ในการประชุมองค์กรประชาธิปไตย นักวิชาการ และเครือข่ายภาคประชาชน เพื่อตรวจสอบการทุจริตการเลือกตั้ง 69 ร่วมกำหนดยุทธศาสตร์การขับเคลื่อน เพื่อตรวจสอบการทุจริตการเลือกตั้ง การตรวจสอบคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ข้อเสนอ และแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อปฏิรูปองค์กรอิสระ

ประกอบด้วย คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพรรณ ในฐานะภาคประชาชนตรวจสอบการทุจริตการเลือกตั้ง, สมชัย ศรีสุทธิยากร อดีต กกต., ลัดดาวัลย์ ตันติวิทยาพิทักษ์ ประธาน ครป. และเลขาธิการองค์กรกลางเพื่อประชาธิปไตย (P-Net), เมธา มาสขาว เลขาธิการคณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.) ผอ.สถาบันสังคมประชาธิปไตย, ธรรม์ธีร์ สุกโชติรัตน์ หรือดร.เรือบิน ผอ.ดีโหวท มหาวิทยาลัยศรีปทุม, เยี่ยมยอด ศรีมันตระ ที่ปรึกษาสหภาพครูแห่งชาติ, อังคณา นีละไพจิตร สว., นันทนา นันทวโรภาส สว., อุทัย อัตถากร สว.สำรอง, สิริวรรณ คูอัมพร สว.สำรอง, แทนฤทัย แท่นรัตน์ นักกิจกรรมทางสังคม และ ปริญญา เทวานฤมิตรกุล อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ลัดดาวัลย์ แถลงถึงภาพรวมภายหลังการประชุมว่า เมื่อทราบการประกาศผลการเลือกตั้งของ กกต. ทางที่ประชุมมีการแสดงความห่วงใยอย่างมาก เพราะ กกต.มีเวลาที่จะชี้แจง และทําความเข้าใจแก้ปัญหาต่าง ๆ ตามข้อร้องเรียนมากมายที่ส่งให้ กกต. แต่ดูเหมือนว่า กกต.จะละเลยเพิกเฉยไม่สนใจ เราจะมีความกังวลเป็นอย่างยิ่ง ว่าการที่ กกต.ประกาศผลการเลือกตั้ง 396 เขต ท่ามกลางเรื่องร้องเรียนมากมาย ที่เป็นข้อสงสัยอย่างยิ่งของประชาชน ทําให้ผลการเลือกตั้ง เป็นไปด้วยความสุจริต เที่ยงธรรม เรียบร้อยแค่ไหนอย่างไร
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) มาตราที่กําหนดให้การประกาศผลการเลือกตั้ง ภายหลัง กกต.ต้องพิสูจน์แล้วว่า การเลือกตั้งเป็นไปโดยเรียบร้อย สุจริต เที่ยงธรรม จึงจะมีการประกาศผล แต่การที่ กกต.ทําเช่นนี้ ถูกต้องตามกฎหมายแค่ไหนอย่างไร
ด้าน ธรรม์ธีร์ ได้เล่าถึงกระบวนการลงคะแนนใหม่ที่เขตคันนายาว กรุงเทพฯ ทีมได้ตั้งกล้อง 3 ตัว ถ่ายบัตรสีเขียวและบัตรสีชมพูทุกใบในช่วงนับคะแนน ให้เห็นคิวอาร์โค้ดและบาร์โค้ด และอีกกล้องถ่ายบุคคลที่เดินเข้ามาใช้สิทธิในหน่วยเลือกตั้ง ในจุดเดียวกับกล้องของสื่อมวลชน ซึ่งในจังหวะที่ลงชื่อจะเห็นคิวหรือลำดับที่ ขณะที่จรดปากกาเซ็นและรับต้นขั้วบัตร

ธรรม์ธีร์ กล่าวต่อไปว่า ในวันที่ 22 กุมภาพันธ์ มีผู้มาใช้สิทธิ 308 คน ตามที่เราได้พิสูจน์ทราบแล้วว่าบาร์โค้ดในบัตรสีชมพูนั้นเป็นเลขเรียงลำดับกัน โดยต้องจำเลข 3 หลักด้านหลังเราก็สามารถรู้ได้ว่า เลขลำดับที่ใช้สิทธินั้นกาเลือกอะไร ซี่งสามารถคาดได้ว่า การเลือกตั้งไม่เป็นความลับ ส่วนบัตรเลือกตั้งสีเขียวจะระบุเลขเล่ม ซึ่งมีเล่มละ 20 บัตร และตรวจสอบดูคิวอาร์โค้ดตามลำดับเล่ม แล้วใช้ AI จับคู่ความหลากหลายในการกาบัตร
ธรรม์ธีร์ ตั้งข้อสังเกตว่า การออกแบบกระบวนการเช่นนี้สามารถให้ผู้ตั้งใจทุจริตเลือกตั้งสามารถตรวจสอบได้ว่า การซื้อเสียงสําเร็จหรือไม่ และสามารถตรวจสอบได้ถูกต้องใกล้เคียงเกือบ 100% ผู้มีอำนาจสามารถนำข้อมูลดังกล่าวมาควบคุมคะแนนเสียงเลือกตั้งในอนาคตได้
ธรรม์ธีร์ เปิดเผยว่า ขณะนี้ทีมงานกำลังรวบรวมผลการศึกษาช่องโหว่ของกระบวนการที่อาจทำให้การลงคะแนนไม่เป็นความลับ คำนวณความเสี่ยงที่อาจมีผู้ล่วงรู้ถึงช่องโหว่นี้ และนำไปใช้เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ หรือไม่ รวมถึงออกรายงานการศึกษาการพัฒนาและใช้เทคโนโลยีเพื่อการเลือกตั้งที่ปี ประสิทธิภาพและปลอดภัยมากขึ้น

โดยทีมของธรรม์ธีร์ ยังสนับสนุนให้มีการนับใหม่ทั่วประเทศ พร้อมใช้เทคโนโลยี AI เพื่อคำนวณความคลาดเคลื่อนของกระบวนการนับ-ส่งคะแนนในปัจจุบัน และใช้บาร์โค้ดหรือคิวอาร์ ในการตรวจสอบปริมาณบัตรเขย่ง บัตรปลอม หรือใช้บาร์โค้ดหรือคิวอาร์ ในการตรวจสอบการย้าย เติมบัตรข้ามเขต หน่วยเลือกตั้ง ซึ่งทีมงานยินดีหาก กกต. ต้องการเชิญทีมของตนไปเป็นที่ปรึกษา
อย่างไรก็ตาม จากการปรึกษาอาจารย์ด้านกฎหมายแล้ว จึงเห็นว่าจะยังไม่รวมข้อมูลทั้ง 3 ส่วน เข้าด้วยกัน แต่จะจัดจำลองสถานการณ์จริง ตามมาตรฐานการกระบวนพิสูจน์หลักฐานที่สามารถใช้ในชั้นศาลได้, รับสมัครผู้ร่วมพิสูจน์-สังเกตการณ์ รวมถึงขอผู้ที่รับเงินซื้อเสียง หรือถูกเกณฑ์ไปลงคะแนน มาแจ้งเบาะแสะ และถูกข่มขู่ทำนองว่ารู้แล้วว่า กาอะไรโดยจะได้รับความคุ้มครอง
นอกจากนี้ ยังขอความร่วมมือส่งรูปและคลิป บัตรเลือกตั้งทั้งชมพู-เขียว และ หน่วยนับคะแนนทั้งวันเลือกตั้งใหญ่วันที่ 8 กุมภาพันธ์ และการจัดเลือกตั้ง นับคะแนนใหม่ทุกครั้งที่ยังใช้บัตรที่มีบาร์โค้ดหรือคิวอาร์โค้ด จากนี้ ส่งมายังเฟซบุ๊ก “ธรรม์ธีร์ เรือบิน สุกโชติรัตน์" เพื่อรวบรวมเป็นข้อมูลเพื่อนำไปวิเคราะห์ต่อไป

ขณะที่ สมชัย กล่าวว่า จากการสังเกตการณ์ ขณะนี้เรารู้แล้วว่า บัตรสีเขียวมีคิวอาร์โค้ดสะท้อนกลับไปยังเล่ม หมายความว่า หนึ่งเล่มมีบัตร 20 ใบ ใช้คิวอาร์โค้ดตัวเดียวกันหมดหากเป็นเช่นนี้จริง ไม่น่าเป็นปัญหาในการล่วงรู้ถึงสิทธิ์ในการเลือกของคนแต่ละคน ก็จบตรงนี้ ยกเว้นว่า จะพิสูจน์ได้ว่า วันที่ 8 กุมภาพันธ์ ซึ่งเรามีตัวอย่างบัตรไม่เพียงพอ ไม่สะท้อนกับเล่ม แต่สะท้อนกับบัตรแต่ละใบ แปลว่ามีปัญหา
สําหรับบัตรสีชมพูที่มีบาร์โค้ดด้านล่าง เพื่อสแกนย้อนกลับไปยังเลขของบัตรเลือกตั้งแต่ละใบได้นั้น รหัส 9 ตัว ครอบคลุมบัตรเลือกตั้ง 50 ล้านใบ เราไม่ต้องพึ่งของวิเศษ 3 อย่าง ที่กกต.บอกว่าหายากมาก ตามที่ กกต.พูดว่า จะสามารถล่วงรู้ว่าใครการอะไร ต้องมี 3 อย่างประกอบกัน คือ 1.บัตรเลือกตั้งที่ลงคะแนนแล้ว ซึ่งเก็บอยู่ในหีบเปิดออกไม่ได้ 2.ต้องมีต้นขั้ว ซึ่งถูกเก็บไว้ในที่ปลอดภัย แยกไว้ต่างหาก แต่อยู่ที่ไหนไม่รู้ และ 3.ต้นบัญชีรายชื่อ ซึ่งส่งกลับมาที่อําเภอ เพื่อใช้ในการคีย์ข้อมูลว่า ใครไม่ได้มาใช้สิทธิ์เลือกตั้งบ้าง เพื่อตัดสิทธิ์ต่างๆ ทางการเมือง
ส่วนที่ กกต.บอกว่า ของ 3 อย่าง ประกอบกันได้ แต่ยากมาก ซึ่งก็แปลว่า ได้ จากวันนี้เราบอกว่า เราไม่จําเป็นต้องเพิ่งของ 3 อย่างนี้แล้ว เพียงการสังเกตการณ์หน้าหน่วย ก็สามารถบอกได้ว่า ใครเลือกใคร ดังนั้น คําว่ายากมากไม่มีแล้ว เป็นคําว่าง่ายมาก เราไม่ได้พูดเพียงทฤษฎี แต่จะทําให้เห็นด้วยจริง
โดยเราได้มีการพูดคุยกับคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชน สิทธิ เสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา เพื่อทําการขอใช้ห้องประชุมชั้นล่างของสภาผู้แทนราษฎรจัดกิจกรรม วันที่ 4 มี.ค. เวลา 13.30 น. เราจะจัดการเลือกตั้งจําลอง โดยมีบัตรเลือกตั้งจําลองขึ้นมา ในรูปแบบหน้าตาใกล้เคียงกัน ซึ่งจะให้สื่อมวลชน ส่งตัวแทน 10 คนเข้าร่วมใช้สิทธิ์เลือกตั้งอย่างเป็นความลับของแต่ละคน และสามารถถ่ายรูปบัตรขณะกาในคูหา เพื่อยืนยันแล้วเก็บเป็นความลับไว้ที่ตัวคนเดียว
หลังจากนับคะแนน จะให้ผู้เชี่ยวชาญ 5 ทีม และทีมประชาชน 5 ทีม ซึ่งประกอบด้วย นักศึกษามหาวิทยาลัย เด็กมัธยม เด็กประถม และทีมประชาชน อีกสองทีม เพื่อให้ทั้ง 10 ทีมนี้ มีวิธีการถอดรหัสเองแบบไม่เกี่ยวข้องกัน นําเครื่องมือมาถอดได้ โดยจํากัดเวลา 30 นาที เพื่อถอดรหัสบัตร 10 ใบ ที่มีการจําลอง แล้วมาเฉลยว่า ตรงกัน 100% เปอร์เซ็นต์หรือไม่
นี่คือการท้าทายของภาคประชาชน ว่ากระบวนการที่ออกแบบนั้น สามารถตรวจสอบได้ว่า ใครเลือกใคร และหากเด็กประถมยังถอดได้ แปลว่าเรื่องนี้มันง่ายมากๆ นี่คือสิ่งที่ทําให้ประชาชนคนไทยรู้ว่า การออกแบบบัตรเลือกตั้งที่มีบาร์โค้ดด้านล่าง ที่สามารถสแกนได้ ไม่ว่าจะมีต้นขั้วหรือไม่ เราสามารถบอกได้เลยว่าใครเลือกใคร การเลือกตั้งไม่เป็นความลับ หรือไม่ กกต.ก็มาเป็นเจ้าภาพร่วมกันไหม จัดที่ศูนย์ราชการเลย คุณจะได้มาดูว่า กระบวนการออกแบบการจัดการเลือกตั้งของคุณ เข้าท่าหรือไม่ มีจุดบกพร่องอย่างไร ให้สถานที่เราไหม เชื่อว่าเขาไม่ให้หรอก ถ้าให้เราจะไปจัดที่ศูนย์ราชการ
— สมชัย กล่าว
นอกจากนั้น จะมีการออกหนังสือเชิญเอกอัครราชทูตประเทศต่างๆ เพื่อร่วมเข้าสังเกตการณ์ด้วย เชิญ กกต. ศาสตราจารย์ทุกคนที่บอกว่า เลือกตั้งเป็นความลับ เข้าฟังด้วย
สำหรับ ปริญญา กล่าวถึงมาตรา 127 พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. พ.ศ.2561 กำหนดไว้ว่า ขอให้ กกต.ประกาศผลเลือกตั้ง สส.แบบแบ่งเขต เมื่อตรวจสอบเบื้องต้น และมีเหตุอันควรเชื่อว่า ผลการเลือกตั้งเป็นไปโดยสุจริต และเที่ยงธรรม คำถามคือ กกต.ตรวจสอบเพียงพอแล้วมั่นใจว่า การเลือกตั้งสุจริตและเที่ยงธรรมแล้วใช่หรือไม่

เนื่องจากปัจจุบัน กกต.ยังไม่ตอบคำถามเรื่องบาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดที่ไม่อยู่ใน TOR ทั้งนี้การป้องกันการปลอมแปลงบัตรเลือกตั้งเป็นอำนาจของ กกต.ที่ทำเครื่องหมายได้ แต่บาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดที่มีรันนิ่งนัมเบอร์ไม่ใช่เครื่องหมาย แต่เป็นการตรวจสอบว่าใครเลือกใครได้ แม้ต้นขั้วจะไม่มี แต่ก็รู้ได้ว่าใครเลือกใคร
รวมถึงปัญหาบัตรเขย่งทั้งแบบบัญชีรายชื่อและแบ่งเขต ตามรัฐธรรมนูญให้เวลา 60 วันเพื่อให้ กกต.ตรวจสอบเต็มจนมั่นใจว่าสุจริตและเที่ยงธรรม แต่การเลือกตั้งครั้งนี้ใช้เวลาเพียงแค่ 17 วัน ถือเป็นเวลาที่สั้นมาก หากเทียบกับการเลือกตั้งเมื่อปี 66 ที่ใช้เวลาถึง 37 วัน ทั้งที่ประชาชนยังมีข้อสงสัยบาร์โค้ด คิวอาร์โค้ด และบัตรเขย่งอยู่
ข้อที่เป็นเรื่องใหญ่มากจนบัดนี้ คือ คนไปเลือกตั้งทั้งหมดในวันที่ 8 ก.พ.69 มีกี่คน กกต.ยังไม่ประกาศอย่างเป็นทางการ ซึ่งผิดปกติ เพราะทุกครั้ง จะเป็นเรื่องแรกที่ กกต.ประกาศโดยยกตัวอย่างการเลือกตั้งครั้งก่อน อิทธิพร บุญประคอง อดีตประธาน กกต. มีการประกาศว่า มีผู้ไปใช้สิทธิ์เลือกตั้ง 75% เพื่อที่จะได้รู้ตัวเลขบัตรดี บัตรเสีย และรู้จำนวนตัวเลขบัตรที่เหลือ ซึ่งรอบนี้เราไม่ทราบ ทราบเพียงว่ามีการทำลายจนทำให้การเลือกตั้งใหม่ในบางหน่วยมีการพิมพ์บัตรใหม่ ทั้งที่มีการประกาศการนับผลคะแนนไปประมาณ 94%
โดยวันนี้มีการประกาศรับรองผลเลือกตั้ง สส. 396 เขต แต่เรายังไม่ทราบว่ามีคนเลือกตั้งกี่คน บัตรเหลือกี่ใบ กกต.ต้องทำให้หายสงสัยก่อนถึงค่อยประกาศรับรอง การที่ กกต. เร่งประกาศ เมื่อประกาศผลไปแล้วการคัดค้านผลการเลือกตั้ง ว่าสุจริตหรือเที่ยงธรรมหรือไม่ จะอยู่ที่ศาลฎีกา คล้ายกับคดีฮั้ว สว. ประกาศรับรองไปแล้วให้อำนาจ กกต.ในการพิจารณาว่าจะส่งศาลฎีกาพิจารณาวินิจฉัยหรือไม่
ปริญญา กล่าวต่อว่า ในคดีฮั้ว สว.ผ่านไป 1 ปี 7 เดือน กกต.ยังไม่ส่งให้ศาลฎีกาแม้แต่รายเดียว ที่ส่งไปมีแต่ผู้สมัคร สว.ที่สอบตก จึงตั้งคำถามว่า การเลือกตั้งครั้งนี้ จะทำแบบเดียวกันกับการเลือก สว.ใช่หรือไม่ ซึ่งถือว่าไม่เป็นผลดีต่อการเมืองในระบอบประชาธิปไตย เราเห็นต่างกันได้ เลือกคนละพรรคการเมือง เลือกผู้สมัครคนละคนได้ แต่ทุกอย่างจบที่หีบบัตรเลือกตั้ง คะแนนทุกใบ ต้องได้การนับอย่างเที่ยงธรรม ประชาชนต้องเชื่อถือต่อความเที่ยงธรรมในการนับคะแนน
ดังนั้น สิ่งแรกที่ กกต.ต้องตอบคำถามคือ ตกลงแล้วมีคนไปเลือกตั้งกี่คน บัตรเขย่งในเขตที่ประกาศตกลงแล้วยังเขย่งอยู่หรือไม่ หากสงสัยตรวจสอบได้ด้วยบาร์โค้ด และคิวอาร์โค้ดเรามีสิทธิ์ที่จะไปร้องคัดค้านต่อ กกต. แต่ กกต.ไม่จำเป็นต้องรอให้คนมาคัดค้าน เรื่องพวกนี้ควรจะทำก่อนการประกาศรับรองผล แม้รับรองไปแล้วก็เป็นเรื่องที่พึงจะทำ เพราะขั้นตอนถัดไป ก็จะมีการรับรอง สส.บัญชีรายชื่อ เพื่อให้การประชุมสภาฯ ครั้งแรกเริ่มต้นได้
”กกต.ต้องเข้าใจว่าทุกคนในที่นี้ ไม่ได้มีความตั้งใจมารวมตัวกัน หากการเลือกตั้งเป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม กกต.ต้องจัดการเลือกตั้งที่สุจริตและเที่ยงธรรม เอาประชาชนเป็นพวก ไม่ใช่ฟ้องประชาชนดังที่ทำ เราพร้อมเป็นพวกเพื่อรักษาการเลือกตั้ง ให้เที่ยงธรรมและสุจริต“ ปริญญา ทิ้งท้าย

เมื่อถามว่า ในการจําลองการเลือกตั้ง มั่นใจในเรื่องข้อกฎหมายใช่หรือไม่ ว่าสามารถทําได้ ไม่ขัดต่อข้อกฎหมาย สมชัย กล่าวว่า เราไม่ได้ทําอะไรเกี่ยวกับบัตรเลือกตั้งของ กกต.ทั้งสิ้น ไม่ได้มีโลโก้ กกต. และไม่ได้ขายหีบ ซื้อหีบของ กกต.จากลาซาด้า ช้อปปี้ เราทําของเราเอง บัตรของเรา ก็เป็นส้มโอ มะนาว ลิ้นจี่ เพียงแต่ในบัตรดังกล่าว จะมีบาร์โค้ดด้านล่างซึ่งสแกนออกมาแล้ว จะกลายเป็นรหัส
เมื่อถามถึงผลกระทบทางกฎหมาย เนื่องจาก กกต. ประกาศรับรอง สส.เขตไปแล้ว หากมีการยื่นร้องเรียนภายหลัง จะเป็นอย่างไร สมชัย ยกตัวอย่าง ในการเลือกตั้งปี 49 ซึ่งมีการรับรองผล และ สส. มีการเข้ารายงานตัวแล้ว จากนั้นศาลจึงมีคําวินิจฉัย ว่าการเลือกตั้งเป็นโมฆะ แม้ทุกอย่างไม่ได้สัมพันธ์เกี่ยวข้องกัน แต่หากมีคําตัดสินเช่นนั้น ก็ต้องคืนทั้งหมดทั้งเงินเดือน และตําแหน่ง สส. ย้ำว่า มุ่งพิสูจน์เพียงว่า บัตรมีบาร์โค้ดเป็นการออกแบบที่ไม่ได้เรื่อง ไม่ได้สนใจแนวคําวินิจฉัยของศาลในอดีต





