ปม “ทุจริตสอบท้องถิ่น” กำลังเดินเข้าสู่ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ เมื่อ ‘มหาดไทย’ ส่งรายชื่อถึงทุกจังหวัดและขีดเส้นให้กระบวนการเพิกถอนเดินหน้าให้เสร็จภายใน 31 ส.ค. แต่สิ่งที่ร้อนแรงไม่แพ้ตัวเลข คือคำถามว่า “ใครต้องเป็นคนลงมือ และใครต้องรับผิดชอบ” เมื่อส่วนกลางยืนยันให้ท้องถิ่นดำเนินการตามอำนาจกฎหมาย
ขณะที่ฝ่ายค้านกลับมองว่านี่คือการผลักภาระจากรัฐบาลไปยังคนปลายทาง และสะท้อนถึง “ความกล้าหาญทางการเมือง” ของผู้มีอำนาจ
‘มหาดไทย’ ส่งรายชื่อถึงจังหวัด เดินหน้าสู่ขั้นตอนถอดถอน
วรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รมช.มหาดไทย เปิดเผยความคืบหน้าการดำเนินการกับผู้ทุจริตสอบข้าราชการท้องถิ่นว่า ขณะนี้ได้ส่งรายชื่อไปยังทุกจังหวัดเรียบร้อยแล้ว ขั้นตอนต่อไปจะเข้าสู่การประชุม ก.จังหวัด ก่อนส่งข้อมูลต่อไปยัง อปท. ที่มีผู้ได้รับการบรรจุ เพื่อดำเนินการตามอำนาจหน้าที่และขั้นตอนทางกฎหมาย
กรณีผู้บริหารท้องถิ่นบางแห่งมีความกังวลและไม่ลงนามรับผิดชอบในการดำเนินการ นายวรศิฎ์ชี้แจงว่า อปท.ไม่ได้ดำเนินการโดยพลการ แต่จะอาศัยข้อมูลและพยานหลักฐานจากกระบวนการตรวจสอบของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) โดยย้ำว่าการส่งข้อมูลจะต้องมาพร้อมหลักฐาน เพื่อให้ทั้งผู้ถูกกล่าวหาและผู้บริหารท้องถิ่นสามารถเห็นข้อเท็จจริงและที่มาของการดำเนินการอย่างชัดเจน
ขณะเดียวกัน อธิบดี สถ.จะประสานงานและพูดคุยทำความเข้าใจกับฝ่ายท้องถิ่นเพิ่มเติม เพื่อให้กระบวนการเดินหน้าไปในทิศทางเดียวกัน
ย้ำไม่ใช่ “เผือกร้อน” แต่เป็นเรื่องของอำนาจตามกฎหมาย
วรศิษฎ์กล่าวถึงข้อกังวลว่า หากส่วนกลางให้ความมั่นใจแล้ว แต่ผู้บริหารท้องถิ่นยังไม่ดำเนินการ จะมีมาตรการอย่างไรว่า เรื่องดังกล่าวเป็นสิ่งที่ต้องดำเนินการตามอำนาจหน้าที่อยู่แล้ว ไม่ใช่การโยนภาระหรือส่งต่อ “เผือกร้อน” ให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
“ขอบเขตอำนาจหน้าที่ว่า ใครสามารถทำอะไรได้ตามกฎหมาย” คือหลักสำคัญในการดำเนินการ โดยส่วนกลางต้องการให้เรื่องนี้เสร็จสิ้นทั้งหมด แต่เนื่องจากแต่ละหน่วยงานมีอำนาจตามกฎหมายแตกต่างกัน จึงต้องดำเนินการตามขอบเขตอำนาจของแต่ละฝ่าย
สำหรับกรอบเวลานั้น กระทรวงมหาดไทยวางเป้าหมายให้กระบวนการดำเนินการแล้วเสร็จภายในวันที่ 31 ส.ค.นี้ โดยวรศิษฎ์ ระบุว่าไม่น่าจะเป็นปัญหา เนื่องจาก ก.จังหวัดหลายแห่งมีกำหนดประชุมภายใน 1-2 วัน
“เข้าใจว่าไม่มีใครอยากทำ” แต่เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏ ต้องเดินหน้า
กรณีนายก อบจ.ลำพูนมีความกังวลเกี่ยวกับการดำเนินการเพิกถอนรายชื่อ วรศิษฎ์ระบุว่า เข้าใจความรู้สึกของผู้บริหารท้องถิ่น เพราะไม่มีใครต้องการดำเนินการในเรื่องลักษณะนี้ แต่เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏแล้วก็จำเป็นต้องดำเนินการ
รมช.มหาดไทยย้ำว่า สิ่งสำคัญคือการเริ่มต้นจากข้อเท็จจริงว่าเกิดอะไรขึ้น และบุคคลที่เกี่ยวข้องมีที่มาของคะแนนที่ผิดปกติอย่างไร โดยขณะนี้สามารถพิสูจน์ได้แล้วว่าแต่ละคนมีคะแนนเดิมเท่าใด และคะแนนที่ถูกประกาศออกมาเป็นเท่าใด
“อยากให้ทุกคนโฟกัสที่ข้อเท็จจริงมากกว่าอย่างอื่น”
— วรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์
ส่วนกรณีผู้บริหารท้องถิ่นไม่ดำเนินการ จะถือว่ามีความผิดหรือไม่นั้น วรศิฎ์กล่าวว่า ต้องพิจารณากันต่อไป แต่โดยหลักแล้วควรต้องดำเนินการ โดยมี สถ.เป็นฝ่ายสนับสนุนข้อมูลและเตรียมฝ่ายกฎหมายไว้รองรับ
พร้อมย้ำว่า ทุกขั้นตอนจะอยู่บนข้อเท็จจริง ขณะที่กระดาษคำตอบของผู้เข้าสอบก็มีชื่อและลายเซ็นของแต่ละคนอยู่แล้ว อีกทั้งที่ผ่านมาได้เปิดโอกาสให้ผู้ที่ประสงค์จะตรวจสอบคะแนนเข้ามาดูข้อมูล และมีผู้เข้ามาตรวจสอบหลายรายโดยไม่ได้ติดใจในประเด็นดังกล่าว
‘สมาคมท้องถิ่น’ เตรียมเคลื่อนไหว ‘มหาดไทย’ ย้ำต้องทำตามข้อเท็จจริง
สำหรับกรณีสมาคมท้องถิ่นนัดประชุมและเตรียมแถลงการณ์เกี่ยวกับปัญหาการเพิกถอนข้าราชการท้องถิ่นในคดีทุจริตสอบท้องถิ่น นายวรศิฎ์ระบุว่า รับทราบว่ามีการประชุมในวันนี้ และอธิบดี สถ.ได้เข้าไปพูดคุยทำความเข้าใจแล้ว
นายวรศิฎ์ย้ำว่า เข้าใจว่าผู้บริหารท้องถิ่นไม่มีใครต้องการดำเนินการในเรื่องนี้ แต่เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏก็จำเป็นต้องเดินหน้าตามกระบวนการ
‘ณัฐพงษ์’ ซัดรัฐบาลผลักภาระให้ท้องถิ่น
ด้าน ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงกรณีรัฐบาลส่งเรื่องให้ท้องถิ่นดำเนินการถอดถอนข้าราชการที่ทุจริตการสอบจำนวน 5,925 ราย แต่บางท้องถิ่นยังไม่ดำเนินการ เนื่องจากกังวลเรื่องอำนาจและข้อกฎหมายว่า เรื่องดังกล่าวสะท้อนว่ารัฐบาลกำลังผลักภาระให้ท้องถิ่นเป็นผู้แก้ไขปัญหาและออกคำสั่งถอดถอน
ณัฐพงษ์มองว่า วิธีการดังกล่าวสะท้อนถึงการขาด “ความกล้าหาญทางการเมือง” ของรัฐบาล เพราะแม้จะแสดงท่าทีเอาจริงเอาจังผ่านการให้สัมภาษณ์ แต่เมื่อถึงเวลาที่ต้องรับผิดชอบและใช้อำนาจ กลับเลือกส่งภาระให้หน่วยงานอื่นเป็นผู้ดำเนินการแทน
“เพียงแค่ให้สัมภาษณ์ตอบโต้ข่าวรายวันว่าเอาจริงเอาจัง แต่สุดท้ายพอจะทำจริงๆ ที่จะต้องมีความรับผิดชอบ กลับเลือกใช้วิธีการที่ผลักภาระไปให้คนอื่นทำแทน”
ชี้ปมทุจริตสอบโยงถึงความรับผิดชอบทางการเมือง
หัวหน้าพรรคประชาชนกล่าวต่อว่า การแก้ปัญหาการทุจริตสอบท้องถิ่น หรือปัญหา “ทุนเทา” ในท้ายที่สุดต้องย้อนกลับไปดูที่มาที่ไป ความรับผิดชอบทางการเมือง และผู้มีอำนาจ
โดยเฉพาะข้อกังวลของท้องถิ่นต่อคำสั่งของกระทรวงมหาดไทยให้ดำเนินการถอดถอนผู้ทุจริตสอบ ซึ่งอาจถูกมองว่าเป็นการผลักภาระให้ท้องถิ่นต้องเป็นผู้รับผิดชอบลงนามในคำสั่งแทนรัฐบาล
ณัฐพงษ์ตั้งคำถามว่า หากรัฐบาลมีความกล้าหาญทางการเมืองจริง เหตุใดจึงไม่ใช้อำนาจที่มีอยู่ในการจัดการปัญหาโดยตรง
นอกจากนี้ยังเชื่อมโยงไปถึงประเด็นปัญหา “สีเทา” ใน จ.ปราจีนบุรี รวมถึงกระบวนการตรวจสอบกรณีการโกงการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) โดยระบุว่า กระทรวงมหาดไทยหรือนายกรัฐมนตรีเองมีอำนาจในการดำเนินการ แต่กลับเลือกหลีกเลี่ยงการใช้อำนาจและหลีกเลี่ยงกระบวนการตรวจสอบ
ฝ่ายค้านตั้งคำถามปม “โกง สว.” กับการทำหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาล
ณัฐพงษ์ยังกล่าวถึงกรณีฝ่ายค้าน รวมถึง iLaw ภาคส่วนอื่น และสมาชิกวุฒิสภาบางส่วน ตรวจสอบกรณีการ “โกง สว.” โดยระบุว่ามีพยานหลักฐานที่อาจเชื่อมโยงกับนักการเมืองในพรรคภูมิใจไทย แต่ฝ่ายรัฐบาลกลับให้ความเห็นว่าเรื่องการ “โกง สว.” ไม่เกี่ยวข้องกับการเมือง และไม่ควรนำเข้าสู่การอภิปรายไม่ไว้วางใจ
ณัฐพงษ์มองว่า ท่าทีดังกล่าวเป็นการพยายามสกัดการทำหน้าที่ตรวจสอบของฝ่ายค้าน และสะท้อนถึงการขาดความกล้าหาญทางการเมืองในการเปิดพื้นที่ให้ฝ่ายค้านทำหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาลอย่างเต็มที่
คำถามใหญ่เรื่อง “ใครต้องรับผิดชอบ”
ความคืบหน้าการเพิกถอนผู้ทุจริตสอบท้องถิ่น 5,925 ราย จึงกำลังเดินมาถึงขั้นตอนสำคัญ เมื่อรายชื่อถูกส่งถึงทุกจังหวัดและเตรียมเข้าสู่กระบวนการของ ก.จังหวัด ก่อนส่งต่อไปยัง อปท. โดยมหาดไทยตั้งเป้าให้ดำเนินการภายในวันที่ 31 ส.ค. ขณะที่ฝ่ายท้องถิ่นยังมีข้อกังวลเรื่องอำนาจและความรับผิดชอบทางกฎหมาย
ด้านหนึ่ง กระทรวงมหาดไทยยืนยันว่าทุกขั้นตอนมีพยานหลักฐานรองรับ และแต่ละหน่วยงานต้องดำเนินการภายใต้กรอบอำนาจของตนเอง แต่อีกด้าน ฝ่ายค้านกลับตั้งคำถามว่า การส่งเรื่องให้ท้องถิ่นเป็นผู้ลงนามถอดถอนนั้น เป็นการแก้ปัญหาตามกฎหมาย หรือเป็นการผลักภาระจากส่วนกลางไปสู่หน่วยงานปลายทาง
ท้ายที่สุด ปมนี้จึงไม่ได้อยู่เพียงที่คำถามว่า “ใครทุจริต” แต่ขยับไปสู่คำถามที่ใหญ่กว่าว่า เมื่อพบการทุจริตแล้ว ใครต้องใช้อำนาจ ใครต้องลงนาม และใครต้องรับผิดชอบต่อผลของการตัดสินใจ ซึ่งเป็นโจทย์ที่ทั้งรัฐบาล มหาดไทย และท้องถิ่นต้องตอบให้ชัดเจนพร้อมกัน




