




พรรคประชาธิปัตย์ เปิดแผนปฏิบัติการ 90 วันแรก ทำอย่างไรให้ไทยหายจน นำโดย 3 แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ, กรณ์ จาติกวณิช, การดี เลียวไพโรจน์ พร้อมด้วย วีระพงษ์ ประภา รองหัวหน้าพรรค ดูแลเศรษฐกิจระหว่างประเทศ
อภิสิทธิ์ กล่าวว่า “ช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ตนเชื่อว่าประชาชนจะได้ยินนโยบายของพรรคการเมืองต่างๆ จำนวนมาก หลายคนสับสนว่านโยบายของใครเป็นอย่างไร ที่สำคัญมักเห็นการดีเบต แถลง และวิเคราะห์เจาะนโยบายประชานิยม ที่ประชาธิปัตย์ยืนยันคือการเลือกตั้งมีความหมายมากกว่าแก้ปัญหาเฉพาะหน้า หลังจากที่ 10 ปีที่ผ่านมาไทยสูญเสียโอกาส จึงเสนอนโยบายไทยหายจน ตั้งเป้าหมายที่ชัดเจน วัดผลงานภายใน 4 ปี เศรษฐกิจไทยต้องเติบโตอย่างน้อย 5%”
อภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า “ความเป็นจริงหากเศรษฐกิจดี ประชาชนกินดีอยู่ดี จะหวังพึ่งเงินภาครัฐอย่างเดียวไม่ได้ สิ่งที่ทำให้ไทยหายจนคือปรับบทบาทภาครัฐและโครงสร้างไปพร้อมกัน โดยพรรคประชาธิปัตย์มีแผนปฏิบัติการ 90 วันแรกเพื่อให้ไปถึงเป้าหมาย 5% คือรัฐบาลประชาธิปัตย์ชี้ทางให้เห็นสำหรับนักลงทุน นักธุรกิจ และประชาชนว่าเศรษฐกิจเดินไปทางไหน จะเป็นผู้เปิดทางด้วยการลงทุน คน โครงสร้างพื้นฐาน ปรับแก้หลายอย่างที่ทับซ้อน และการต่างประเทศเชิงรุก เพื่อสร้างโอกาสให้คนไทย นอกจากนั้นจะไม่ขวางทางด้วยการปฏิรูป ปรับรื้อกฎหมายที่ซ้ำซ้อน รวมถึงจำเป็นต้องดูแลประชาชนทุกกลุ่ม โดยเฉพาะผู้เปราะบาง”
ยกระดับภาคเกษตรเป็นเกษตรแปรรูป ไม่ใช่สินค้าโภคภัณฑ์เท่านั้น แต่เป็นผลิตภัณฑ์ เพิ่มรายได้ให้เกษตรกร และสร้างธุรกิจใหม่ที่เกี่ยวข้องกับการแปรรูปการเกษตร ในภาคอุตสาหกรรมยานยนต์ เป็นการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าเต็มรูปแบบ ไม่ใช่ทำแค่ชิ้นส่วน แต่จะพัฒนาอุตสาหกรรมเชื่อมโยงต่อเนื่อง รวมถึงอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ที่ใช้เทคโนโลยีสูงขึ้น ภาคบริการ ท่องเที่ยวที่ยกระดับต่อยอดการท่องเที่ยวนิเวศ สุขภาพ อุตสาหกรรมเวลเนส ชีววิทยาศาสตร์ อุปกรณ์การแพทย์ นอกจากนั้นคือเศรษฐกิจดิจิทัล เป็นการหารายได้จากเทคโนโลยี ครอบคลุมการเงิน การค้าปลีกที่เป็นธรรม สร้างรายได้ให้คนไทย และพลังงานทางเลือก พลังงานสะอาด
— อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เผยด้วยว่า “สำหรับเครื่องมือที่จะใช้ คือรื้อกฎหมาย ลงทุนทักษะ โครงสร้างพื้นฐาน ใช้การเจรจา การทูตระหว่างประเทศ ในเศรษฐศาสตร์เชิงรุก”
ด้าน กรณ์ กล่าวย้ำว่า “สิ่งที่พรรคประชาธิปัตย์เห็นความสำคัญต่อการผลักดันเศรษฐกิจให้โต 5% ภายใน 4 ปี คือให้ความสำคัญกับของที่มีอยู่ให้มีประสิทธิภาพ แต่ได้ผลตอบแทนที่สูงขึ้น โดยระยะสั้นจะใช้ทรัพย์สินของรัฐพัฒนาให้เกิดความคุ้มค่า ซึ่งจะไม่ทำให้เกิดภาระทางงบประมาณ คือเปิดให้ประชาชนและเอกชนเข้าถึงข้อมูลของรัฐเพื่อใช้ในเชิงธุรกิจ ทั้งที่ดิน อาคารของรัฐ รวมถึงการเปิดให้เอกชนลงทุนกับรัฐ เช่น ไฟฟ้า เปิดระบบสายส่งกับประเทศเพื่อนบ้าน ลาว มาเลเซีย สิงคโปร์ เพื่อให้เกิดการเช่าใช้ในโครงสร้างที่ลงทุนไว้แล้ว หรือระบบการชำระเงินอย่างพร้อมเพย์ที่มีประสิทธิภาพมาก แต่ยังใช้ไม่ทั่วถึง ต้องขยายผล รวมถึงระบบคมนาคม และการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตราคาที่เข้าถึงได้ ให้เป็นสิทธิพื้นฐานของประชาชน”
พร้อมเผยต่อว่า “จากที่ฟังทุกพรรค มีคนพูดถึงน้อยคือภาคการเกษตร โดยยุทธศาสตร์ของพรรคประชาธิปัตย์ต้องยกระดับภาคการเกษตรให้เป็นอุตสาหกรรมอาหาร ผ่านโครงการประกันรายได้ ปรับปรุงให้ทันยุคสมัย แก้ภาระหนี้สินของเกษตรกรอย่างเป็นระบบ ผ่านกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตร รับซื้อหนี้พร้อมหลักประกัน ไม่พักหนี้ แต่สร้างโอกาสใหม่ให้เกษตรกร”
ระยะยาวต้องทำให้ราคาพืชผลสูงอย่างยั่งยืน ปฏิรูปโดยรวม เพิ่มอำนาจต่อรองให้เกษตรกรเข้าถึงแหล่งทุน ปุ๋ยราคาถูก และตลาด ปฏิรูปสหกรณ์ให้ทันสมัย โปร่งใส บริหารแบบบริษัท แปลงเกษตรกรจากผู้ขายเป็นผู้ถือหุ้น และเจาะตลาดใหม่ทั่วโลก ใช้กำไรทำอาร์แอนด์ดี เพิ่มมูลค่าผลผลิตในอนาคต
— กรณ์ จาติกวณิช
ขณะที่ การดี กล่าวถึงฐานการเติบโตสู่เศรษฐกิจดิจิทัล ว่า “ต้องเปิดข้อมูลภาครัฐให้ประชาชนใช้บริการง่าย สะดวก ลดความซ้ำซ้อน เพื่อความโปร่งใส ไทยเป็นศูนย์กลางการลงทุนด้านข้อมูล แต่ต้องปลดล็อกการทำงานร่วมกัน ส่งเสริมการเชื่อมโยงองค์ความรู้ใหม่ สร้างคนที่ตอบโจทย์อนาคต พร้อมส่งเสริมเอสเอ็มอีและสตาร์ทอัพให้เข้าถึงเทคโนโลยีในราคาถูก”
พร้อมย้ำด้วยว่า “เอสเอ็มอีได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจ จึงควรนำทรัพย์สินทางปัญญามาเป็นหลักประกันสินเชื่อ ขยายตลาดและการลงทุน ขณะที่กลุ่มเริ่มต้นทำงานต้องคำนึงถึงระบบ กยศ. ที่มีประสิทธิภาพ ผ่านการทำงานแลกหนี้ คุ้มครองแรงงานอิสระให้มีสัญญาจ้างเป็นธรรม และเข้าถึงบริการการเงิน รวมถึงกองทุนสร้างสรรค์เพื่อผลักดันสู่ตลาดโลก”
ทางด้าน พีระพงษ์ ชี้ให้เห็นว่าการเพิ่มจีดีพีให้ประเทศ จาก 1-2% ให้เป็น 5% สามารถทำได้ผ่านการยกระดับอุตสาหกรรมใหม่ ให้เป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ให้ประเทศไทย ได้แก่
- อุตสาหกรรมอาหารแปรรูป ผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางอาหารโลก ผ่านการทำงานร่วมกันของอุตสาหกรรมขนาดใหญ่และเอสเอ็มอี ซึ่งต้องยกระดับมาตรฐานของความยั่งยืนและการทำงานร่วมกันของเกษตรกร
- อุตสาหกรรมยานยนต์รถไฟฟ้า ที่ไทยเป็นจุดแข็ง
- ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงพร้อมกับนวัตกรรม
- อุตสาหกรรมท่องเที่ยว โดยสร้างจุดเด่นให้ประเทศไทย เร่งผลักดันเมืองรองและเมืองหลักให้เป็นเป้าหมายของนักท่องเที่ยวต่างชาติ พัฒนามาตรฐานศูนย์กลางสุขภาพอาเซียน ใช้เทคโนโลยีเพื่อสร้างมาตรฐานความปลอดภัย
- ภาคการเงิน ไทยไม่ต้องการเป็นศูนย์กลางการฟอกเงิน ดังนั้นต้องกันไม่ให้สแกมเมอร์เป็นปัญหา ต้องบูรณาการภาครัฐ ทั้ง ปปง. ธนาคารแห่งประเทศไทย และตำรวจ ทำงานร่วมกัน และต้องเพิ่มการเข้าถึงสินเชื่อให้คนตัวเล็ก สร้างมาตรฐานการแข่งขัน
- อุตสาหกรรมพลังงานทางเลือก ให้ประชาชนมีส่วนร่วมพัฒนา เช่น ติดโซลาร์เซลล์ที่สามารถขายไฟฟ้าให้รัฐ เป็นต้น
ส่วนในช่วงท้าย อภิสิทธิ์ ได้ร่ายยาวถึงแผนปฏิบัติการภายใน 90 วัน ประกอบด้วย
- วาระมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น ต้องดูความเหมาะสมและประเมิน ทั้งนี้ต้องเป็นมาตรการที่เงินถึงเร็ว ง่าย ไม่ซับซ้อน ขณะที่นโยบายที่ช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง 27 ข้อ จำเป็นต้องจัดสรรงบประมาณ แต่ที่จะทำเมื่อพรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาล สิทธิเกิดขึ้นทันที เช่น คนพิการ ได้สิทธิ 2 เท่าจากเดิม แต่ต้องรอจัดสรรงบประมาณปีถัดไป จ่ายให้ย้อนหลัง รถไฟฟ้าเหลือ 5-30 บาท แบ่งเป็นโซน จะทำทันทีไม่ได้ ทำได้เฉพาะบางระบบ คือ สายสีม่วงและสายสีแดงที่ทำได้ทันที เพราะมีกองทุนตั๋วร่วม
- วาระกฎหมายลบล้างความยุ่งยาก กฎระเบียบ เช่น กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับข้อมูล กฎหมายแม่บทเปิดเผยข้อมูลภาครัฐ ต้องผ่าน ครม. ภายใน 90 วัน เพื่อให้การเริ่มต้นของกระบวนการสภาฯ ทำได้เร็ว รวมถึงยกเลิกกฎหมายที่ซ้ำซ้อนหากทำได้ทันทีจะทำ จะบังคับใช้กฎหมายสัญญาที่ไม่เป็นธรรม เพื่อให้เกิดการแข่งขันการค้าที่เป็นธรรม ไม่ปล่อยให้สินค้าที่ถูกเกินจริงมาทำลายกลุ่มเอสเอ็มอี แก้กฎหมายการออมแห่งชาติ เพื่อทำสลากออมทรัพย์จังหวัดและเติมเงินให้เด็กแรกเกิด
- โครงการที่ประกาศไว้ จะนำเสนอให้บัญญัติไว้ในกฎหมายงบประมาณ ปี 70 พร้อมนำเสนอต่อสภา ภายใน 90 วัน
- พื้นฐานเศรษฐกิจดีมาจากบ้านเมืองที่สุจริต เครื่องมือที่ประหารคอร์รัปชันคือข้อมูล ดังนั้นภายใน 90 วัน แพลตฟอร์มที่สามารถเข้าตรวจสอบการจัดซื้อจัดจ้าง การประมูลงานรัฐ ต้องพร้อมให้ตรวจสอบ
- ปฏิรูประบบราชการ จัดตั้งสำนักงานทรัพย์สินแห่งชาติ และจัดการกลไกภาครัฐที่ทับซ้อนกันอยู่ เช่น การบริหารจัดการน้ำต้องสะสาง
- การจัดการ ‘ทุนเทา’ มีแผนปฏิบัติการ 90 วัน ใครก็ตามในกลไกรัฐและกระบวนการยุติธรรมที่เป็นอุปสรรค เตรียมตัวย้ายออก และเพิ่มเครื่องมือทำให้ประสิทธิภาพการปราบทุนเทาสูงขึ้น เช่น ปรับแก้กฎหมายอายัดทรัพย์ที่พิสูจน์ที่มาไม่ได้ ให้สามารถทำได้ เข้มงวดการใช้ตัวแทนหรือนอมินี แก้กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับสินทรัพย์ด้วยเงินสดที่เป็นปัญหาการฟอกเงิน สามารถออกพระราชกำหนด และใช้เอไอช่วยตรวจจับเส้นทางการเงินที่ผิดปกติ
- พลังงาน จัดงบช่วยโซลาร์เซลล์ จะเปิดเสรีทันที เดินหน้าให้ค่าไฟลดลงถาวร ต่ออายุการใช้งานโรงไฟฟ้าที่หมดอายุสัมปทานโดยรัฐไม่ต้องเสียค่าพร้อมจ่าย เปิดเผยการซื้อไฟฟ้าของ กฟภ. ให้ประชาชนมั่นใจ
- เครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ ต้องขับเคลื่อนร่วมกับภาคเอกชน จะตั้งกลไกรัฐร่วมกับเอกชน ทำงานร่วมกันและช่วยเหลือเอสเอ็มอีและสตาร์ทอัพ ในเรื่องกองทุน
- PM 2.5 มาตรการระงับซื้อพืชผลจากพืชที่มีการเผา จะผลักดันกฎหมาย เช่น กฎหมายอากาศสะอาด
- ภัยพิบัติ ยกระดับหน่วยงานภัยพิบัติชาติขึ้นตรงกับนายกฯ ให้ประสานเป็นเอกภาพ มีประสิทธิภาพ ควบคู่กับการช่วยเหลือ ฟื้นฟูหาดใหญ่ ผ่านซอฟต์โลนปลอดดอกเบี้ย
เป็น 10 เรื่อง 90 วันที่เป็นความพร้อมของรัฐบาลประชาธิปัตย์ ด้วยประสบการณ์ จะจัดตั้งองค์กรเฉพาะกิจ ผมมีบทเรียนจากการเป็นนายกฯ หลายครั้ง การสั่งการมีมติ ครม. แต่สุดท้ายระบบการติดตามบกพร่อง ดังนั้นทั้งมาตรการ 90 วัน และนโยบายหลักที่เป็นเข็มทิศเศรษฐกิจ จะมีหน่วยงานเฉพาะกิจติดตามเพื่อให้เกิดขึ้นได้จริง
— อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
เมื่อผู้สื่อข่าวตั้งข้อสังเกตว่า ที่ผ่านมาหน่วยงานต่างๆ ไม่สามารถจัดการปัญหา “ทุนเทา” ได้ การประกาศของพรรคประชาธิปัตย์จะทำได้จริงหรือไม่? อภิสิทธิ์ กล่าวว่า “มีบุคคลที่เกี่ยวข้องในการทำงาน เช่น ก.ล.ต. มีข้อสงสัย ไม่มั่นใจว่ามีปัญหาเรื่องในอดีตหรือไม่ ต้องให้หลีกทางไป เพื่อให้ประชาชนมั่นใจว่าไม่มีใครขวางทาง ที่ประเทศไทยถูกมองว่าจัดการปัญหาช้ากว่าประเทศอื่น ต้องเอาคนเหล่านี้ออกไปภายใน 90 วัน”








