ความมั่นคงทางพลังงานและราคาน้ำมันไม่ได้เป็นเพียงตัวเลขบนป้ายราคาสถานีบริการน้ำมัน แต่คือกระดูกสันหลังของระบบเศรษฐกิจและเครื่องชี้วัดอุณหภูมิทางการเมืองที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งของประเทศไทย
หากจะพิจารณาประวัติศาสตร์การเมืองไทยในรอบกึ่งศตวรรษที่ผ่านมา เราจะพบว่าราคาน้ำมันทำหน้าที่เป็นทั้ง "ชนวนเหตุ" ของการล่มสลายของรัฐบาล และเป็น "เครื่องมือ" ในการสร้างคะแนนนิยมผ่าน "นโยบายประชานิยม" อย่างแนบแน่น
ในขณะเดียวกัน มิติด้านวัฒนธรรมอย่างบทเพลงลูกทุ่ง "น้ำมันแพง" ของ "สรวง สันติ" ก็ทำหน้าที่เป็นจดหมายเหตุทางสังคมที่บันทึกความรู้สึกร่วมของราษฎรท่ามกลางวิกฤตการณ์โลกได้อย่างมีสีสันและทรงพลังที่สุด
'สรวง สันติ' กับ วิกฤตการณ์น้ำมันครั้งที่ 1 และ 2
ในช่วงปี พ.ศ. 2516 ถึง 2523 โลกเผชิญกับสิ่งที่เรียกว่า "วิกฤตการณ์น้ำมัน" (Oil Shock) 2 ระลอกใหญ่ ซึ่งทั้งสองเหตุการณ์มีจุดเริ่มต้นจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางที่แหลมคมที่สุดในประวัติศาสตร์สมัยใหม่
วิกฤตการณ์น้ำมันครั้งแรกในปี 2516 เกิดจาก สงครามยมคิปปูร์ (Yom Kippur War) เมื่อกลุ่มประเทศอาหรับที่นำโดยอียิปต์และซีเรียเปิดฉากโจมตีอิสราเอล เพื่อกดดันประเทศตะวันตกที่สนับสนุนอิสราเอล กลุ่มโอเปค (OPEC) จึงประกาศลดกำลังการผลิตและคว่ำบาตรการส่งออกน้ำมัน ส่งผลให้ราคาน้ำมันโลกพุ่งสูงขึ้นกว่า 4 เท่าภายในระยะเวลาไม่กี่เดือน
สำหรับประเทศไทยที่ในขณะนั้นยังต้องนำเข้าน้ำมันเกือบทั้งหมด ผลกระทบจึงรุนแรงและฉับพลัน รัฐบาลต้องประกาศมาตรการประหยัดพลังงานอย่างเข้มงวด
ในบรรยากาศความตึงเครียดนี้เอง สรวง สันติ ศิลปินสายร็อกลูกทุ่งที่มีสไตล์ดนตรีล้ำสมัยแบบไซคีเดลิค ร็อก (Psychedelic Rock) ได้แต่งเพลง "น้ำมันแพง" ออกมาในปี 2517 เนื้อร้องที่ว่า "น้ำมันขาดแคลน คุยกับแฟนก็ต้องดับไฟ" ไม่ใช่แค่คำเปรียบเปรยที่ตลกขบขัน แต่เป็นการสะท้อนความจริงที่ว่ารัฐบาลในยุคนั้นมีมาตรการสั่ง "ดับไฟ" ในบางช่วงเวลาเพื่อประหยัดเชื้อเพลิง
จุดจบของ "รัฐบาลเกรียงศักดิ์" เมื่อน้ำมันล้มรัฐบาล
วิกฤตการณ์น้ำมันครั้งที่ 2 ในปี 2522 ซึ่งเกิดจากการ ปฏิวัติอิหร่าน ทำให้ปริมาณน้ำมันดิบหายไปจากตลาดโลกอย่างมหาศาล
รัฐบาลภายใต้การนำของ พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ตกอยู่ในที่นั่งลำบาก เมื่อพยายามตรึงราคาน้ำมันจนกองทุนน้ำมัน (ซึ่งเพิ่งตั้งขึ้นได้ไม่นาน) รับภาระไม่ไหว ในที่สุดรัฐบาลจำเป็นต้องตัดสินใจปรับขึ้นราคาน้ำมันและก๊าซหุงต้มอย่างรุนแรงในช่วงต้นปี 2523
การขึ้นราคาน้ำมันครั้งนั้นกลายเป็น "ฟางเส้นสุดท้าย" ที่ทำให้เกิดการชุมนุมประท้วงใหญ่จากทั้งนิสิต นักศึกษา กรรมกร และประชาชนทั่วไป ความกดดันมหาศาลทำให้ พล.อ.เกรียงศักดิ์ ตัดสินใจประกาศลาออกกลางสภาผู้แทนราษฎรพร้อมคำพูดอมตะว่า "เมื่อผมไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ ผมก็ขอลาราชการ" เพื่อป้องกันการนองเลือดและรักษาความสงบ
เหตุการณ์นี้เป็นบทเรียนครั้งสำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองไทยว่า "ราคาน้ำมัน" คือตัวแปรที่สามารถโค่นล้มรัฐบาลที่มีอำนาจเต็มมือได้ภายในพริบตา
'ทักษิณ ชินวัตร' กับการเมือง 'กองทุนน้ำมัน' และ 'สงครามอิรัก'
เมื่อกาลเวลาล่วงเลยมาถึงยุคของ ทักษิณ ชินวัตร บริบททางการเมืองและเศรษฐกิจของไทยได้เปลี่ยนไปสู่ยุค "ประชานิยม" (Populism) ที่มีการบริหารจัดการทรัพยากรอย่างเข้มข้นผ่านมาตรการทางเศรษฐกิจใหม่
ในช่วงปี 2546 - 2548 โลกเผชิญกับความผันผวนของราคาน้ำมันอีกครั้งจากการที่สหรัฐอเมริกาบุกอิรัก และ ความไม่สงบในเวเนซุเอลา ซึ่งเป็นผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่
รัฐบาลทักษิณ ซึ่งเน้นนโยบายลดค่าครองชีพได้ใช้กลไก "กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง" เข้ามาอุดหนุนราคาอย่างหนัก เพื่อตรึงราคาน้ำมันดีเซลไว้ไม่ให้เกินลิตรละ 14.59 บาท
การตรึงราคาในลักษณะนี้สร้างความนิยมให้กับรัฐบาลอย่างมาก แต่ในทางกลับกัน มันได้สร้าง "ระเบิดเวลา" ทางการคลัง กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงมียอดหนี้สะสมพุ่งสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ถึง 92,070 ล้านบาท
จนในที่สุดรัฐบาลต้องยอมประกาศ "ลอยตัว" ราคาน้ำมันในช่วงเดือนกรกฎาคม 2548 ทำให้ราคาดีเซลกระโดดขึ้นไปอยู่ที่ลิตรละ 22.49 บาททันที
ในช่วงที่ราคาน้ำมันกลายเป็นวิกฤตการณ์ทางการเมืองที่ร้อนระอุในปี 2548 เพลง "น้ำมันแพง" ของสรวง สันติ ก็ถูกปัดฝุ่นนำกลับมาเขย่าขวัญปนสนุกอีกครั้งโดยเจ้าพ่อเพลงรำวงอย่าง อ๊อด โฟร์เอส ในอัลบั้ม "รำวงชาวบ้าน ชุด 10" ที่วางจำหน่ายครั้งแรกในปี 2548 ซึ่งเป็นปีที่รัฐบาลประกาศยุติการอุ้มราคาน้ำมันพอดี
การที่ อ๊อด โฟร์เอส นำเพลงนี้กลับมาร้องในจังหวะรำวงโป๊งๆ ชึ่ง ทำให้เพลง "น้ำมันแพง" กลายเป็นไวรัลในยุคนั้นอีกครั้ง ชาวบ้านหยิบมาร้องรำทำเพลงเพื่อเสียดสีสถานการณ์เศรษฐกิจที่น้ำมันลิตรละ 14 บาทหายไป และกลายเป็น 22 บาทเข้ามาแทนที่
นอกจากนี้ยังมีศิลปินคนอื่นๆ ที่นำเพลงนี้มาร้องใหม่เพื่อสะท้อนบรรยากาศการเมืองพลังงานในยุคนั้น เช่นเวอร์ชันของ ไวพจน์ เพชรสุพรรณ ที่นำมาขับร้องในแนวทางสนุกสนานเสียดสีสังคมตามสไตล์ศิลปินอาวุธทางปัญญา
พล.อ. ประยุทธ์ กับ 'สงครามรัสเซีย-ยูเครน' กระแส "แพงทั้งแผ่นดิน"
การเมืองไทยในยุคหลังรัฐประหาร 2557 ภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ต้องเผชิญกับวิกฤตการณ์พลังงานครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่ง ในประวัติศาสตร์โลกสมัยใหม่นั่นคือ สงครามรัสเซีย-ยูเครนและ โควิด ตลอดจนความตึงเครียดระว่าง อิสราเอล และ อิหร่าน
เมื่อโลกเริ่มฟื้นตัวจากโควิด-19 ความต้องการใช้น้ำมันพุ่งสูงขึ้น แต่การผลิตกลับติดขัด และยิ่งถูกซ้ำเติมด้วยสงครามในยุโรปตะวันออก รวมถึงในตะวันออกกลาง ทำให้ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ ทะยานขึ้นไปแตะระดับ 139 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ต้องเผชิญกับแรงกดดันมหาศาลจากประชาชนที่กำลังบอบช้ำจากภาวะเศรษฐกิจหลังโรคระบาด จนเกิดกระแส "แพงทั้งแผ่นดิน"
กลุ่มสหพันธ์การขนส่งทางบกแห่งประเทศไทย ได้จัดกิจกรรม "Truck Power" เพื่อประท้วงและเรียกร้องให้รัฐบาลตรึงราคาน้ำมันดีเซลไว้ที่ 25-27 บาทต่อลิตร พร้อมทั้งเสนอให้ลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันอย่างถาวร
ในยุคนี้ บทเพลง "น้ำมันแพง" ของสรวง สันติ ถูกนำกลับมาเปิดตามสถานีวิทยุและสื่อโซเชียลมีเดียอย่างกว้างขวางอีกครั้ง เพื่อสื่อสารความอัดอั้นตันใจของประชาชน
แต่สิ่งที่ต่างจากยุค 2517 คือยุคนี้มีการตั้งคำถามที่ลึกไปถึง "โครงสร้างราคาน้ำมัน" และการตั้งข้อสังเกตเรื่อง "กำไรโรงกลั่น" ซึ่งกลายเป็นประเด็นการเมืองที่ร้อนแรงในรัฐสภา
หากเปรียบราคาน้ำมันเป็นเข็มทิศทางการเมือง เราจะพบว่ามันได้ทำหน้าที่บ่งบอกทิศทางและเสถียรภาพของรัฐบาลไทยมาโดยตลอด จากบทเพลงรำวงสนุกๆ ของ สรวง สันติ สู่การลาออกของนายกรัฐมนตรี จนถึงยอดหนี้ "กองทุนน้ำมัน" หลักแสนล้านในปัจจุบัน เราสามารถถอดบทเรียนสำคัญได้เรื่องไม่ว่าจะเป็น
ยุค สรวง สันติ "น้ำมันแพง" คือ ความขาดแคลนทางวัตถุ ประชาชนต้องประหยัดและดับไฟคุยกัน
แต่ในยุคปัจจุบัน "น้ำมันแพง" คือ "วิกฤตศรัทธา" ต่อโครงสร้างระบบ ประชาชนไม่ได้ถามหาแค่การประหยัด แต่ถามหาความแผนการดำเนินงาน ความโปร่งใสในโครงสร้างราคาและกำไรของบริษัทพลังงาน
เพลง "น้ำมันแพง" ของ สรวง สันติ ได้พิสูจน์แล้วว่าศิลปะสามารถทำหน้าที่วิจารณ์สังคมได้อย่างแนบเนียนและยั่งยืน การที่เพลงนี้ยังคงถูกเปิดและ Cover ใหม่ในทุกครั้งที่ราคาน้ำมันพุ่งสูง สะท้อนว่าความรู้สึก "ถูกเอาเปรียบ" หรือความลำบากยากเข็ญของประชาชนคือเรื่องเล่าที่ไม่มีวันตกยุค
ประวัติศาสตร์ เพลง "น้ำมันแพง" จึงไม่ใช่เพียงเรื่องของ ดนตรี หรือ ราคาสินค้า แต่มันคือตำนานการต่อสู้ และ การปรับตัวของคนไทย ท่ามกลางมรสุมการเมืองโลก
การศึกษาประวัติศาสตร์เรื่องนี้ทำให้เรามองเห็นว่า น้ำมันทุกหยดที่เติมลงในถังมี "ต้นทุนทางการเมือง" แฝงอยู่ บทเพลง "สรวง สันติ" จึงยังคงทำหน้าที่เป็น "เสียงบ่นที่ไพเราะ" ไปได้อีกนาน
อ้างอิง
matichon / thepeople / silpa-mag / silpa-mag / moneybuffalo / thaijo / bangkokbiznews / thansettakij / prachachat / krungsri / thaipublica / 101pub /




