เหตุเพลิงไหม้ร้านโรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว คร่าชีวิตผู้คน 30 ราย กลายเป็นแรงกระตุ้นให้รัฐบาลและกรุงเทพมหานครกลับมาทบทวนปัญหา “โซนนิ่งสถานบริการ” อีกครั้ง หลังพบว่ากฎเกณฑ์พื้นที่ควบคุมในปัจจุบันอาจไม่สอดคล้องกับสภาพเมืองที่เปลี่ยนแปลงไป และเปิดช่องให้สถานประกอบการบางแห่งหลีกเลี่ยงข้อกำหนดด้านความปลอดภัย
ชง “รื้อโซนนิ่งสถานบริการ” ชี้กฎหมายเดิมไม่ทันเมืองเปลี่ยน
อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงแนวทางปรับโซนนิ่งร้านอาหารและสถานบริการ หลังเกิดเหตุเพลิงไหม้ร้านโรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว ว่า จำเป็นต้องมีการหารือร่วมกัน โดยเฉพาะในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ซึ่งเกี่ยวข้องกับกรุงเทพมหานครและตำรวจ เพื่อพิจารณาว่าพื้นที่ใดมีความเหมาะสม
นายกรัฐมนตรี ระบุว่า ปัจจุบันพื้นที่โซนนิ่งสถานบริการในกรุงเทพมหานครที่ถูกต้องมีเพียง 2 แห่ง คือ ข้าวสารและ RCA ส่วนพื้นที่อื่นต้องดำเนินการตามกฎหมาย หากอยู่นอกเขตโซนนิ่งสามารถเปิดบริการได้ถึงเวลาเที่ยงคืน และไม่สามารถจัดมหรสพได้ อย่างไรก็ตาม เห็นว่ากฎหมายบางส่วนอาจไม่สอดคล้องกับสภาพสังคมปัจจุบัน โดยเฉพาะข้อกำหนดเรื่องระยะห่างจากโรงเรียนและวัด จึงต้องกลับมาทบทวนว่าควรปรับแก้กฎหมายอย่างไร
“วันนี้ยุคสมัยเปลี่ยนไป ผมจึงได้มอบหมายให้มีการศึกษาอยู่ว่าจะปรับอย่างไร ที่บอกว่าอยู่ใกล้โรงเรียนหรืออยู่ใกล้วัดไม่ได้ ถามว่าอยู่ตรงไหนที่มันไม่ใกล้วัด 2 กิโลเมตร เพราะอยู่ที่ไหนในกรุงเทพฯ มันก็ใกล้วัดใกล้โรงเรียน 2 กิโลฯ ทั้งนั้น เพราะฉะนั้นต้องว่ากันใหม่”
— อนุทิน ชาญวีรกูล
เปิดทางทบทวน “ข้อจำกัดมหรสพ” ชี้ดนตรีคืออาชีพ-เศรษฐกิจสร้างรายได้
นายอนุทินยังมองว่า ข้อจำกัดเรื่องมหรสพและดนตรีควรได้รับการพิจารณาใหม่ เพราะดนตรีเป็นอาชีพและเป็นส่วนหนึ่งของธุรกิจร้านอาหารและสถานบันเทิง โดยได้มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องศึกษาแนวทางปรับปรุงกฎหมายให้เหมาะสมกับยุคสมัย
“ผมเป็นนักดนตรีก็ยังงงอยู่ว่าทำไมต้องห้าม ให้เล่นได้แค่เที่ยงคืน ผมก็งงและยังเถียงอยู่ เพราะอย่างน้อยนักดนตรีเล่นเป็นรอบๆ และดนตรีเป็นเพียงส่วนประกอบ นี่คือความคิดส่วนตัวของผม เวลาผมไฟต์ให้ผมก็ไฟต์ให้ในส่วนนี้”
— อนุทิน ชาญวีรกูล
ส่วนกรณีร้านอาหารหลายแห่งในกรุงเทพมหานครเปิดเกินเวลาเที่ยงคืน นายกรัฐมนตรี ระบุว่า เป็นอำนาจของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครในการกำกับดูแล ขณะที่ต่างจังหวัดกระทรวงมหาดไทยและตำรวจมีการเข้าดำเนินการอยู่แล้ว
สำหรับข้อเสนอให้ปรับปรุงกฎหมาย นายกรัฐมนตรี ระบุว่า ต้องพิจารณาหลายมิติ ทั้งสภาพสังคม วัฒนธรรม ประเพณี และการประกอบอาชีพของประชาชน โดยต้องสร้างสมดุลระหว่างความปลอดภัยกับโอกาสทางเศรษฐกิจ
ย้ำเอาผิดผู้ฝ่าฝืนกฎหมาย สั่งตรวจสถานบันเทิงทั่วประเทศ
นายกรัฐมนตรี ยืนยันว่า ประเทศไทยมีกฎหมายควบคุมสถานบันเทิงอยู่แล้ว แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นมาจากผู้ประกอบการบางรายตั้งใจฝ่าฝืนกฎหมาย โดยการตรวจใบอนุญาตมีการดำเนินการทุกปี ไม่ใช่ออกใบอนุญาตแล้วเปิดดำเนินการได้ตลอดไป พร้อมระบุว่า ขณะนี้ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครและผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศได้สั่งตรวจสอบสถานประกอบการแล้ว
ส่วนเหตุเพลิงไหม้โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว นายกรัฐมนตรี ระบุว่า ต้องดำเนินคดีกับผู้ที่เกี่ยวข้องจนถึงที่สุด โดยเฉพาะกรณีประตูหนีไฟที่มีการล็อกหลายชั้น ซึ่งผู้ประกอบการอ้างว่าเพื่อป้องกันลูกค้าหลบหนีโดยไม่จ่ายเงิน ถือเป็นเหตุผลที่ไม่สามารถยอมรับได้
นายกรัฐมนตรี ระบุว่า ผู้ที่กระทำผิดต้องรับผิดชอบ ทั้งเจ้าของ ผู้จัดการ และผู้ประกอบกิจการ ขณะที่สถานที่เกิดเหตุจะไม่สามารถกลับมาเปิดเป็นสถานบันเทิงได้อีก เนื่องจากใบอนุญาตถูกยึดและจะต้องเปลี่ยนไปประกอบอาชีพอื่น
กทม.เร่งสอบเหตุไฟไหม้ พร้อมยกระดับตรวจสถานประกอบการ
ด้าน ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เปิดเผยภายหลังประชุมหัวหน้าหน่วยงานกรุงเทพมหานครว่า กรณีไฟไหม้โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว ถือเป็นเหตุการณ์ที่ กทม. ต้องกลับมาทบทวนทั้งระบบ ตั้งแต่กฎระเบียบ การตรวจสอบอาคาร ไปจนถึงแนวทางกำกับดูแลสถานประกอบการที่มีลักษณะคล้ายสถานบริการ
ล่าสุด เหตุการณ์ดังกล่าวมีผู้เสียชีวิต 30 ราย อยู่ระหว่างพิสูจน์อัตลักษณ์บุคคล 3 ราย และมีผู้ได้รับบาดเจ็บ 75 ราย โดยกรุงเทพมหานครได้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง เพื่อตรวจสอบข้อบกพร่องและหาแนวทางปรับปรุงการดำเนินงาน รวมถึงกฎระเบียบที่อยู่ในความรับผิดชอบของ กทม.
กทม. ยังหารือเบื้องต้นกับนายกรัฐมนตรีถึงแนวทางปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ทั้งกฎหมายสถานบริการ กฎหมายควบคุมอาคาร และการทบทวนระบบโซนนิ่ง เนื่องจากอาคารที่เกิดเหตุได้รับอนุญาตในฐานะร้านอาหาร ไม่ใช่สถานบริการ ทำให้ต้องใช้หลักเกณฑ์ด้านความปลอดภัยที่แตกต่างกัน
หนึ่งในประเด็นสำคัญคือ ร้านอาหารไม่ได้อยู่ภายใต้ข้อกำหนดบางประการเช่นเดียวกับสถานบริการ โดยเฉพาะเรื่องวัสดุตกแต่งที่ติดไฟง่าย หรือวัสดุประเภทโฟมซับเสียง ซึ่งอาจเป็นปัจจัยทำให้เพลิงลุกลามอย่างรวดเร็วเมื่อเกิดเหตุ
กรุงเทพมหานครจึงสั่งการให้ทุกสำนักงานเขตตรวจสอบสถานประกอบการเชิงรุก พร้อมปรับปรุงรายการตรวจสอบ (Checklist) ให้เข้มงวดมากขึ้นกว่าที่กฎหมายกำหนด โดยเพิ่มการตรวจสอบวัสดุตกแต่ง ระบบหนีไฟ และมาตรการป้องกันอัคคีภัย
สุ่มตรวจช่วงเปิดจริง-ใช้กฎหมายอื่นอุดช่องว่าง
ชัชชาติ ระบุว่า ที่ผ่านมา การตรวจสถานประกอบการส่วนใหญ่ดำเนินการในช่วงเวลากลางวันหรือช่วงที่ไม่มีผู้ใช้บริการ ทำให้เจ้าหน้าที่อาจไม่เห็นสภาพการใช้งานจริง จึงกำชับให้ทุกสำนักงานเขตเพิ่มการสุ่มตรวจโดยไม่แจ้งล่วงหน้า และต้องเข้าตรวจในช่วงเวลาที่สถานประกอบการเปิดให้บริการจริง
แนวทางตรวจสอบใหม่จะครอบคลุม
- ตรวจสอบเส้นทางหนีไฟว่ามีการกีดขวาง ปิดกั้น หรือดัดแปลงหรือไม่
- ทดสอบระบบไฟฉุกเฉินและอุปกรณ์ดับเพลิงว่าสามารถใช้งานได้จริง
- ตรวจสอบรูปแบบการใช้งานภายในอาคารว่าตรงกับใบอนุญาตหรือไม่
- ใช้มาตรฐานความปลอดภัยของสถานบริการเป็นแนวทางตรวจสอบร้านอาหารที่มีลักษณะคล้ายสถานบันเทิง แม้ไม่ได้อยู่ในพื้นที่โซนนิ่ง
พร้อมมอบหมายให้ ทวิดา กมลเวชช รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร รวบรวมอำนาจตามกฎหมายอื่นที่ กทม. มีอยู่ เช่น พระราชบัญญัติการสาธารณสุข พ.ศ. 2535 พระราชบัญญัติป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ. 2550 และกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับกิจการอันตรายต่อสุขภาพ เพื่อนำมาประยุกต์ใช้ควบคุมสถานประกอบการที่มีความเสี่ยง
เป้าหมายคือ หากพบสถานประกอบการที่มีความเสี่ยงสูง สามารถใช้ช่องทางกฎหมายที่มีอยู่ในการสั่งระงับกิจการหรือสั่งปิดได้ โดยไม่ต้องรอการแก้ไขกฎหมายหลักซึ่งอาจใช้เวลานาน
ชง ‘มหาดไทย’ ปรับโซนนิ่งใหม่ให้ยืดหยุ่นตามเมือง
สำหรับประเด็นโซนนิ่งสถานบริการ ชัชชาติ ระบุว่า ปัจจุบันกฎหมายกำหนดพื้นที่โซนนิ่งไว้เพียง 3 จุดหลัก ทำให้สถานประกอบการรูปแบบใหม่จำนวนหนึ่งเลือกจดทะเบียนเป็นร้านอาหารแทนสถานบริการ ส่งผลให้ใช้กฎหมายคนละชุด และเกิดช่องว่างด้านมาตรฐานความปลอดภัย
กทม. จึงเตรียมหารือกับกระทรวงมหาดไทยอย่างเป็นทางการ เพื่อร่วมกันปรับปรุงระบบโซนนิ่ง โดยไม่ได้ต้องการยกเลิกโซนนิ่ง แต่ต้องการออกแบบใหม่ให้เหมาะสมกับสภาพเมืองมากขึ้น
แนวทางที่เสนอ ได้แก่
- ปรับระบบโซนนิ่งให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้น
- สามารถทบทวนพื้นที่อนุญาตได้ตามการเปลี่ยนแปลงของเมือง
- อาจใช้รูปแบบประกาศหรือกฎหมายลูกที่สามารถปรับปรุงได้เป็นระยะ
- หากจำเป็น กทม. พร้อมผลักดันข้อบัญญัติท้องถิ่นที่เข้มงวดกว่ากฎหมายทั่วไป
นอกจากนี้ กทม. ยังสั่งให้ทุกสำนักงานเขตรวบรวมข้อมูลสถานประกอบการที่เปิดเกินเวลา จำหน่ายสุราเกินกำหนด รวมถึงธุรกิจที่อาจเข้าข่ายผิดกฎหมายหรือเกี่ยวข้องกับทุนสีเทา เพื่อส่งต่อให้หน่วยงานที่มีอำนาจดำเนินการตามกฎหมาย
กทม.ยืนยันตรวจตามวงรอบ เร่งช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบ
ด้าน ทวิดา กมลเวชช รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า การตรวจสถานประกอบการตามพระราชบัญญัติการสาธารณสุข มีการตรวจตามวงรอบเป็นประจำทุกปี ครอบคลุมทั้งสุขอนามัย อาหาร อาชีวอนามัย และความปลอดภัยของอุปกรณ์ เช่น ถังแก๊ส
กรณีโรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว สำนักงานเขตได้เข้าตรวจตามวงรอบเมื่อเดือนธันวาคม 2568 และตรวจติดตามผลอีกครั้งในเดือนเมษายน 2569 แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นสะท้อนว่าจำเป็นต้องเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบ โดยเฉพาะสถานประกอบการที่มีลักษณะใกล้เคียงสถานบริการ
ส่วนการช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบ กรุงเทพมหานครได้มอบหมายให้ติดตามการเยียวยาอย่างเร่งด่วน โดยสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ได้ประสานเข้ามาร่วมให้ความช่วยเหลือแล้ว
ตั้งทีมเฉพาะกิจคลี่ปมไฟไหม้ สอบพยาน 6 กลุ่มหาต้นเหตุ-ความสูญเสีย
ส่วนความคืบหน้าการสืบสวนขยายผล พล.ต.ต.เกียรติกุล สนธิเณร ผู้บังคับการตำรวจนครบาล 2 (ผบก.น.2) เปิดเผยว่า ได้ตั้งคณะพนักงานสืบสวนสอบสวนเฉพาะกิจขึ้นมาดูแลคดี เพื่อควบคุมทิศทางการสอบสวนและรวบรวมพยานหลักฐานอย่างเป็นระบบ โดยแบ่งกลุ่มพยานและผู้เกี่ยวข้องออกเป็น 6 กลุ่ม ครอบคลุมทั้งผู้ประกอบการ พนักงาน ลูกค้า ผู้เห็นเหตุการณ์ เจ้าหน้าที่รัฐ และผู้เกี่ยวข้องกับการตรวจสอบอาคาร
ขณะนี้ตำรวจสอบปากคำพยานไปแล้ว 34 ปาก จากเป้าหมายประมาณ 70 ปาก โดยข้อมูลจากกลุ่มพนักงานและลูกค้าที่อยู่ในเหตุการณ์พบว่า มีรายละเอียดสำคัญที่จะช่วยประกอบการพิจารณาทั้งในส่วนของต้นเหตุเพลิงไหม้ รวมถึงปัจจัยที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก
ขยายฐานความผิด ตรวจอาคาร-ใบอนุญาต-ช่องว่างโซนนิ่ง
พล.ต.ต.เกียรติกุล ระบุว่า การดำเนินคดีจะไม่ได้พิจารณาเฉพาะความผิดฐานกระทำการโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายและได้รับบาดเจ็บสาหัสเท่านั้น แต่จะต้องแยกวิเคราะห์ข้อเท็จจริงในหลายส่วน โดยเฉพาะประเด็นที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายควบคุมอาคาร การขออนุญาตประกอบกิจการ และมาตรการความปลอดภัยภายในสถานประกอบการ
หนึ่งในประเด็นสำคัญคือการตรวจสอบว่า อาคารดังกล่าวถูกใช้งานตรงตามประเภทที่ได้รับอนุญาตหรือไม่ เนื่องจากแม้จะจดทะเบียนเป็นร้านอาหาร แต่รูปแบบการให้บริการอาจมีลักษณะใกล้เคียงสถานบริการ ซึ่งเกี่ยวข้องโดยตรงกับปัญหาโซนนิ่งและช่องว่างทางกฎหมายที่กำลังถูกตั้งคำถาม
ตำรวจอยู่ระหว่างตรวจสอบตั้งแต่จุดเริ่มต้นของอาคาร ตั้งแต่ก่อสร้างเมื่อใด ใครเป็นผู้ดำเนินการก่อสร้าง มีการขออนุญาตและตรวจสอบอาคารในช่วงเวลาใดบ้าง รวมถึงภายหลังมีการปรับปรุง ต่อเติม ตกแต่ง หรือเปลี่ยนแปลงรูปแบบการใช้งานอย่างไร เพื่อเปรียบเทียบกับเอกสารอนุญาตที่ยื่นไว้
ไล่ตรวจระบบหนีไฟ หาความเชื่อมโยงสู่เหตุเสียชีวิต 30 ราย
ประเด็นที่ต้องตรวจสอบเป็นพิเศษ คือระบบความปลอดภัยภายในอาคาร ทั้งทางหนีไฟ ประตูฉุกเฉิน ระบบไฟส่องสว่าง ป้ายบอกทางหนีไฟ รวมถึงวัสดุตกแต่งภายในอาคาร หากพบว่ามีการดัดแปลงพื้นที่จนทำให้ระบบความปลอดภัยไม่เป็นไปตามมาตรฐาน หรือมีการล็อกประตูหนีไฟและกีดขวางเส้นทางอพยพ จนเป็นเหตุให้ประชาชนไม่สามารถหลบหนีออกจากอาคารได้ อาจเข้าข่ายเป็นการกระทำโดยประมาทที่นำไปสู่ความสูญเสีย
สอบเจ้าหน้าที่รัฐ ปมตรวจอาคารผ่านมาตรฐานก่อนเกิดเหตุ
นอกจากนี้ ตำรวจยังตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐ หลังพบข้อสงสัยเกี่ยวกับผลการตรวจอาคารก่อนเกิดเหตุ โดยเฉพาะการตรวจสอบล่าสุดเมื่อเดือนเมษายน 2569 ที่ระบุว่าสถานประกอบการผ่านเกณฑ์มาตรฐาน แต่กลับมีคำให้การจากผู้ประสบเหตุหลายรายว่า ในวันเกิดเหตุไม่พบป้ายบอกทางหนีไฟ ระบบไฟบางส่วนใช้งานไม่ได้ และประตูทางออกไม่สามารถเปิดใช้งานได้ตามปกติ
ตำรวจจึงเตรียมเรียกเจ้าหน้าที่ชุดตรวจอาคาร รวมถึงผู้เกี่ยวข้องกับการออกใบอนุญาตและเอกสารการตรวจสอบเข้ามาให้ข้อมูล พร้อมตรวจสอบรายละเอียดของรายงานการตรวจทั้งหมด หากพบว่ามีการละเลยข้อบกพร่องที่เห็นได้ชัด หรือมีการรับรองว่าสถานประกอบการผ่านมาตรฐานทั้งที่ไม่เป็นไปตามข้อเท็จจริง อาจต้องพิจารณาความผิดเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ
ตรวจเวลาเปิดร้าน-แก๊สรั่ว ประสานสอบผู้ประกอบการ 2 ราย
ส่วนประเด็นข้อสงสัยเรื่องการเปิดให้บริการเกินเวลาที่กฎหมายกำหนด หรือข้อร้องเรียนเกี่ยวกับแก๊สรั่วในคืนเกิดเหตุ ตำรวจระบุว่า จะนำข้อมูลทั้งหมดมาตรวจสอบย้อนหลัง โดยเฉพาะช่วงเวลาเกิดเหตุ ซึ่งเบื้องต้นได้รับแจ้งเหตุเพลิงไหม้ประมาณ 23.40 น. ขณะที่ร้านมีใบอนุญาตเปิดให้บริการถึงเวลา 24.00 น. แต่ยังต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงจากพยานหลักฐาน รวมถึงผลการตรวจพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์
สำหรับผู้ประกอบการซึ่งเป็นผู้เกี่ยวข้องหลักในคดี ตำรวจระบุว่า จากข้อมูลทะเบียนพบว่ามีผู้ประกอบการหลัก 2 ราย ขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการรวบรวมข้อมูลและประสานเพื่อสอบปากคำ โดยหนึ่งในผู้ประกอบการได้รับบาดเจ็บและยังรักษาตัวอยู่ในห้องไอซียู จึงยังไม่สามารถเข้าสอบปากคำได้
สำหรับสถานการณ์ล่าสุด สำนักงานเขตจตุจักร รายงานตัวเลขผู้เสียชีวิต 30 ราย สามารถยืนยันอัตลักษณ์บุคคลแล้ว 27 ราย อยู่ระหว่างพิสูจน์อัตลักษณ์อีก 3 ราย ส่วนผู้ได้รับบาดเจ็บ 76 ราย แบ่งเป็นกลุ่มอาการรุนแรง 25 ราย กลุ่มอาการปานกลาง 15 ราย และกลุ่มอาการเล็กน้อย 36 ราย โดยผู้บาดเจ็บกลุ่มสีเขียวเดินทางกลับบ้านแล้วทั้งหมด
‘ผบ.ตร.’ รอผล ‘พฐ.’ ไขปมเพลิงไหม้ ยันเจ้าของร้านยังรักษาตัวในไอซียู เร่งตรวจสอบการประกอบกิจการ-การใช้อาคาร
ทางฝั่ง พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) เปิดเผยความคืบหน้าคดีนี้ว่า ขณะนี้ยังอยู่ระหว่างรอผลตรวจจากกองพิสูจน์หลักฐาน (พฐ.) ขณะที่พนักงานสอบสวนได้เดินหน้ารวบรวมพยานหลักฐานตามประเด็นที่มอบหมายไว้แล้ว โดยเจ้าของร้านยังอยู่ในภาวะวิกฤตและรักษาตัวในห้องไอซียู จึงยังไม่สามารถให้ปากคำได้
ในส่วนของการดำเนินคดี ตำรวจกำลังตรวจสอบว่า ร้านดังกล่าวได้รับอนุญาตประกอบกิจการอย่างถูกต้องหรือไม่ รวมถึงมีการดำเนินกิจการตรงตามประเภทที่ได้รับอนุญาตหรือมีการใช้สถานที่ผิดวัตถุประสงค์หรือไม่ ซึ่งทั้งหมดอยู่ในกระบวนการสอบสวน
ตรวจ 4 ประตูปริศนา คลี่ปมทางหนีไฟ
ผบ.ตร.กล่าวว่า จากการลงพื้นที่พบว่าร้านมีประตูทั้งหมด 4 จุด โดยประตูหลัก 2 บานอยู่ด้านหน้าติดถนนลาดพร้าว ส่วนประตูที่ 3 อยู่ใกล้ห้องน้ำชาย พบกลอนล็อก 2 ชั้นและลูกบิด พร้อมมีโต๊ะกีดขวางอยู่บริเวณดังกล่าว ทำให้ตำรวจตั้งข้อสังเกตว่าอาจถูกปิดไว้เพื่อป้องกันลูกค้าออกจากร้านโดยไม่ชำระค่าอาหาร อย่างไรก็ตาม ยังต้องตรวจสอบจากภาพถ่ายและคำให้การพยานเพิ่มเติม
ส่วนประตูที่ 4 ซึ่งอยู่บริเวณห้องครัว คาดว่าเป็นทางเข้าออกของพนักงาน แต่ยังต้องตรวจสอบว่าในช่วงเกิดเหตุมีการใช้งานหรือไม่ โดยพบลักษณะผิดปกติที่ประตูบานเลื่อน เนื่องจากมีจุดยึดคล้ายที่จับประตูแต่ตัวจับหายไป ซึ่งยังไม่สามารถสรุปได้ว่าเกิดจากการชำรุดหรือเสียหายจากเหตุเพลิงไหม้
สำหรับประเด็นป้ายทางหนีไฟ พบป้ายขนาดเล็กอยู่เหนือประตูทางออกบริเวณห้องครัว แต่ได้รับความเสียหายจากเพลิงไหม้ จึงอยู่ระหว่างให้ พฐ.ตรวจสอบว่าเป็นป้ายทางออกฉุกเฉินหรือไม่ รวมถึงสามารถมองเห็นและใช้งานได้จริงหรือไม่ โดยเฉพาะในสภาพที่ไฟดับและมีควันหนาทึบระหว่างเกิดเหตุ
สอบผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย-ไม่กำหนดเส้นตายคดี
ผบ.ตร.ระบุว่า ตำรวจได้ขยายการสอบสวนไปยังผู้ประกอบการ หุ้นส่วน ผู้จัดการร้าน พนักงานรักษาความปลอดภัย ตลอดจนพนักงานทุกส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อแยกบทบาทและความรับผิดชอบของแต่ละบุคคล โดยหากเจ้าของร้านเสียชีวิต การดำเนินคดีอาญาจะเป็นไปตามบทบัญญัติกฎหมาย ขณะที่ความรับผิดทางแพ่งยังสามารถพิจารณาไปยังผู้เกี่ยวข้องรายอื่นได้
ทั้งนี้ ยังไม่มีการกำหนดกรอบเวลาสรุปคดี เนื่องจากต้องรอผลพิสูจน์หลักฐานและการตรวจสอบรายละเอียดจำนวนมาก โดยย้ำว่าคดีนี้ต้องดำเนินการอย่างรวดเร็ว แต่ต้องถูกต้อง รอบคอบ และมีพยานหลักฐานรองรับอย่างชัดเจน
สั่งทำเช็กลิสต์ความปลอดภัย ป้องกันโศกนาฏกรรมซ้ำรอย
ผบ.ตร.กล่าวว่า เหตุการณ์ครั้งนี้สะท้อนความจำเป็นในการยกระดับมาตรการตรวจสอบสถานประกอบการ โดยได้สั่งการให้กองบัญชาการตำรวจนครบาลร่วมกับกรุงเทพมหานครและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จัดทำเช็กลิสต์มาตรฐานด้านความปลอดภัย เช่น แผนอพยพ ช่องทางหนีไฟ และระบบฉุกเฉิน เพื่อใช้เป็นแนวทางตรวจสอบสถานบริการและร้านอาหารอย่างเป็นระบบ
พร้อมย้ำว่า แม้ผู้ประกอบการจะต้องคำนึงถึงผลกำไรทางธุรกิจ แต่ความปลอดภัยของผู้ใช้บริการต้องมาก่อนเสมอ และไม่ควรปล่อยให้โศกนาฏกรรมลักษณะเดียวกับเหตุซานติก้าผับหรือเมาน์เทน บี เกิดขึ้นซ้ำอีกในสังคมไทย
เหตุไฟไหม้โรงเบียร์ย่านลาดพร้าว ไม่ได้เป็นเพียงคดีเพลิงไหม้ แต่กลายเป็นโจทย์ใหญ่ของการปรับระบบกำกับดูแลสถานบริการในกรุงเทพมหานคร ว่าจะเปลี่ยนจากการควบคุมเพียง “พื้นที่” ไปสู่การควบคุมด้วย “มาตรฐานความปลอดภัย” ได้อย่างไร เพื่อไม่ให้ช่องว่างระหว่างร้านอาหารกับสถานบริการกลายเป็นความเสี่ยงซ้ำรอยอีกครั้ง




