ภัทรพงศ์ ศุภักษร หรือ ทนายอั๋น บุรีรัมย์ พร้อมประชาชน เข้ายื่นหนังสือต่อ นันทนา นันทวโรภาส สว. กรณีขอให้วุฒิสภา ส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ
โดยภัทรพงศ์ กล่าวถึงข้อกังขาในการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 ก.พ. ที่ผ่านมา เป็นการเลือกตั้งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ตนจึงมายื่นหนังสือต่อ นันทนา ซึ่งหนทางที่พวกตนพยายามทำ คือการไปร้องต่อหน่วยงานต่างๆ รวมถึงคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่ผ่านมา ได้ยื่นเรื่องกับ สว. ให้ส่งศาลรัฐธรรมนูญ ในประเด็นต่างๆ แต่ไม่เคยสำเร็จ วันนี้มีข้อกังวลที่หนักอึ้งในหัวใจที่รู้สึกแปลกๆ ว่าหากไม่พยายามจะสกัด คือหาก กกต. มีการรับรอง สส. ที่มีที่มาสกปรกไม่ต่างกับ สว.เสียงส่วนใหญ่ในขณะนี้ ช่องทางคิดว่าน่าจะรวดเร็วที่สุด คือ สว. รวมเสียงกัน 20 คน เพื่อส่งศาลรัฐธรรมนูญ ตีความว่าการเลือกตั้งเป็นโมฆะ เป็นการเลือกตั้งที่สุจริตเที่ยงธรรมหรือไม่ และเป็นความลับตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดหรือไม่ หวังว่า สว. ฝ่ายอิสระจะสามารถรวมเสียงกันได้ 20 เสียง เพื่อส่งศาลรัฐธรรมนูญต่อไป
ฝากไปถึง สว.ส่วนใหญ่ วันนี้ไม่ใช่ประโยชน์ของตัวเอง หากท่านยังมีความเป็นข้าราชการทางการเมือง เพราะท่านเคยอ้างประชาชนหลายครั้งในการอภิปรายว่า ถ้าจะทำเพื่อประชาชนจริงๆ สักครั้ง ครั้งนี้มาร่วมลงชื่อกับอาจารย์นันทนา ผมหวังอยากจะเห็นอย่างนั้น
— ภัทรพงศ์ กล่าว
ขณะที่ตัวแทนภาคประชาชน กล่าวว่า คิวอาร์โค้ดหรือบาร์โค้ดไม่ควรอยู่ในบัตรเลือกตั้ง เพราะทำให้ประชาชนไม่มีความปลอดภัย ส่วนตัวมองว่า การแถลงข่าวแต่ละครั้งของ กกต.ก็เป็นเหมือนเป็นการแถมากกว่า การที่ กกต.บอกว่า สามารถป้องกันการปลอมแปลงบัตรได้ จึงอยากจะถามว่า บัตรเขย่งมาจากไหน เยอะจนจะได้แชมป์โลก หากมีการแข่งขันโอลิมปิก เรื่องบัตรเขย่ง เชื่อว่าหากส่ง กกต.ชุดนี้ไปเป็นโค้ช รับรองว่าประเทศไทยได้เป็นแชมป์แน่นอน พร้อมตั้งคำถามว่า ขณะนี้ผลการเลือกตั้งมีแค่ 94% อีก 6% ไว้เกลี่ยให้ลงตัวหรือไม่
ด้าน นันทนา กล่าวว่า การเลือกตั้งครั้งนี้ เป็นการเลือกตั้งที่สกปรกที่สุดในการไทย ไม่เป็นระบบ มีบัตรเขย่ง รวมถึงมีการทำคะแนนที่ยาวนาน เรายังไม่สามารถทราบได้ว่า ผลการเลือกตั้งที่แท้จริงเป็นอย่างไรแต่ทางซีกพรรคการเมืองที่เขาได้เสียงข้างมาก ก็ไปจัดตั้งรัฐบาลกันแล้ว ทั้งที่ผลการเลือกตั้งยังมีปัญหา จากที่ทราบขณะนี้ มีกรณีที่ไม่ปกติมาร้องเรียนที่ กกต. ถึง 5,000 คดี ถือว่ามากที่สุดในประวัติศาสตร์ อีกทั้งการนับคะแนนยังไม่เรียบร้อย มีบัตรเขย่ง มีปัญหาการซื้อเสียงทั่วราชอาณาจักร กกต. จับไม่ได้แม้แต่รายเดียว จึงเป็นการเลือกตั้งที่เละเทะที่สุดในประวัติศาสตร์ ทั้งยังมีปัญหาในเรื่องของการนับคะแนนมากมายที่ไม่ตรงกัน ยอดของผู้มาใช้สิทธิ์เลือกตั้งกับยอดของคะแนนที่ผู้ได้รับคะแนนนั้น ก็สูงกว่าผู้ที่มีสิทธิ์เลือกตั้ง เป็นไปได้อย่างไร นั่นคือการเติมบัตรเข้าไป
ในกรณีที่หนักสาหัสที่สุด คือบาร์โค้ด ถ้าทำเพื่อที่จะรักษาความถูกต้องตรวจสอบว่า เป็นบัตรปลอมหรือไม่ เขาจะไม่ทำ 1 ต่อ 1 แต่จะทำเป็นเล่ม บาร์โค้ด 1 ชุดต่อ 1 เล่ม 20 ใบ เลขท้ายที่อยู่ในบัตร เราสแกนออกมาจะตรงกัน 20 ใบ หมายความว่า มาจากเล่มเดียวกัน ก็ตรวจสอบได้ว่า บัตรไม่ปลอม แต่การทำบาร์โค้ดให้ตรง 1 ต่อ 1 จะทราบทันทีว่า คนที่กาเลือกใคร ขัดกับรัฐธรรมนูญ และยังขัดกับหลักปฏิญญาสิทธิมนุษยชนข้อ 20 (3) การเลือกตั้งต้องเป็นความลับเฉพาะผู้ที่ใช้สิทธิ์เลือกเท่านั้น ผิดทั้งหลักสากลและรัฐธรรมนูญ นี่คือปัญหาว่าทำไมเราจึงปล่อยให้การเลือกตั้งครั้งนี้ ดำเนินต่อไปไม่ได้ ตราบใดที่บาร์โค้ดยังปรากฏอยู่ที่ในบัตรเลือกตั้งของเรา เราจะแน่ใจได้อย่างไรว่า ใครจะไปสแกนบัตรเลือกตั้งของเรา แล้วตรวจกับต้นฉบับ ซึ่งเก็บอยู่ที่เดียวกัน

“ตามระเบียบของ กกต. ข้อ 183 บอกว่า บัตรเลือกตั้งกับต้นขั้วเก็บอยู่ที่เดียวกัน แล้วจะไม่เจอกันได้อย่างไร เมื่อเจอกันแล้วหายนะจะเกิด ตรงที่เมื่อมีคนเข้าถึงว่า เราเลือกใคร อาจจะมีใครบางคนที่เดินไปเคาะประตูบ้านแล้วบอกว่า รู้นะว่าคุณเลือกใคร ฉะนั้น พฤติกรรมการเลือกตั้งจะเปลี่ยนไปหมด บัตรเลือกตั้งครั้งนี้ จึงเป็นอันตรายที่สุด ดังนั้น การเลือกตั้งครั้งนี้ต้องเป็นโมฆะ และทำลายบัตรเลือกตั้งชุดนี้ ไม่ให้เหลือซาก เพราะคนเลือกตั้งกำลังอกสั่นขวัญแขวน ทำไปแล้วมีคนรับรู้ จะมีผลต่อชีวิตอย่างไร เป็นการเลือกตั้งที่ไม่สะท้อนเจตจำนงของประชาชน และเอกสิทธิ์ของประชาชนถูกทำลายไป” นันทนา กล่าว
เมื่อถามว่าจะใช้เวลาเข้าชื่อและยื่นต่อประธานวุฒิสภาได้ภายในเวลาเท่าใด นันทนา กล่าวว่า จะทำให้เร็วที่สุด หากการวินิจฉัยไม่ทันก่อนที่ กกต.รับรองผลเลือกตั้งื ก็ไม่เป็นไร เพราะหากผลพิจารณาว่า จัดการเลือกตั้งไม่ชอบ จะทำให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ ขอเรียกร้อง สว.อิสระ และ สว.เสียงข้างน้อย ให้เห็นแก่อนาคตของประเทศ และการเมืองไทยให้ร่วมลงชื่อดังกล่าว คาดหวังว่า มงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภาจะพิจารณาเรื่องดังกล่าวด้วยความเป็นกลาง
“หากมีพรรคการเมืองที่เข้าถึงชุดข้อมูลของการเลือกตั้งได้ จะสามารถคุมเลือกตั้งในประเทศได้ทุกระดับ เพราะสามารถรู้ได้ว่า ใครเลือกอย่างไร”
เมื่อถามถึงข้อครหาของการเลือกตั้ง หาก กกต.เร่งรับรองผลก่อนมีคำตัดสิน จะมีผลกระทบตามมาอย่างไรต่อสภาฯ หรือการจัดตั้งรัฐบาล นันทนา กล่าวว่า กรณีที่พรรคที่ได้อันดับหนึ่ง เดินหน้าจัดตั้งรัฐบาล ถือเป็นการชิงความได้เปรียบ ซึ่งตามมารยาท ควรรอให้ กกต. มีข้อยุติ และประกาศรับรองผลการเลือกตั้งก่อน ขณะนี้คะแนนยังไม่นิ่ง ประชาชนมีข้อสงสัย คะแนนยังประกาศไม่ได้ การเร่งรัดชิงจัดตั้งรัฐบาลทำให้คิดได้ว่า เป็นกระบวนการสมคบคิดกันหรือไม่ จึงอยากได้คำตอบจาก กกต. และแกนนำจัดตั้งรัฐบาล





