‘อนุทิน’ ย้ำคิวซักฟอกพร้อม 6 ธ.ค.ขึ้นไป ‘หัวหน้าเท้ง’ สวนยิ่งช้าประชาชนยิ่งเสียประโยชน์

28 ต.ค. 2569 - 15:39

  • ‘อนุทิน’ ยันรัฐบาลพร้อมซักฟอกตั้งแต่ 6 ธ.ค. อ้างเดือน พ.ย.ไม่มีคิวว่าง

  • ‘กรวีร์’ ชง 2 กรอบวันซักฟอก 6–9 หรือ 7–10 ธ.ค. ยันไม่ตั้งทีมองครักษ์พิทักษ์รัฐมนตรี

  • ‘ณัฐพงษ์’ สวนยิ่งเลื่อนยิ่งเสียประโยชน์ จับตาพรรคประชาชนเปิดปมทุนเทา-นิติสงคราม

‘อนุทิน’ ย้ำคิวซักฟอกพร้อม 6 ธ.ค.ขึ้นไป ‘หัวหน้าเท้ง’ สวนยิ่งช้าประชาชนยิ่งเสียประโยชน์

อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงกรณีปรากฏภาพพูดคุยกับ การดี เลียวไพโรจน์ สส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ว่าไม่มีอะไรต้องเคลียร์ใจ เพราะต่างคนต่างทำหน้าที่ เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีสโลแกน “โง่-ห่วย-เลว” ที่อาจถูกใช้ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ อนุทินหัวเราะก่อนกล่าวว่า ไม่มีประโยชน์ที่จะถามหรือตอบเรื่องนี้

อนุทินระบุว่า เสียดายที่การอภิปรายไม่ไว้วางใจไม่เกิดขึ้นในสัปดาห์นี้ เพราะจะทำให้เรื่องผ่านพ้นไปและรัฐบาลเดินหน้าทำงานด้านอื่นได้ พร้อมยืนยันว่ารัฐบาลไม่ใช่ฝ่ายที่เดินออกจากการประชุมวิป 3 ฝ่าย แต่เป็นฝ่ายค้านที่วอล์กเอาต์

ย้ำรัฐบาลพร้อมซักฟอก 6 ธ.ค. ชี้เดือน พ.ย.ไม่มีคิวว่าง

อนุทินกล่าวว่า รัฐบาลได้แจ้งประธานรัฐสภาแล้วว่ามีความพร้อมตั้งแต่วันที่ 6 ธันวาคมเป็นต้นไป โดยขณะนี้ขึ้นอยู่กับการประชุมวิปและการตัดสินใจของประธานสภาผู้แทนราษฎร ส่วนเดือนพฤศจิกายนไม่สามารถจัดการอภิปรายต่อเนื่อง 4 วันและลงมติอีก 1 วันได้ เนื่องจากนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีมีภารกิจที่กำหนดไว้ล่วงหน้า

เมื่อถูกถามถึงการอภิปรายในช่วงสัปดาห์ที่ 2 ของเดือนธันวาคม ซึ่งมีวันหยุดหลายวัน อนุทินระบุว่า หากฝ่ายค้านไม่มีปัญหากับการประชุมวันเสาร์และวันอาทิตย์ รัฐบาลก็ไม่มีปัญหาเช่นกัน รวมถึงวันหยุดชดเชย โดยพร้อมรับฟังการอภิปรายและชี้แจง เพื่อให้เกียรติสภาฯ และฝ่ายค้านอย่างเต็มที่

อนุทินย้ำว่า รัฐมนตรีทั้ง 18 คนได้ยกเลิกภารกิจเพื่อเตรียมตอบการอภิปรายในสัปดาห์นี้แล้ว แต่ภารกิจที่เลื่อนไปไว้ในเดือนพฤศจิกายนไม่สามารถขยับออกไปได้อีก จึงจำเป็นต้องหาช่วงเวลาที่เร็วที่สุด ซึ่งคือวันที่ 6 ธันวาคมเป็นต้นไป โดยเหลือเวลาอีกประมาณ 6 สัปดาห์

วิปรัฐบาลเสนอ 2 กรอบวันซักฟอก นัดถก 3 ฝ่ายเคาะข้อสรุป

กรวีร์ ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล หรือวิปรัฐบาล เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีแจ้งช่วงเวลาที่สะดวกให้สภาฯ ทราบแล้วตั้งแต่วันที่ 6 ธันวาคมเป็นต้นไป โดยวิปรัฐบาลประสานประธานสภาผู้แทนราษฎรเพื่อนัดประชุมวิปร่วม 3 ฝ่าย ประกอบด้วยคณะรัฐมนตรี ฝ่ายรัฐบาล และฝ่ายค้าน ภายในสัปดาห์นี้ หรืออย่างช้าไม่เกินวันพฤหัสบดี เพื่อสรุปกรอบวันและเวลาให้ชัดเจน

จากการหารือเบื้องต้น ทั้งสองฝ่ายเห็นตรงกันว่าจะจัดอภิปราย 4 วันเต็ม และลงมติอีก 1 วัน โดยมีกรอบเวลา 2 แนวทาง ได้แก่ วันที่6-9 ธันวาคมและลงมติวันที่ 10 ธันวาคม หรือวันที่ 7-10 ธันวาคม และลงมติวันที่ 11 ธันวาคม

คณะรัฐมนตรีสะดวกทั้งสองช่วงเวลา แต่เนื่องจากวันที่ 6 ธันวาคมตรงกับวันอาทิตย์ หากหลีกเลี่ยงการประชุมในวันเสาร์และวันอาทิตย์ได้ก็จะเป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่าย จึงต้องหารือในที่ประชุมวิป 3 ฝ่ายอีกครั้ง

วิปรัฐบาลยันไม่ตั้งทีมองครักษ์ ชี้ ‘กล้าธรรม’ ใช้โควตาฝ่ายค้าน

กรวีร์กล่าวว่า โดยปกติการประชุมสภาฯ เริ่มตั้งแต่เวลา 09.00-24.00 น. หรือประมาณ 15 ชั่วโมงต่อวัน รวม 4 วันจะมีเวลาประมาณ 60 ชั่วโมง จึงต้องจัดสรรเวลาให้ฝ่ายค้านซักถามและคณะรัฐมนตรีชี้แจงอย่างเหมาะสม

สำหรับพรรคกล้าธรรม ซึ่งปัจจุบันไม่มีตำแหน่งในคณะรัฐมนตรี รวมถึงตำแหน่งประธานและรองประธานสภาฯ จึงมีสถานะเป็นฝ่ายค้านและยืนยันสิทธิขออภิปราย โดยเวลาของพรรคกล้าธรรมจะต้องจัดสรรจากโควตาฝ่ายค้าน เนื่องจากโควตาฝ่ายรัฐบาลมีไว้สำหรับการตอบคำถามของคณะรัฐมนตรี ไม่ได้จัดเวลาให้ สส.ฝ่ายรัฐบาลอภิปราย

ประธานวิปรัฐบาลยืนยันว่า จะไม่มีการตั้งทีมองครักษ์พิทักษ์รัฐมนตรี โดย สส.ฝ่ายรัฐบาลพร้อมรับฟังข้อกล่าวหาจากฝ่ายค้านโดยไม่ประท้วงซ้ำซาก เว้นแต่มีการพาดพิงบุคคลภายนอกจนเกิดความเสียหาย หรือกล่าวหาพรรคการเมืองนอกเหนือจากการบริหารงานของคณะรัฐมนตรี ซึ่ง สส.มีสิทธิประท้วงเพื่อรักษากรอบข้อบังคับการประชุม

กรวีร์ระบุว่า นายกรัฐมนตรีมีความพร้อมและไม่ได้กังวลต่อการชี้แจงในสภาฯ โดยได้เตรียมข้อมูลร่วมกับคณะรัฐมนตรีเพื่อรับมือทุกข้อกล่าวหา พร้อมท้าทายฝ่ายค้านให้นำหลักฐานที่ชัดเจนมาแสดงต่อสภาฯ และประชาชน เพื่อให้การตรวจสอบมีเนื้อหาสาระ ไม่ใช่เพียงคำกล่าวหาที่สร้างความสนุกหรือความสะใจ แต่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อสาธารณะ

ส่วนทิศทางการลงมติและการทำงานร่วมกันระหว่างพรรคกล้าธรรมกับพรรคภูมิใจไทยในอนาคต กรวีร์เห็นว่ายังเร็วเกินไปที่จะพูดถึง โดยต้องให้ สส.รับฟังข้อมูลจากการอภิปรายของฝ่ายค้านและคำชี้แจงของรัฐมนตรีก่อนตัดสินใจ

‘ณัฐพงษ์’ สวนรัฐบาลถ่วงเวลาซักฟอก ยิ่งเลื่อนประชาชนยิ่งเสียประโยชน์

ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน กล่าวถึงการเจรจากำหนดวันอภิปรายไม่ไว้วางใจว่า ฝ่ายที่ไม่พร้อมมากที่สุดคือนายกรัฐมนตรี โดยยืนยันว่าฝ่ายค้านพร้อมอภิปรายเมื่อใดก็ได้ และยิ่งจัดให้เร็วเท่าไรก็ยิ่งเป็นผลดีต่อประชาชน

ณัฐพงษ์ระบุว่า หากรัฐบาลเสนอกรอบอภิปราย 4 วันและลงมติอีก 1 วัน ฝ่ายค้านไม่มีปัญหา รวมถึงการประชุมในวันเสาร์และวันอาทิตย์ ซึ่งน่าจะทำให้สามารถหาวันอภิปรายในเดือนพฤศจิกายนได้ แม้นายกรัฐมนตรีจะมีภารกิจเข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียนและเอเปคก็ตาม

หัวหน้าพรรคประชาชนมองว่า การเลื่อนการอภิปรายไปเป็นเดือนธันวาคมเป็นความพยายามถ่วงเวลาและหลีกเลี่ยงการถูกตรวจสอบ พร้อมเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีเข้าสภาฯ เพื่อเผชิญหน้ากับการอภิปรายโดยเร็วที่สุด

จับตาคดี ‘เบน สมิธ’ พรรคประชาชนเตรียมเปิดปมเครือข่ายทุนเทา

ณัฐพงษ์กล่าวถึงการออกหมายจับ เบน สมิธและพวก ว่า เครือข่ายทุนสีเทาอาจมีความเชื่อมโยงกับเครือข่ายนักการเมือง โดยประเด็นสำคัญคือจะสามารถสาวไปถึงผู้มีอำนาจระดับสูงได้หรือไม่ ซึ่งพรรคประชาชนได้วางตัวบุคคลเพื่อตรวจสอบเรื่องนี้แล้ว และจะรอดูรายละเอียดในศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจ

ส่วนข้อสังเกตว่าการออกหมายจับอาจเกี่ยวข้องกับกรณีคดีเพจ God Damm หลัง สส.พรรคประชาชนแชร์โพสต์จนเจ้าหน้าที่ติดตามสืบสวนได้รวดเร็วหรือไม่นั้น ณัฐพงษ์ยืนยันว่าไม่เกี่ยวข้องกัน

ขณะที่กรณีพรรคภูมิใจไทยยื่นฟ้องจริยธรรม รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน เป็นความพยายามกำจัดบุคคลสำคัญของฝ่ายค้านก่อนการอภิปรายหรือไม่นั้น ณัฐพงษ์กล่าวว่า ผู้มีอำนาจรัฐ รวมถึงองค์กรอิสระและหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรม พยายามใช้กระบวนการที่เรียกว่า “นิติสงคราม” เพื่อทำลายผู้ตรวจสอบอำนาจรัฐมาโดยตลอด

เขาระบุว่า ประเด็นดังกล่าวเป็นภาพใหญ่และหัวใจสำคัญของการวางธีมอภิปรายไม่ไว้วางใจของฝ่ายค้าน โดยมุ่งตรวจสอบสิ่งที่เรียกว่า “ระบอบสีน้ำเงิน” ซึ่งพรรคประชาชนมองว่าเป็นศัตรูและอาชญากรรมในระบอบประชาธิปไตย

พรรคประชาชนเดินหน้าตรวจสอบโซลาร์ภาคประชาชน เสนอรัฐหนุนแบตเตอรี่เกลือ

ณัฐพงษ์กล่าวถึงโครงการโซลาร์ภาคประชาชนที่เปิดให้ลงทะเบียนว่า พรรคประชาชนจะเดินหน้าตรวจสอบความสัมพันธ์และความเป็นไปได้ในการเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มทุนที่เข้ามารับเหมาโครงการอย่างเต็มที่ โดยย้ำว่าการดำเนินนโยบายต้องคำนึงถึงความเป็นธรรม ความโปร่งใส และต้องไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อนกับผู้รับเหมา

อย่างไรก็ตาม เขามองว่าการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงานไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการติดตั้งโซลาร์บนหลังคาบ้าน แต่ยังรวมถึงการติดตั้งแบตเตอรี่ขนาดใหญ่ในระบบโครงข่ายไฟฟ้า หรือกริด ซึ่งแตกต่างจากแบตเตอรี่ที่ใช้ในบ้านเรือนทั่วไป

ณัฐพงษ์กล่าวว่า มหาวิทยาลัยขอนแก่นมีองค์ความรู้และแนวทางการผลิตแบตเตอรี่เกลือ โดยใช้ทรัพยากรแร่เกลือใต้พื้นดินในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งมีคุณสมบัติเหมาะสมและมีปริมาณเพียงพอสำหรับการพัฒนาอุตสาหกรรมดังกล่าว แต่สิ่งที่ยังขาดคือความชัดเจนด้านนโยบายจากรัฐบาล

เขาระบุว่า การลงทุนตลอดห่วงโซ่อุปทานเพื่อผลิตแบตเตอรี่เกลือสำหรับการเปลี่ยนผ่านพลังงานอาจใช้เงินลงทุนประมาณ 20,000-30,000 ล้านบาท และสามารถใช้วัตถุดิบกับองค์ประกอบการผลิตภายในประเทศ หรือ Local Content ได้เกือบทั้งหมด ต่างจากแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนที่ไทยยังไม่สามารถผลิตได้ในระดับเดียวกัน

เมื่อถูกถามว่าหากประชาชนเข้าร่วมโครงการโซลาร์ภาคประชาชนน้อย จะสะท้อนถึงความล้มเหลวและความไม่คุ้มค่าของการใช้เงินกู้หรือไม่ ณัฐพงษ์กล่าวว่า หลักการของโครงการสอดคล้องกับแนวนโยบายของพรรคประชาชนอยู่แล้ว แต่รายละเอียดและวิธีปฏิบัติอาจมีปัญหาบางประการ จึงต้องตรวจสอบให้มั่นใจว่าโครงการมีความเป็นธรรม โปร่งใส และไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อนกับกลุ่มผู้รับเหมา

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์