สืบเนื่องจากมีรายงานข่าวกรณีที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แจ้งความให้ดำเนินคดีกับกลุ่มบุคคลที่ร่วมกันถ่ายภาพบัตรเลือกตั้ง ต้นขั้วบัตรเลือกตั้ง และพยายามถอดรหัสคิวอาร์โค้ด บาร์โค้ดบนบัตรเลือกต้้ง เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลไปถึงผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งว่าลงคะแนนให้กับผู้ใด ในข้อหาอั้งยี่ ซ่องโจร และขัดขวางการเลือกตั้ง ซึ่งปรากฎรายชื่อ 6 บุคคลนั้น
อย่างไรก็ดี เมื่อวันที่ 11 มี.ค.ที่ผ่านมา ครรชิต เจริญอินทร์ รองเลขาธิการ กกต. พร้อมด้วย ว่าที่ ร.ต. สัมพันธ์ แสงดำเลิศ ผู้อำนวยการ กกต.กทม. เดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวนกองบังคับการปราบปราม เพื่อให้ปากคำเพิ่มเติมตามการมอบอำนาจจาก กกต. ในคดีแจ้งความร้องทุกข์ดำเนินคดีกับกลุ่มบุคคลรวม 6 คนดังกล่าว

โดยวันนี้ 4 ประชาชน ได้แก่ สมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง ธรรมธีร์ สุกโชติรัตน์ ผู้อำนวยการดีโหวต มหาวิทยาลัยศรีปทุม, ธนารัตน์ กัววัฒนาพันธ์ CEO ของDomecloud ผู้เชี่ยวชาญด้านซอฟต์แวร์ และเทคโนโลยี blockchain และ ชัยพนธ์ ชวาลวณิชชัย หรือ ครูชัย เจ้าของแฟนเพจ M.I.B Marketing In Black เดินทางมากองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) เพื่อเข้าพบพนักงานสอบสวน และขอคัดสำนวน ในคดีที่ปรากฏเป็นข่าวดังกล่าว ว่าได้แจ้งความดำเนินกับบุคคลใดบ้าง
สมชัย กล่าวภายหลังการเข้าพบพนักงานสืบสวนสอบสวนว่า เรา 4 คน ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน เพิ่งรู้จักกันในช่วงประมาณ 1 เดือนที่ผ่านมา ดังนั้น ขบวนการอั้งยี่ใช้ไม่ได้ พวกเราจึงมายื่นหนังสือกับผู้บังคับการปราบปราม (ผบก.ป.) โดยมีจุดประสงค์ คือต้องการให้ทางกองปราบตอบอย่างเป็นทางการว่า การที่ กกต. มาแจ้งความดําเนินคดี ร้องกล่าวโทษกับประชาชนนั้น ประกอบด้วยชื่อใครบ้าง และแต่ละคนมีข้อกล่าวหาที่รุนแรงต่างๆ อย่างไร
เนื่องจากสิ่งที่ปรากฏออกมา มีเพียงการปรากฏข่าวต่อสื่อ แต่ไม่มีการแถลงอย่างเป็นทางการจาก กกต. สํานักงาน หรือ บุคลากรภายในเลย แต่เมื่อปรากฏเป็นข่าวแล้ว ทั้ง 4 คนในวันนี้ เราถือว่าเราได้รับความเสียหาย จึงมาขอข้อเท็จจริงว่า กกต.ได้มีการแจ้งความดําเนินคดีกับใครบ้าง และกองปราบต้องไปพิจารณาว่า จะสามารถให้ข้อมูลได้หรือไม่

หากมีการแจ้งความร้องทุกข์จริง อยากจะขอสําเนาเอกสารในการร้องทุกข์กล่าวโทษ ว่าข้อกล่าวหาที่ กกต.ได้กล่าวหาต่อบุคคลทั้ง 6 คนนั้น มีสาระสําคัญต่างๆ อย่างไร เป็นข้อกล่าวหาที่รุนแรงมากน้อยเพียงใด แต่ละคนมีข้อกล่าวหาที่เหมือนกัน หรือแตกต่างกันหรือไม่
นอกจากนั้น เราอยากให้กองปราบเป็นฝ่ายยืนยันด้วยหนังสือว่า กองปราบไม่ได้เป็นฝ่ายให้ข่าวต่อสื่อมวลชน ที่เกี่ยวกับรายชื่อทั้ง 6 คน เพราะการมาแจ้งความ ได้ปรากฏข่าวต่อสื่อเป็นรายละเอียด ทั้งชื่อ นามสกุล ตําแหน่งงาน อย่างถูกต้อง รวมถึงมีข้อกล่าวหาต่างๆ โดยละเอียด จึงขอคํายืนยันจากกองปราบว่า ข้อมูลทั้งหมดไม่ได้รั่วจากกองปราบ
สำหรับเรื่องการแจ้งความดังกล่าว มีเพียงแค่สองคนสองฝ่าย ซึ่งคือฝ่ายที่มาแจ้ง และฝ่ายผู้รับแจ้ง หรือคือ กกต. และ กองปราบ มีเพียงสองฝ่ายเท่านั้น ที่จะรู้ว่าเป็นใคร หากมีการยืนยันว่า ไม่ได้มาจากกองปราบ ก็แปลว่าข้อมูลดังกล่าว ต้องเผยแพร่มาจาก กกต.

โดยในวันนี้ เจ้าหน้าที่พนักงานสอบสวนยืนยันหนักแน่นด้วยวาจา จากหลายคนที่อยู่ในห้องสอบสวนด้วยกัน ว่าข้อมูลดังกล่าวไม่มีทางที่จะหลุดจากทางตํารวจอย่างแน่นอน ส่วนกรณีหลุดมาจากฝ่ายใดนั้น ก็ก่อให้เกิดความสูญเสียต่อชื่อเสียง กระทบต่อหน้าที่การงานของคนที่มีชื่อทาง ดังนั้น ผู้เสียหายเราจะใช้สิทธิ์ดําเนินคดีอย่างถึงที่สุด อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีการให้ข้อมูลใดๆ จากเจ้าหน้าที่ ทั้งรายชื่อ และข้อกล่าวหา โดยการให้เหตุผลว่า เจ้าหน้าที่ที่ดูแลคดีดังกล่าว ไม่ได้มาในวันนี้
ธรรมธีร์ กล่าวในฐานะที่โดนฟ้องครั้งแรกในชีวิตว่า เราไม่ได้มีความกังวลในความบริสุทธิ์ หรือข้อหาที่เป็นข่าวลือ หรือโดนปล่อยข่าวมาแต่ถามว่า มีความรู้สึกหรือไม่ ว่าชีวิตนี้เราต้องไปโดนฟ้องว่าอะไรแบบนี้พอเราค้นหา ความเชื่อตนเองคือการฟ้องปิดปาก ข่าวปล่อยนี้ ใช้เวลาเกือบ 2 สัปดาห์แล้ว ในฐานะประชาชนรู้สึกผิดปกติ เพราะโดยปกติแล้ว หากมีการประกาศขึ้นมา หรือปล่อยข่าวชื่อ หรือข้อหาควรชัดเจนตรงไปตรงมา ก็ไม่แน่ใจว่า ทําไมต้องใช้เวลาเกือบ 2 สัปดาห์
ธรรมธีร์ ระบุว่า ได้รับคําตอบจากตํารวจว่า ท่านจะให้ความเป็นธรรม เป็นคนกลาง ซึ่งข้อมูลจากทางผู้ที่น่าจะฟ้อง ที่มีการเข้าให้ข้อมูลถึง 2 ครั้ง จึงขอให้ฝ่ายตนเองได้ให้ข้อมูลด้วยเช่นเดียวกัน ทั้งในมุมมองทําไมเขาถึงฟ้องเท็จ และในฐานะที่ตนเองเป็นประชาชนคนหนึ่ง ที่ทําตามรัฐธรรมนูญ เห็นว่ามีสิ่งที่น่าจะผิดปกติ จึงโฟกัสเรื่องนี้ และระหว่างทางได้พยายามรวบรวมข้อมูลเต็มที่
เรื่องบาร์โค้ด ยืนยันว่า ไม่ใช่เทคโนโลยีกันปลอมอย่างที่กล่าวอ้าง แต่เป็นเครื่องมือในการตรวจสอบย้อนกลับ ย้ำว่า พร้อมยื่นข้อมูลเมื่อมีการร้องขอจากกระบวนการยุติธรรมจึงอยากถาม กกต. และผู้ที่อยู่ในกระบวนการสืบสวนสอบสวนว่า กกต. มีแรงจูงใจอะไร ที่ใส่บาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งทุกใบแบบนี้ หากเข้าสู่กระบวนการ พร้อมให้ข้อมูลทั้งหมดต่อพนักงานสืบสวนสอบสวน เพื่อให้เรื่องนี้เป็นธรรม ไม่อยากให้มีการฟ้องปิดปากใดๆ เกิดขึ้น ในประเทศไทยอีกต่อไป

ธนารัตน์ กล่าวถึงกังวลต่อมาตรฐานที่จะเกิดขึ้นหลังจากนี้ว่า เรื่องการฟ้องร้องก็เรื่องหนึ่ง แต่สิ่งที่ตนอยากให้เกิดขึ้น คือความชัดเจนด้านในเลือกตั้ง ว่าต้องลับ โดยกระบวนการความเสี่ยงรั่วไหลเป็นศูนย์เท่านั้น ประเทศไทยเราเองมีข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับการเลือกตั้งมานานแล้ว จนสามารถทําเรื่องเลือกตั้งอิเล็กทรอนิกส์ได้ ตอนนี้เกิดความเสียหายแล้ว จะรับผิดชอบเราอย่างไร
ชัยพนธ์ กล่าวว่า ที่มาวันนี้ มีคําถามเดียว คือเราถูกฟ้องจริงหรือไม่ ถูกฟ้องอะไรบ้าง มีรายละเอียดอย่างไร ซึ่งก็เป็นคําถามเดียวที่หลายคนอยากถาม และวันนี้เราไม่ได้คําตอบเหมือนเดิมว่า เราทั้ง 6 คน ใครถูกฟ้อง แอบเสียใจ แต่ก็เข้าใจ เพราะคนที่มารับเรา ไม่ใช่คนเดียวกับที่เป็นเจ้าของสํานวน จึงไม่มีข้อมูลอะไร
ในมุมมองผม คือการปล่อยข่าวปิดปากมากกว่า ไม่รู้จริง ๆ ด้วยซ้ำว่าฟ้องจริงหรือไม่ จากวันนั้นจนถึงวันนี้ ยังเป็นกระแสข่าวปล่อยอยู่ ขนาดตัวเองเป็นผู้ถูกฟ้อง ยังไม่สามารถทราบได้ ไม่ถูกติดต่อจากใครใดๆ ทั้งสิ้น ว่าต้องให้เข้าชี้แจงหรืออย่างไร รวมถึงเรามีการสอบถามว่า ต้องดําเนินการอะไรต่อไปอย่างไรบ้าง โดยมีการส่งหนังสือไปแล้ว ต้องรอการตอบกลับหนังสือ จึงรู้สึกว่า เป็นกลยุทธ์ที่ไม่แฟร์มาก ที่มีการปล่อยข่าวไปก่อน โดยที่ กกต.ไม่ได้ออกมาแถลง ซึ่งตํารวจยืนยันว่า ข่าวไม่ได้ออกมาจากตํารวจ สิ่งที่เราต้องทําต่อไป คือต้องรอว่าท้ายสุดใครถูกฟ้องบ้าง และถูกฟ้องคดีอะไรบ้าง
— ชัยพนธ์ กล่าว

ส่วนจะรออีกนานแค่ไหน ถึงจะเข้ามาทวงถามใหม่ สมชัย ระบุว่า ทางตํารวจน่าจะใช้เวลาประมาณ 2 สัปดาห์ แต่ยังมีการขยายเวลาได้ จึงไม่ทราบว่า จะมีคําตอบให้เราจริงหรือไม่ เนื่องจากความเสียหายจากปรากฏเป็นข่าวได้เกิดขึ้นแล้ว ดังนั้น พวกตอนจึงต้องขอความร่วมมือ กลับไปยังสื่อมวลชนที่เผยแพร่ข่าวดังกล่าว ซึ่งพวกตนต้องไปขอข้อมูลจากท่านว่า ท่านได้ข้อมูลจากแหล่งข่าวใด เราทราบว่า จริง ๆ แล้วสื่อน่าจะปกปิดแหล่งข่าว โดยการไม่ตอบ แต่ขออนุญาต ว่าถ้าท่านตอบ ท่านเป็นพยาน ส่วนจะถือเป็นเวลาที่นานไปหรือไม่ ก็ไม่เป็นไร ให้เวลา เป็นเรื่องของธุรการ
เมื่อถามว่าหากมีการแสวงหาหลักฐานได้ว่า ข่าวที่หลุดออกไปถึงสื่อมวลชนมาจาก กกต.จริง จะเป็นหลักฐานที่แข็งแรงพอ ในการฟ้องกลับ ม.157 หรือไม่ สมชัย ระบุว่า ขออนุญาตยังไม่พูด
ส่วนหากมีการใช้บัตรดังกล่าว ในการเลือกตั้งผู้ว่า กทม.ด้วย จะเกิดความเสี่ยงหรือไม่ สมชัย เชื่อว่า มันถึงขนาดนี้แล้ว กกต.คงไม่ปฏิบัติเช่นนั้น หรือแม้กระทั่งจะมีบาร์โค้ดเพื่อย้อนกลับไปยังเล่ม หรือหีบ หรือล็อตการผลิตก็ตาม คงจะไม่เกิดขึ้น เพราะการมีบาร์โค้ด สร้างความระแวงสงสัยไม่ไว้วางใจให้กับประชาชนผู้เลือกตั้ง อาจเป็นเรื่องราวทันที เชื่อว่า กกต.คงจะหลีกเลี่ยงไม่ใช้วิธีการนี้ แล้วแต่ กกต.ท่านมีอํานาจ ท่านอยากทําอะไรก็ทํา โตๆ แล้ว แค่นี้ไม่รู้เรื่องได้อย่างไร ถ้าใช้อีกถือว่าตบหน้าประชาชน

สำหรับคําพิพากษา ในคดีแจกใบส้ม ที่มีการเชื่อมโยงว่า อาจกลายเป็นบรรทัดฐาน เพื่อให้วินิจฉัยคดีบาร์โค้ด ว่าไม่ได้เป็นเรื่องส่วนตัว แต่เป็นการทําตามหน้าที่จนไปสู่การยกฟ้องหรือไม่ สมชัย มองว่า แต่ละคดีจะมีรายละเอียดที่แตกต่างกัน คงเป็นเรื่องซึ่งคนที่เกี่ยวข้องต้องไปหา ไม่มีอะไรที่ต้องกังวล ก็ต้องทําให้ตัวเองพ้นจากข้อกล่าวหา ขณะเดียวกัน หากเห็นว่า กกต.นั้น ใช้อํานาจที่เกินเลย หรือเป็นการกลั่นแกล้งประชาชน เราขอใช้สิทธิของเรา ในการดําเนินคดีต่อ กกต.






