เปิดศึกกองทุนอดีต สส.-สว. ‘วันนอร์’ ขอเติมเงิน ‘หมอวรงค์’ ค้านเต็มที่

22 ส.ค. 2569 - 13:31

  • ส่องวิวาทะศึก “กองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา”

  • ‘วันนอร์’ ย้ำอดีต สส.ไม่ได้รวยทุกคน จี้คืนงบเพื่อดูแลผู้เดือดร้อน

  • ‘หมอวรงค์’ ค้านใช้เงินภาษีเลี้ยงนักการเมืองตลอดชีวิต

เปิดศึกกองทุนอดีต สส.-สว. ‘วันนอร์’ ขอเติมเงิน ‘หมอวรงค์’ ค้านเต็มที่

ประเด็น “กองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา” ถูกหยิบขึ้นมาพิจารณากลางวงประชุมคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570 จุดชนวนความเห็นต่างขึ้นอีกครั้ง

ขณะที่ฝ่ายหนึ่งมองว่าเป็นหลักประกันเพื่อช่วยเหลืออดีตสมาชิกรัฐสภาที่ประสบความเดือดร้อน แต่อีกฝ่ายตั้งคำถามถึงความจำเป็นและเห็นว่าการดำรงชีพหลังพ้นตำแหน่งไม่ควรถูกผลักให้เป็นภาระของประชาชน

‘วันนอร์’ ชี้อดีต สส.ไม่ได้รวยทุกคน จี้คืนงบกองทุน

ในการประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570 (21 สิงหาคม 2569) ซึ่งมีภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะรองประธาน กมธ. คนที่สอง ทำหน้าที่ประธาน ที่ประชุมพิจารณารายงานการแปรญัตติเพิ่มและการเปลี่ยนแปลงงบประมาณ

ช่วงหนึ่ง วันมูหะมัดนอร์ มะทา กรรมาธิการ ได้อภิปรายถึง “กองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา” หลังทราบว่ามีการปรับลดและตัดงบฯ ออกทั้งหมด ทั้งที่กองทุนดังกล่าวจัดตั้งขึ้นตามกฎหมาย พร้อมยกตัวอย่างอดีต สส.ที่ประสบปัญหาด้านการเงินจนไม่สามารถรับภาระค่ารักษาพยาบาลหรือค่าเช่าที่พักได้

วันมูหะมัดนอร์อ้างว่า เคยได้รับโทรศัพท์จากอดีต สส.รายหนึ่งซึ่งขณะนั้นกำลังรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลและต้องการเงินประมาณ 5,000 บาทเพื่อชำระค่ารักษาพยาบาลก่อนออกจากโรงพยาบาล แต่ไม่สามารถโอนเงินเข้าบัญชีส่วนตัวได้ เนื่องจากถูกเจ้าหนี้ยึดเงินทั้งหมด ขณะที่บางรายถึงขั้นถูกไล่ออกจากห้องเช่าเพราะไม่มีเงินจ่ายค่าเช่า แม้มีลูก แต่ด้วยเรื่องศักดิ์ศรีจึงไม่ต้องการพึ่งพาลูก

พร้อมระบุว่า “อดีต สส.ไม่ได้รวยทุกคน” โดยมีอดีต สส.ประมาณ 1,800 คนที่เข้ามาขอรับความช่วยเหลือจากกองทุน ขณะที่ 458 คนไม่ได้ขอรับ และแต่ละปีต้องใช้งบประมาณประมาณ 600-700 ล้านบาท แต่ที่ผ่านมาได้รับการจัดสรรเพียง 200 ล้านบาท ซึ่งไม่เพียงพอ และตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2569 ก็ไม่มีการจ่าย ต้องรอการจัดสรรงบประมาณใหม่

“อดีต สส.ไม่ได้รวยทุกคน ที่ผมเห็นข้อมูล อดีต สส.มาขอเงิน 1,800 คน ที่ไม่มาขอ 458 คน แต่ละปีต้องใช้งบ 600-700 ล้านบาท... ถ้าไม่ให้ถือว่าไม่เป็นธรรม”

วันมูหะมัดนอร์ มะทา

ชี้ต้องรักษา “เกียรติ-ศักดิ์ศรี” อดีตผู้แทนราษฎร

วันมูหะมัดนอร์ยังย้ำว่า การเป็นอดีต สส.ไม่ได้หมายความว่าจะหมดภาระหรือไม่ต้องได้รับการดูแล เพราะอดีตผู้แทนจำนวนหนึ่งยังคงใช้ชีวิตอยู่กับประชาชนและมีภาระมากกว่าช่วงดำรงตำแหน่งด้วยซ้ำ จึงเห็นว่าการจัดสวัสดิการควรคำนึงถึงเกียรติและศักดิ์ศรีของอดีตสมาชิกสภาฯ

พร้อมยกตัวอย่างว่า หลายประเทศ เช่น กัมพูชาและลาว ยังมีสวัสดิการสำหรับอดีต สส. หากสภาฯ ตัดงบกองทุนออกทั้งหมด อาจกระทบต่อการบริหารกองทุน ซึ่งมีประธานสภาฯ เป็นประธานกองทุน

420 ล้านปี 69 แต่เงินสดจ่อ “ติดลบ” 242 ล้าน

ข้อมูลสถานะการเงินทำให้เห็นภาพภาระของกองทุนชัดเจนขึ้น โดยปีงบประมาณ 2569 กองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภาได้รับจัดสรรงบประมาณ 420.23 ล้านบาท ขณะที่ปี 2570 ได้รับจัดสรรในร่างงบประมาณ 294 ล้านบาท แม้สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรจะเสนอของบสำหรับกองทุนสูงถึงประมาณ 726.69 ล้านบาท ก็ตาม โดยตัวเลขดังกล่าวถูกรายงานไว้ในข้อมูลเกี่ยวกับสถานะการเงินและงบประมาณของกองทุน

ที่น่าจับตาคือ ประมาณการสถานะการเงินระบุว่า ปี 2569 กองทุนมีรายรับประมาณ 420.23 ล้านบาท แต่มีรายจ่ายสูงถึง 941.45 ล้านบาท ส่งผลให้เงินสดสะสมถูกใช้จนหมด และเมื่อเข้าสู่ปีงบประมาณ 2570 มีประมาณการเงินสดคงเหลือต้นงวด ติดลบ 242.60 ล้านบาท ขณะที่รายจ่ายปี 2570 ยังประเมินไว้สูงถึง 726.69 ล้านบาท

ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่า ปัญหาของกองทุนไม่ได้มีเพียงเรื่อง “จะได้รับงบฯ เพิ่มหรือไม่” แต่ยังอยู่ที่โครงสร้างรายรับและรายจ่าย ซึ่งภาระเพิ่มขึ้นเร็วกว่ารายรับอย่างมีนัยสำคัญ โดยสมาชิกสมาชิกรัฐสภาปัจจุบันส่งเงินสมทบเข้ากองทุน เดือนละ 3,500 บาทต่อคน ขณะที่รายจ่ายของกองทุนอยู่ในระดับสูงกว่ารายรับและเงินสมทบอย่างมาก ทั้งนี้ ข้อมูลที่เผยแพร่เกี่ยวกับกองทุนยังระบุว่า ช่วงปี 2563-2568 รายจ่ายสูงกว่ารายรับโดยเฉลี่ยประมาณ 20 ล้านบาทต่อปี

มีสิทธิ 3,832 คน แต่รับเงินจริง 1,291 คน

อีกตัวเลขสำคัญที่ต้องแยกจากกันคือ “ผู้มีสิทธิ” กับ “ผู้รับเงินทุนเลี้ยงชีพจริง” โดยข้อมูลจากเว็บไซต์กองทุนฯ ระบุว่า ณ วันที่ 30 กันยายน 2567 มีอดีต สส.และ สว.ที่มีสิทธิได้รับเงินทุนเลี้ยงชีพรวม 3,832 คน ขณะที่รายงานงบการเงินปีงบประมาณ 2567 ซึ่งสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินรับรอง ระบุว่ามีผู้ยื่นรับเงินทุนเลี้ยงชีพ 1,291 คน และในจำนวนนี้มีผู้ยื่นรับเงินทุนเพิ่มในปี 2567 จำนวน 334 คน

ดังนั้น ตัวเลข 3,832 คนไม่ได้หมายความว่าอดีต สส.และ สว.ทั้งหมดกำลังรับเงินทุนเลี้ยงชีพอยู่ในเวลาเดียวกัน แต่เป็นจำนวนผู้ที่มีสิทธิตามหลักเกณฑ์ ขณะที่จำนวนผู้ยื่นรับเงินจริงอยู่ที่ 1,291 คน ส่วนภาระของกองทุนไม่ได้มีเฉพาะเงินทุนเลี้ยงชีพ แต่ยังรวมถึง ค่ารักษาพยาบาล เงินช่วยเหลือกรณีทุพพลภาพ กรณีถึงแก่กรรม และสิทธิด้านการศึกษาบุตร โดยในปีงบประมาณ 2567 กองทุนมีรายจ่ายรวมประมาณ 234 ล้านบาท ในจำนวนนี้เป็นเงินทุนเลี้ยงชีพประมาณ 207 ล้านบาท และค่ารักษาพยาบาลประมาณ 20.6 ล้านบาท

เงินทุนเลี้ยงชีพสูงสุด 42,738 บาทต่อเดือน

ส่วนประเด็นที่ถูกเรียกในทางการเมืองว่า “บำนาญ” นั้น ในทางกฎหมายใช้คำว่า “เงินทุนเลี้ยงชีพ” โดยอัตราการจ่ายคำนวณตามหลักเกณฑ์ของกองทุนและสัมพันธ์กับเงินประจำตำแหน่งเดือนสุดท้าย โดยอัตราสูงสุดอยู่ที่ 60% ของเงินประจำตำแหน่งเดือนสุดท้าย

รัฐบาลและกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมชี้แจงกรณีมีการเผยแพร่ข้อมูลว่าอดีต สส.กว่า 1,400 คนได้รับ “บำนาญ” สูงสุด 79,000 บาทต่อเดือนว่าเป็นข้อมูลบิดเบือน พร้อมระบุว่าเงินทุนเลี้ยงชีพตามหลักเกณฑ์มีอัตราสูงสุด 42,738 บาทต่อเดือน หรือ 60% ของเงินประจำตำแหน่งเดือนสุดท้าย

ขณะที่ข้อมูลเกี่ยวกับหลักเกณฑ์การคำนวณระบุว่า อัตราเงินทุนเลี้ยงชีพแบ่งตามระยะเวลาที่นำมาคำนวณ ตั้งแต่ 30% ถึง 60% ของเงินประจำตำแหน่งเดือนสุดท้าย ดังนั้นจึงไม่ใช่ว่าอดีต สส.และ สว.ทุกคนจะได้รับเงินในอัตราเดียวกัน หรือได้รับสูงสุด 42,738 บาทต่อเดือนทั้งหมด

ดังนั้น การกล่าวถึง “บำนาญกว่า 20,000 บาทต่อเดือน” ควรแยกให้ชัดว่า ในทางกฎหมายของกองทุนคือ เงินทุนเลี้ยงชีพ และจำนวนเงินที่แต่ละคนได้รับขึ้นอยู่กับระยะเวลาที่นำมาคำนวณและหลักเกณฑ์ที่กำหนด โดยอัตราสูงสุดที่หน่วยงานรัฐยืนยันคือ 42,738 บาทต่อเดือน ไม่ใช่ 79,000 บาทตามข้อมูลที่มีการเผยแพร่ก่อนหน้านี้

‘ภราดร’ เหน็บพวกย้อนแย้ง “รับเงิน” แต่พูดให้คนด่านักการเมือง

ด้าน ภราดร กล่าวว่า ประเด็นที่วันมูหะมัดนอร์เสนอถือเป็นข้อสังเกตที่ต้องนำไปหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่าจะดำเนินการอย่างไร โดยยอมรับว่าทั้ง สส.และอดีต สส.มีประเด็นด้านสวัสดิการที่ต้องพิจารณา

อย่างไรก็ตาม ภราดรได้ตั้งข้อสังเกตถึง “นักการเมืองบางราย” ที่ออกมาวิพากษ์วิจารณ์เรื่องกองทุน ทั้งที่ตัวเองก็ยังได้รับสวัสดิการอยู่ โดยระบุว่า มีผู้ที่ออกมาพูดในลักษณะต้องการให้สังคมต่อว่านักการเมือง แต่ท้ายที่สุดตัวเองก็ยังรับเงินและใช้สิทธิประโยชน์จากกองทุน

ประเด็นดังกล่าวกลายเป็นจุดเชื่อมไปสู่การโต้กลับของ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคไทยภักดี ซึ่งออกมาประกาศจุดยืนคัดค้านการเติมเงินให้กองทุนอย่างชัดเจน

‘หมอวรงค์’ สวนไม่ควรให้ประชาชนเลี้ยงดูตลอดชีวิต

นพ.วรงค์เห็นว่า สส.และ สว.ไม่ควรได้รับการดูแลจากประชาชนไปตลอดชีวิต พร้อมวิจารณ์กรณีการรับเงินทุนเลี้ยงชีพเดือนละกว่า 20,000 บาทว่าเป็นการเอาเปรียบประชาชน

นพ.วรงค์ระบุว่า หากอดีต สส.หรืออดีต สว.ประสบปัญหาทางการเงินจนไม่สามารถจ่ายค่ารักษาพยาบาลได้ ก็ควรใช้สิทธิสวัสดิการที่มีอยู่สำหรับประชาชนทั่วไป เช่น บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ไม่ควรนำสถานะความเป็นอดีตผู้แทนมาเป็นเหตุผลในการขอรับเงินภาษีเพื่อจุนเจือตนเอง

นอกจากนี้ยังชี้ว่า อดีตสมาชิกสภาฯ ยังมีสิทธิสวัสดิการอื่นอยู่แล้ว ทั้งค่ารักษาพยาบาลปีละ 10,000 บาท และสิทธิเกี่ยวกับการศึกษาของบุตร จึงเห็นว่าเป็นสิทธิที่สูงกว่าประชาชนทั่วไป และไม่ควรเพิ่มภาระให้กับงบประมาณแผ่นดิน

ยอมรับ “เคยรับสวัสดิการ” แต่โต้ ‘ภราดร’ ท้าดีเบต

สำหรับกรณีที่ภราดรวิจารณ์นักการเมืองที่โจมตีกองทุนว่าเป็นการ “หาแสง” ทั้งที่ตัวเองก็รับเงินสวัสดิการ นพ.วรงค์ยอมรับว่าเคยรับเงินดังกล่าวจริง แต่ระบุว่าปัจจุบันตนมีสำนึกและรับฟังเสียงของประชาชนมากขึ้น โดยมองว่าการออกกฎหมายเพื่ออนุมัติเงินภาษีประชาชนมาเลี้ยงดูพวกพ้องเป็นเรื่องที่ไม่ควรเกิดขึ้น

“ผมไม่ได้หาแสง แต่ผมทำตามความต้องการของประชาชน พวกหาแสงคือพวกที่พูดเฉยๆ แต่ไม่ทำอะไร ผมขอท้าคุณภราดรมาดีเบตกันในสภาฯ ในวาระ 2 ช่วงที่มีการถ่ายทอดสดเลยดีกว่า”

นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม

นพ.วรงค์ยังเสนอให้เปิดทางประชาชนมีส่วนร่วมตัดสินใจ โดยเรียกร้องให้สภาฯ หรือสำนักโพลที่น่าเชื่อถือจัดทำแบบสำรวจความคิดเห็นทั่วประเทศว่า ประชาชนเห็นด้วยหรือไม่กับการนำเงินภาษีไปจ่ายเป็นเงินทุนเลี้ยงชีพให้อดีต สส.และ สว.เดือนละกว่า 20,000 บาทจนกระทั่งเสียชีวิต

“นี่คือเงินภาษีประชาชน ไม่ใช่เงินของนักการเมือง ดังนั้นต้องถามเจ้าของเงินว่าเขาเห็นด้วยไหม อย่ามาแอบอ้างทำกันเองในสภาฯ ผมพร้อมที่จะดีเบตเรื่องนี้แบบเห็นหน้ากันในสภาฯ เพื่อให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสิน”

นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม

จาก “ศักดิ์ศรีอดีตผู้แทนฯ” สู่คำถาม “ใครต้องแบกภาระ”

ข้อถกเถียงเรื่องกองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภาจึงกำลังขยับจากคำถามว่า “อดีต สส.ลำบากจริงหรือไม่” ไปสู่คำถามที่ใหญ่กว่า คือรัฐควรจัดสวัสดิการให้ผู้เคยทำหน้าที่ฝ่ายนิติบัญญัติในระดับใด และภาระดังกล่าวควรตกอยู่กับงบประมาณแผ่นดินมากน้อยเพียงใด

ระหว่าง ‘วันมูหะมัดนอร์ มะทา’ ที่มองว่าสวัสดิการคือหลักประกันเพื่อรักษาเกียรติและศักดิ์ศรีของอดีตผู้แทน กับ ‘นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม’ ที่ตั้งคำถามถึงการใช้เงินภาษีเพื่อดูแลนักการเมืองหลังพ้นตำแหน่งตลอดชีวิต ปมกองทุนจึงกลายเป็นมากกว่าการจัดสรรงบประมาณ

แต่คือโจทย์เรื่อง ความเหมาะสม ความยั่งยืน และความเป็นธรรมต่อประชาชน ว่า สวัสดิการของอดีตผู้แทนควรมีขอบเขตเพียงใด และใครควรเป็นผู้รับภาระค่าใช้จ่ายดังกล่าวในท้ายที่สุด

ดูเพิ่มเติม

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์