แสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เผยถึงความคืบหน้าการตรวจสอบ “การซื้อสิทธิ์ขายเสียง” โดยยืนยันสำนักงานฯ มีมาตรการ ซึ่งตอนนี้เป็นกระแสมีคนพูดเยอะ โดยข้อเท็จจริงตามข้อมูลของเรา หรือจากการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา ช่วงนี้จะยังไม่มีการกระทำ จะไปเข้มข้นในช่วงสัปดาห์สุดท้ายก่อนวันเลือกตั้ง
ส่วนจำนวนเงินที่พูดกันน่าจะเป็นเรื่องของการถามความเห็นมากกว่า และอาจจะตกใจว่าทำไมจำนวนเงินซื้อเสียงมากขนาดนี้ แต่ขณะนี้ยังไม่มี อาจจะมีกระแสหรือเป็นการเตรียมการ แต่ก็จะอยู่ในสายตาของ กกต. ซึ่งการซื้อเสียงเป็นเรื่องของคนสองคน คือคนให้กับคนรับมาเจอกัน การหาพยานหลักฐานถึงเราจะรู้ว่าจุดไหนมี ที่เราทำได้คือป้องกันไม่ให้เกิดขึ้น
หลักตอนนี้คืออธิบายว่ามีเงินก็ซื้อไม่ได้ หรือกดดันไม่ให้เงินเป็นปัจจัยสำคัญในการเลือกตั้ง มีข่าวซื้อเสียง แต่ในข้อเท็จจริงคือซื้อไม่ได้ ซึ่งเราอยู่ในระยะของการป้องกัน ป้องปราม มาตรการของ กกต. เป็นแบบนี้ ช่วงนี้ยังไม่ใช่เรื่องของการซื้อเสียง เป็นเรื่องของการร้องเรื่องป้าย หรือการใช้ถ้อยคำก้าวร้าว รุนแรง ใส่ร้ายกัน
ส่วนการเลือกตั้งที่ผ่านมา มีการระบุว่าประชาชนเห็นแต่ กกต. ไม่เห็น ครั้งนี้จะลบภาพจำแบบนี้ได้หรือไม่? แสวง กล่าวว่า “ผมไม่ได้ปฏิเสธว่าไม่มี แต่อย่างที่บอกเรามีมาตรการ ช่วงนี้มันเป็นกระแส แต่เรามีมาตรการเรื่องของการป้องกันได้ แต่คนก็ยังคงพูดว่ามีการซื้อเสียงเหมือนเดิม เพราะคนที่ไม่ชนะก็จะมีมุมพูดเหมือนเดิม แต่คนชนะก็มีมุมพูดอีกแบบหนึ่ง แต่ผมพูดได้อย่างเดียวว่าพฤติกรรมไม่ต่างกัน”
เมื่อถามว่าขณะนี้มีการฟ้องต่อศาลปกครองในเรื่องของการจัดหน่วยออกเสียง และการแสดงตน 2 ครั้ง? แสวง กล่าวว่า “ไม่เป็นไร ก็เป็นสิทธิ์ของประชาชน เราก็ถูกฟ้องทุกครั้ง ประชาชนก็ใช้สิทธิ์ไป เราก็แก้ต่างไปอย่างนี้แหละ”
ส่วนกรณีพบผู้มีสิทธิเลือกตั้งนอกราชอาณาจักรได้รับบัตรเลือกตั้งไม่ครบนั้น แสวง กล่าวว่า “ขณะนี้ยังอยู่ในเวลา จะบอกว่าได้รับไม่ครบก็คงไม่ได้ เพราะเขามีเวลาและแต่ละประเทศก็ส่งไม่เหมือนกัน และต้องดูว่าผู้ลงทะเบียนขอใช้สิทธิได้ลงทะเบียนทั้ง 2 ประเภทหรือไม่ ซึ่งก็จะต้องตรวจสอบว่าได้ลงทะเบียนตามสิทธิหรือไม่ เช่น ลงทะเบียนเลือกตั้งเพียงอย่างเดียวก็ได้บัตรเดียว ไม่ใช่จะได้ 2 บัตร ดังนั้นต้องมีการตรวจสอบ เหมือนเรื่องรหัสเขต อย่างการเลือกตั้งครั้งที่แล้วเราใช้รหัสตัวเลข 5 หลัก ก็ว่าไปพร้อมกับรหัสไปรษณีย์ ทำให้เกิดความสับสน ครั้งนี้เราใช้ 4 หลัก คนก็บอกว่าทำไมไม่ใช้ 5 หลัก ดังนั้นคนจะวิจารณ์ก็วิจารณ์ได้ ขึ้นอยู่กับว่าจะอยู่บนข้อเท็จจริงแค่ไหน”
‘กกต.’ เผยคดี ‘ฮั้ว สว.’ ยังอยู่ชั้นอนุวินิจฉัย ย้ำพิจารณาหลักฐานตามขั้นตอน–ระเบียบ ไม่ใช่ปฏิเสธดีเอสไอ
ส่วนความคืบหน้ากรณีการพิจารณาคำร้อง “คดีฮั้ว สว.” ภายหลังจากที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัย “ยกคำร้อง” กรณี ภูมิธรรม เวชชยชัย อดีตรองนายกรัฐมนตรี และ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ถูกกล่าวหาแทรกแซงการทำงานของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ในคดี “ฮั้วเลือก สว.” นั้น
เลขาธิการ กกต. กล่าวว่า “ขณะนี้อยู่ในชั้นของอนุวินิจฉัยของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่กำลังดำเนินการอยู่ ซึ่งผมไม่ได้ไปดูว่าคณะดังกล่าวขอขยายระยะเวลามาแล้ว 1 ครั้ง”
ซึ่งหากศาลรัฐธรรมนูญสั่งเช่นนี้ คดีอื่นๆ จะสามารถเดินหน้าต่อไปได้หรือไม่ แสวงกล่าวว่า “เรื่องนี้ กกต. จะดูเฉพาะคดีของผมที่รับผิดชอบ ส่วนศาลวินิจฉัยแล้วจะทำให้ กกต. ทบทวนการรับพยานหลักฐานเพิ่มเติมอย่างไรนั้น ผมมองว่าความจริงแล้ว กกต. ได้ทำตามอำนาจหน้าที่ ไม่ได้มีประเด็นอะไร”
เมื่อถามย้ำว่าหมายความว่า กกต. ไม่รับหลักฐานดีเอสไอ จะสามารถทำให้ กกต. วินิจฉัยสิ่งที่มีอยู่ได้หรือดำเนินการเอาผิดได้ใช่หรือไม่? แสวงกล่าวว่า “คนอาจจะเอาไปพูดโดยคำว่าไม่รับ เหมือนกับปฏิเสธไปเลย อาจจะไม่ใช่อย่างนั้น ทั้งนี้ผมไม่ขออธิบายมติ เพราะถือเป็นเรื่องของคณะกรรมการ กกต.”
ส่วนเมื่อตั้งข้อสังเกตว่าข้อมูลหลักฐาน กกต. มีเพียงพอที่จะพิจารณาวินิจฉัยใช่หรือไม่ ถึงไม่รับข้อมูลจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) แสวงกล่าวว่า “ทุกอย่างพิจารณาตามระเบียบ การจะนำสำนวนมาใช้จะต้องเป็นไปตามขั้นตอนระเบียบ กกต. ซึ่งไม่ได้บอกว่ารับหรือไม่รับ ต้องดูตามขั้นตอนและตามระเบียบก่อน ประเด็นจริงๆ คือไม่ใช่ว่าจะรับหรือไม่รับ แต่ยังไม่ถึงเวลา และต้องเป็นไปตามระเบียบ ซึ่งเป็นเรื่องของคณะกรรมการที่จะรับข้อมูลจากใคร”
ส่วน กกต. จะชี้แจงอย่างไร เมื่อ สว.สำรองสื่อสารไปว่า กกต. ไม่ยอมรับสำนวนจากดีเอสไอ? แสวงกล่าวว่า “ได้ชี้แจงไปแล้วว่าเป็นไปตามระเบียบ ถ้าดูตามหนังสือที่ส่งมาให้ใช้อำนาจตามมาตรา 24 พร้อมกับคำแนะนำ ซึ่งอยู่ที่เรารับได้หรือไม่ในขณะนี้เท่านั้น”
ย้ำพรรคการเมืองชงนโยบายหาเสียงต้องแจง ‘ที่มาของเงิน’ ให้ชัด
วันเดียวกันนี้ เลขาธิการ กกต. ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมคณะกรรมการตรวจสอบนโยบายที่ต้องใช้จ่ายเงินของพรรคการเมืองที่ใช้ในการประกาศโฆษณาหาเสียงเลือกตั้ง ว่า “วันนี้มี 51 พรรค และเหลืออีก 17 พรรค ที่ยังต้องส่งเพิ่มเติม และคาดว่าจะเสร็จตามระยะ คือภายในสิ้นเดือนนี้ ซึ่งจะมีข้อสังเกตของคณะกรรมการการเลือกตั้ง และจะเผยแพร่ให้ประชาชนได้รับทราบ ทั้งส่วนที่เป็นนโยบายของพรรคและข้อสังเกตของคณะกรรมการฯ”
ทั้งนี้ ได้ให้ข้อสังเกตกับทางคณะกรรมการฯ ว่า “การพยายามเขียนให้ประชาชนเข้าใจง่าย เพราะเป็นเรื่องเกี่ยวกับเงินและหนี้สาธารณะ ซึ่งอาจจะมีความซับซ้อนอยู่บ้าง จะพยายามเขียนให้ได้ 2 กระดาษต่อ 1 พรรค”
เมื่อถามว่าขณะนี้ยังไม่ใช่มีปัญหาที่นโยบายของพรรคทำได้หรือทำไม่ได้ใช่หรือไม่? แสวง กล่าวว่า “มีทุกอย่าง มีทั้งโครงการที่ทำได้ แต่จะคุ้มค่าหรือมีความเสี่ยง หรือบางโครงการเป็นไปไม่ได้เลยก็มี”
ส่วนข้อสงสัยที่ว่าก่อนจะเผยแพร่ จะมีการยกเลิกนโยบายที่เป็นไปไม่ได้เลยใช่หรือไม่? แสวง กล่าวว่า “เราไม่มีอำนาจในการยกเลิก เพียงแต่เป็นข้อสังเกต”
เมื่อถามว่าในการพิจารณานโยบายของพรรคในวันนี้มีข้อห่วงใยอะไรเป็นพิเศษหรือไม่? แสวง กล่าวว่า “จากการประชุมในครั้งที่แล้ว เราได้แจ้งไปยังทุกพรรคแล้ว ให้ระบุหรือชี้แจงที่มาของเงิน ส่วนเรื่องคุ้มค่าหรือมีความเสี่ยง เราจะเป็นคนพิจารณาเอง ส่วนที่มาของเงิน อยากให้พรรคจำแนกและชี้แจงให้ได้ว่ามาจากไหน ทั้งจะมาจากงบประมาณหรือเงินกองทุน”
สำหรับข้อสังเกตของ กกต. อาจจะไปมีส่วนในการตัดสินใจของประชาชนในการเลือกพรรคใดพรรคหนึ่ง แบบนี้จะเป็นเหมือน กกต. เป็นผู้เล่นเองหรือไม่? แสวง กล่าวว่า “ข้อสังเกตมีผลแน่นอน เพียงแต่เรารู้ว่าเราทำงานบนหลักการไหน”
ทั้งนี้ พยายามย้ำกับคณะกรรมการฯ ในลักษณะที่ว่า “แต่ก่อนประชาชนอาจจะเลือกพรรคเพราะชอบและฟังนโยบาย ตอนหลังมาอาจจะเลือกเพราะฟังข้อสังเกตของคณะกรรมการฯ และพรรคเองก็อาจจะใช้ประโยชน์จากข้อสังเกตนั้น”
ต่อข้อถามว่าถ้านโยบายขัดต่อวินัยการเงินการคลัง จะมีผลอย่างไรกับพรรคการเมือง? แสวง กล่าวว่า “คงไม่ขัด ตอนนี้แค่ตั้งข้อสังเกตว่าเหมาะหรือไม่เหมาะมากกว่า คือยังเป็นข้อสังเกต ซึ่งเราไม่ได้บอกว่าขัดหรือไม่ขัด”




