความหวาดกลัวทางการเมืองสามารถลบล้างความนิยมส่วนบุคคลได้อย่างมีประสิทธิภาพในห้วงเวลาวิกฤต

"ชัชชาติ" ดึงกลับ "ขั้วขัดแย้ง-อิสระไม่จริง"

ในการเลือกตั้งปี 2565 ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ พยายามทลายกรอบความขัดแย้งเดิมด้วยการประกาศลงสมัครรับเลือกตั้งในนาม "อิสระ" 

กลุ่มขั้วอำนาจตรงข้ามจึงหันมาใช้วาทกรรม "อิสระไม่จริง" เพื่อพยายามเชื่อมโยงว่าเขาเป็น นอมินีพรรคการเมืองใหญ่ โดยพุ่งเป้าไปที่ "พรรคเพื่อไทย" ที่ ชัชชาติ เคยสังกัด และเป็น "รัฐมนตรี" ครม.ยิ่งลักษณ์ เพื่อต้องการดึงอารมณ์ร่วมของประชาชน ให้กลับไปสู่บรรยากาศการแบ่งขั้วทางการเมืองแบบปี 2556 อีกครั้ง

ทว่า การปั่นกระแสความกลัวในครั้งนี้กลับไม่เป็นผล เนื่องจากผู้มีสิทธิเลือกตั้งชาวกรุงเทพฯ ส่วนใหญ่มีความเบื่อหน่ายต่อความขัดแย้งแบ่งพรรคแบ่งพวก ที่ฉุดรั้งการพัฒนาเมืองมาเป็นเวลานาน วาทกรรมโจมตีดังกล่าวจึงมีน้ำหนักไม่เพียงพอที่จะสั่นคลอนความเชื่อมั่นของผู้สิทธิเลือกตั้ง

ส่งผลให้ ชัชชาติ ได้รับชัยชนะอย่างถล่มทลาย 1.3 ล้านคะแนน เป็นประวัติศาสตร์หน้าใหม่

"ชัชชาติ" ครหา "ระบอบอากง"

สำหรับการเลือกตั้งครั้งล่าสุดในปี 2569 ที่กำลังดำเนินการหาเสียงกันอย่างเข้มข้น ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ในฐานะอดีต ผู้ว่าฯ กทม. ต้องเผชิญหน้ากับการโจมตีในรูปแบบใหม่ที่พุ่งเป้าทำลายแบรนด์ความโปร่งใสโดยตรง เมื่อ คริส โปตระนันทน์ สส. บัญชีรายชื่อ และ ประธาน พรรคเศรษฐกิจ แถลงเปิดปฏิบัติการ "ทุบ ระบอบอากง เปิดแผลทุจริต กทม."

วาทกรรมนี้กล่าวหาว่าการทำงานของ ชัชชาติ เป็นเพียง "ร่างทรง" ที่คอยลงนามในเอกสารเท่านั้น 

โดยมีเครือข่ายอำนาจแฝงบริหารอยู่เบื้องหลัง นำโดยบุคคลที่ถูกเรียกว่า "อากง" ซึ่งโยงถึง ต่อศักดิ์ โชติมงคล อดีตประธานที่ปรึกษา ผู้ว่าฯ กทม. และ บุคคลอักษรย่อ "ป ร" เครือข่ายนี้ถูกอ้างว่าคุมการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ ระดับผู้อำนวยการเขต โดยมีการเรียกรับเงินหรือที่เรียกว่าส่วย "4 กิโล" (ประมาณ 4 ล้านบาท) ต่อหนึ่งตำแหน่ง

แม้ว่า ชัชชาติ จะออกมาปฏิเสธอย่างแข็งกร้าวว่าไม่มีระบบดังกล่าว และยืนยันว่าการคัดเลือกเป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐานทางจริยธรรมและผลงานร้อยเปอร์เซ็นต์ พร้อมให้ทีมกฎหมายดู หากเข้าข่ายหมิ่นประมาท

ขณะที่ ต่อศักดิ์ ก็ออกมาปฏิเสธว่าไม่เกี่ยวข้องกับการแต่งตั้ง และเตรียมพิจารณาดำเนินคดีทางกฎหมาย

สะท้อนพัฒนาการ "วาทกรรม" ที่เปลี่ยนไปตามยุคสมัย จากยุคการโจมตี "อัตลักษณ์ตัวตน-ชนชั้น" มาสู่การ "กระแสความกลัว-อุดมการณ์-ขั้วตรงข้าม" และล่าสุดคือเรื่อง "ความน่าเชื่อถือ-ธรรมาภิบาล"

ในปัจจุบัน สำหรับผู้สมัครรับเลือกตั้งแล้ว การรับมือ วาทกรรม เหล่านี้ ไม่ได้ขึ้นแค่การ ปฏิเสธด้วยวาจา แต่ต้องชี้แจงด้วย "ข้อเท็จจริง-หลักฐาน" ที่ตรวจสอบได้ อีกทั้ง "ผลงานเชิงประจักษ์" ก็มีผลต่อการตัดสินใจของชาว กทม. เช่นกัน

อ้างอิง

rocketmedialab / thaipbs / prachatai / thaipbs / thematter / thaipbs / isranews / thaipbs / nationtv / thaipbs /

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์