รัฐบาลยกระดับคุมเข้ม ‘อาวุธปืน’ ทั้งระบบ! ตำรวจระดมกวาดล้างทั่วประเทศ

11 ส.ค. 2569 - 16:30

  • รัฐยกระดับคุมปืนทั้งระบบ ปิดช่องโหว่ตั้งแต่ใบ ป.3 ผู้ค้า ไปจนถึงเครื่องกระสุน

  • ตำรวจระดมกวาดล้างปืนเถื่อน ทั้งภาคสนามและช่องทางออนไลน์ พร้อมคุมเข้มพื้นที่เสี่ยง

  • ศธ.ขยับ “School Safety Zone” ห้ามอาวุธเข้า–ตรวจสัมภาระ–ซ้อมรับมือเหตุฉุกเฉิน

รัฐบาลยกระดับคุมเข้ม ‘อาวุธปืน’ ทั้งระบบ! ตำรวจระดมกวาดล้างทั่วประเทศ

เหตุสะเทือนขวัญจากการใช้อาวุธปืนภายในโรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี กลายเป็นแรงกดดันให้รัฐบาลเร่งยกระดับมาตรการควบคุมอาวุธปืนและความปลอดภัยในสถานศึกษา

โดย อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี สั่งการในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องบูรณาการการทำงานทั้งระยะเร่งด่วนและระยะยาว เพื่อจัดการปัญหาการครอบครองอาวุธปืนผิดกฎหมายและปืนเถื่อน พร้อมอุดช่องโหว่ของระบบควบคุมไม่ให้อาวุธปืนตกไปอยู่ในมือผู้ที่ไม่ควรครอบครอง

นอกจากมาตรการด้านอาวุธปืน นายกรัฐมนตรียังติดตามการดูแลผู้บาดเจ็บ รวมถึงการเยียวยาและฟื้นฟูสภาพจิตใจผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์อย่างใกล้ชิด

เร่งคุมตั้งแต่ “ใบ ป.3” ถึงผู้ค้าและกระสุน

รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า มาตรการระยะเร่งด่วนเริ่มตั้งแต่การระงับโครงการปืนสวัสดิการใหม่ และระงับการออกใบอนุญาตให้ซื้ออาวุธปืน หรือใบ ป.3 จนกว่าจะมีมติ ครม. เป็นอย่างอื่น

พร้อมสั่งให้นายทะเบียนทั่วประเทศตรวจสอบใบ ป.3 ที่ค้างอยู่และยังไม่มีการซื้อขาย และรายงานผลให้กระทรวงมหาดไทยภายใน 30 วัน

สำหรับผู้ที่ได้รับใบ ป.3 และซื้อปืนแล้ว ต้องเร่งดำเนินการขอใบอนุญาตให้มีและใช้ หรือใบ ป.4 ภายใน 30 วันนับแต่วันที่ ครม. มีมติ หากไม่ดำเนินการจะถือว่ามีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต

รัฐบาลยังสั่งตรวจสอบผู้ค้าปืนทั่วประเทศ โดยกรมการปกครองต้องตรวจสอบยอดจำหน่ายให้สอดคล้องกับใบ ป.3 หากพบข้อมูลไม่ตรงกันให้ดำเนินคดีอย่างเด็ดขาด ขณะที่กรมสรรพากรจะเข้าตรวจสอบหลักฐานการเสียภาษี

ส่วนสนามยิงปืน ให้กรมการปกครองร่วมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติและหน่วยงานด้านการกีฬาตรวจสอบการจำหน่ายและการใช้เครื่องกระสุนให้เป็นไปตามกฎหมาย รวมถึงตรวจสอบหลักฐานการเสียภาษี หากพบการกระทำผิดให้ดำเนินคดีทันที

ขณะเดียวกัน ฝ่ายปกครองและตำรวจได้รับคำสั่งให้เร่งปราบปรามอาวุธปืนผิดกฎหมาย หากพบผู้กระทำผิดให้ดำเนินคดีอย่างเข้มงวด พร้อมเสนอขอให้ศาลลงโทษในขั้นรุนแรง

ระยะยาว ปรับกฎหมายปืนสู่ระบบ Real-time

สำหรับมาตรการระยะยาว กระทรวงมหาดไทยได้รับมอบหมายให้เร่งปรับปรุงพระราชบัญญัติอาวุธปืนให้ทันสมัย โดยนำระบบอิเล็กทรอนิกส์มาใช้ในกระบวนการอนุญาตและซื้อขายทุกขั้นตอนแบบ Real-time เชื่อมโยงข้อมูลกับกรมศุลกากรและกรมสรรพากร

นอกจากนี้ ยังเตรียมเพิ่มการจัดเก็บอัตลักษณ์ของอาวุธปืน ควบคุมการค้าและความรับผิดชอบของผู้ค้าปืน รวมถึงเพิ่มบทลงโทษผู้กระทำผิด โดยให้เสนอร่างกฎหมายภายใน 60 วัน

รัฐบาลยังเตรียมกำหนดให้ใบ ป.4 ต้องต่ออายุทุก 3 ปี และเพิ่มความเข้มงวดในการควบคุมเครื่องกระสุน โดยให้ผู้ค้าปืนและสนามยิงปืนตรวจสอบยอดจำหน่ายเทียบกับสินค้าคงคลังเป็นรายวัน

ตำรวจรับโจทย์ “ค้นอาวุธ–ตั้งด่าน” ใช้ข่าวกรองสกัดเหตุซ้ำ

ด้าน พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีได้กำชับมาตรการตรวจค้นอาวุธและการตั้งด่านตรวจค้น โดยยอมรับว่าเป็นเรื่องที่ทำได้ยาก แต่ตำรวจต้องใช้ทั้งทักษะ ความรู้ และข้อมูลด้านการข่าว เพื่อป้องกันการพกพาอาวุธและสร้างความปลอดภัยให้ประชาชน

ส่วนกระแสข่าวว่า FBI ชี้เบาะแสให้ตำรวจไทยเข้าตรวจค้นบ้านผู้ก่อเหตุคดียิงโรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ ระบุว่า ยังไม่ได้รับรายงานในประเด็นดังกล่าว พร้อมสั่งการให้ พล.ต.อ.ธนา ชูวงศ์ และ พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร รอง ผบ.ตร. ลงไปกำกับดูแลคดี เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุซ้ำในอนาคต

พร้อมย้ำว่า “ใต้ฟ้าเมืองไทย ไม่มีเรื่องไหนที่ตำรวจไทยทำไม่ได้”

ระดมกวาดล้างปืน–กระสุน–ระเบิด ทั้งภาคสนามและออนไลน์

ขณะที่ พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ รองจเรตำรวจแห่งชาติ ในฐานะโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า ผบ.ตร. สั่งการทุกหน่วยทั่วประเทศให้ยกระดับมาตรการเกี่ยวกับอาวุธปืนและการรักษาความปลอดภัย หลังพบเหตุความรุนแรงหลายคดีที่มีการนำอาวุธปืนและวัตถุระเบิดมาใช้ จนเกิดความสูญเสียต่อชีวิต ร่างกาย และทรัพย์สินของประชาชน

โดยมอบหมาย พล.ต.อ.ธนา ชูวงศ์ รอง ผบ.ตร. รับผิดชอบงานด้านสืบสวนสอบสวน ระดมกวาดล้างความผิดเกี่ยวกับอาวุธปืน เครื่องกระสุน และวัตถุระเบิด โดยตรวจสอบและกำหนดเป้าหมาย ก่อนเปิดปฏิบัติการปิดล้อมตรวจค้นอาวุธปืน อาวุธสงคราม เครื่องกระสุน วัตถุระเบิด และสิ่งเทียมอาวุธ รวมถึงการจำหน่ายโดยผิดกฎหมายทั้งในพื้นที่จริงและผ่านช่องทางสื่อสังคมออนไลน์

ส่วน พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร รอง ผบ.ตร. รับผิดชอบงานด้านป้องกันปราบปรามอาชญากรรม ได้รับมอบหมายให้ยกระดับมาตรการรักษาความปลอดภัยสถานที่สาธารณะ หรือ “Soft Target” เช่น โรงเรียน ห้างสรรพสินค้า และสวนสาธารณะ

มาตรการดังกล่าวเน้นการแสดงกำลังตรวจตรา “Stop Walk Talk” การตรวจค้นเกี่ยวกับอาวุธปืน บุคคล และยานพาหนะต้องสงสัย รวมถึงการยกระดับการรับแจ้งเหตุ การเข้าถึงที่เกิดเหตุ และการใช้ชุดปฏิบัติการพิเศษทางยุทธวิธีเข้าระงับยับยั้งเหตุ

พร้อมกำชับให้ทุกหน่วยตรวจสอบและควบคุมอาวุธปืนของทางราชการให้เป็นไปตามระเบียบ และให้ผู้บัญชาการ ผู้บังคับการ ตลอดจนผู้บังคับบัญชาทุกระดับ บูรณาการกำลังฝ่ายสืบสวนและฝ่ายป้องกันปราบปรามในการระดมกวาดล้างอาวุธปืน เครื่องกระสุน และวัตถุระเบิดอย่างเป็นรูปธรรม โดยยึดหลักยุทธวิธีตำรวจและกฎหมายอย่างเคร่งครัด

ศธ.ขยับมาตรการความปลอดภัย ดันโรงเรียนเป็น “School Safety Zone”

อีกด้าน ประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยว่า กระทรวงศึกษาธิการได้นำมาตรการความปลอดภัยในสถานศึกษาเสนอให้ ครม. รับทราบ เพื่อขอความร่วมมือทุกส่วนราชการที่มีสถานศึกษาในสังกัด นำประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่องมาตรการความปลอดภัยของสถานศึกษา ไปปรับใช้ในทิศทางเดียวกันโดยเร่งด่วน

มาตรการสำคัญกำหนดให้สถานศึกษาจัดตั้ง ศูนย์พิทักษ์สิทธิ เสรีภาพ และความปลอดภัย เพื่อเป็นช่องทางแจ้งข้อมูล ให้คำปรึกษา ประสานงาน และช่วยเหลือเยียวยาเมื่อเกิดปัญหาความรุนแรงหรือการละเมิดสิทธิ

พร้อมจัดทำแผนรักษาความปลอดภัย ระบบการติดต่อสื่อสาร การซักซ้อมแผนเผชิญเหตุฉุกเฉิน และการตรวจตราความปลอดภัยภายในพื้นที่สถานศึกษา

คุมทั้ง “พื้นที่–คน–สภาพจิตใจ” ป้องกันเหตุรุนแรงซ้ำ

มาตรการยังครอบคลุมระบบดูแล คัดกรอง และช่วยเหลือด้านสุขภาพจิต โดยประสานผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุข พร้อมพัฒนาครูแนะแนวให้มีความรู้ด้านการปฐมพยาบาลทางใจเบื้องต้น

ขณะเดียวกัน จะบูรณาการการทำงานร่วมกับตำรวจ แพทย์ นักจิตวิทยา และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อร่วมกันป้องกัน เฝ้าระวัง และเยียวยา รวมถึงเปิดพื้นที่ให้ผู้ปกครองเข้ามามีส่วนร่วมสังเกตการณ์การจัดการเรียนการสอนได้ตามความเหมาะสม เพื่อสร้างความมั่นใจด้านความปลอดภัย

อีกมาตรการสำคัญคือการสร้างความตระหนักรู้และสัมพันธภาพที่ดีภายในสถานศึกษา ส่งเสริมการแก้ปัญหาด้วยสันติวิธี หลีกเลี่ยงความรุนแรง และป้องกันพฤติกรรมเลียนแบบ

ห้ามอาวุธเข้าพื้นที่ ผู้มาติดต่อโรงเรียนต้องลงทะเบียน

ศธ.กำหนดให้สถานศึกษาเป็น “เขตพื้นที่ปลอดภัย (School Safety Zone)” โดยห้ามพกพาสิ่งของผิดกฎหมาย ยาเสพติด อาวุธ หรือของมีคมเข้าพื้นที่โดยเด็ดขาด

ผู้มาติดต่อจะต้องลงทะเบียนและผ่านการตรวจสอบสัมภาระอย่างเข้มงวด รวมถึงให้อำนาจสั่งปิดสถานศึกษาได้ทันที หากเกิดเหตุฉุกเฉินร้ายแรง เพื่อควบคุมสถานการณ์และลดความเสี่ยงต่อชีวิตของนักเรียนและบุคลากร

ประเสริฐย้ำว่า กระทรวงศึกษาธิการขอแสดงความห่วงใยและเสียใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พร้อมให้ความมั่นใจกับผู้ปกครองและประชาชนว่า ความปลอดภัยของนักเรียนและบุคลากรทางการศึกษาถือเป็นภารกิจสำคัญสูงสุด และกระทรวงจะดูแลฟื้นฟูสภาพจิตใจของผู้ได้รับผลกระทบอย่างดีที่สุด

เยียวยาผู้เสียชีวิต 6 ราย รายละ 1 ล้านบาท

สำหรับการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์บริเวณโรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีระบุว่า ผู้ประสบสาธารณภัยจะได้รับความช่วยเหลือจาก 3 ส่วน ได้แก่ กองทุนผู้ประสบสาธารณภัย กระทรวงยุติธรรม และกระทรวงศึกษาธิการ

เบื้องต้น กองทุนเงินช่วยเหลือผู้ประสบสาธารณภัย สำนักนายกรัฐมนตรี อนุมัติการเยียวยาผู้เสียชีวิตรายละ 1 ล้านบาท จำนวน 6 ราย รวม 6 ล้านบาท โดยอยู่ระหว่างการโอนเงินเข้าบัญชีกองทุนเงินช่วยเหลือผู้ประสบสาธารณภัย สำนักนายกรัฐมนตรี ประจำกระทรวงศึกษาธิการ ก่อนที่กระทรวงศึกษาธิการจะประสานการรับเงินเยียวยากับครอบครัวผู้เสียชีวิตต่อไป

จาก “คุมปืน” ถึง “คุมพื้นที่”

มาตรการชุดใหม่สะท้อนการขยับของรัฐจากการแก้ปัญหาหลังเกิดเหตุ ไปสู่การป้องกันตั้งแต่ต้นทาง ตั้งแต่ระงับการออกใบ ป.3 ตรวจสอบใบอนุญาต ผู้ค้าปืน และเครื่องกระสุน ไปจนถึงการปรับกฎหมายและเชื่อมโยงข้อมูลแบบ Real-time

ขณะที่ตำรวจถูกกำชับให้ระดมกวาดล้างอาวุธปืนและวัตถุระเบิดทั้งในพื้นที่จริงและช่องทางออนไลน์ พร้อมยกระดับการรักษาความปลอดภัยในพื้นที่สาธารณะที่เป็นเป้าหมายเสี่ยง ส่วนสถานศึกษาจะถูกยกระดับเป็น “School Safety Zone” ที่เข้มงวดทั้งการเข้า-ออก การตรวจสัมภาระ การซักซ้อมรับมือเหตุฉุกเฉิน และการดูแลสุขภาพจิต

ท้ายที่สุด สิ่งที่จะเป็นบทพิสูจน์มาตรการทั้งหมดไม่ใช่จำนวนคำสั่งหรือประกาศที่ออกมา แต่คือ การทำให้ระบบควบคุมอาวุธปืนรัดกุมขึ้น และทำให้โรงเรียนเป็นพื้นที่ปลอดภัยได้จริง เพื่อไม่ให้เหตุความรุนแรงที่เกิดขึ้นต้องกลายเป็นเพียงอีกหนึ่งบทเรียนที่สังคมต้องจดจำ

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์