‘ประชาธิปัตย์’ ชง 2 ร่างแก้ รธน.ย้ำใครเสนอแก้หมวด ‘หมวด 1-หมวด 2’ ต้องเจาะจงประเด็น

29 พ.ค. 2569 - 14:39

  • ‘อภิสิทธิ์’ นำทีม ปชป.ชง 2 ร่างแก้รัฐธรรมนูญ

  • ชูสูตร ‘ส.ส.ร. 100 คน’ ผ่านการหยั่งเสียงอิเล็กทรอนิกส์

  • ย้ำใครเสนอแก้ ‘หมวด 1-หมวด 2’ ต้องแยกพิจารณาเฉพาะประเด็น

‘ประชาธิปัตย์’ ชง 2 ร่างแก้ รธน.ย้ำใครเสนอแก้หมวด ‘หมวด 1-หมวด 2’ ต้องเจาะจงประเด็น

อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมคณะ แถลงกรณี “การแก้ไขรัฐธรรมนูญ” ว่า เป็นที่ทราบกันดีว่าจากที่มีการลงประชามติวันที่ 8 ก.พ. โดยประชาชนคนไทยส่วนใหญ่ให้จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ หมายถึงต้องมีการแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 256 เพิ่มมาตรา 256/1 เพื่อที่จะทำให้มีกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้ หลายท่านทราบดีว่าการนำเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญต้องใช้เสียง 100 เสียง ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์มีจำนวน สส.ไม่เพียงพอ

ดังนั้นสิ่งที่เราได้ดำเนินการ คือพูดคุยแลกเปลี่ยนกับพรรคการเมืองอื่นในฐานะเดียวกัน คือไม่สามารถเสนอแก้ไขเพิ่มเติมได้โดยลำพัง และไม่เห็นด้วยกับร่างหลักที่มีเสียงเกิน 100 เสียงเสนอเข้าไปแล้ว ดังนั้นก็จะมีการสนับสนุนซึ่งกันและกัน โดยได้รวบรวมรายชื่อเรียบร้อย และพรรคประชาธิปัตย์ก็จะได้เสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็น 2 ฉบับ โดยฉบับแรกคือการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ซึ่งเป็นแนวคิดที่พรรคประชาธิปัตย์เห็นด้วยมาโดยตลอด อย่างไรก็ตาม การดำเนินการของพรรคต้องคำนึงถึง

  1. คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ เพราะความตั้งใจเดิมในเรื่องการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ที่มีสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน ได้มีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญชัดเจนว่าไม่สามารถที่จะให้มาจากการเลือกตั้งของประชาชนโดยตรงได้
  2. พรรคคำนึงถึงประชาชนอีกกลุ่มหนึ่งซึ่งมีความห่วงใยในเรื่องของการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของหมวด 1 และหมวด 2 ซึ่งมีความละเอียดอ่อนเป็นพิเศษ

ผมอยากทำความเข้าใจว่าพรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้บอกว่าหมวด 1 และหมวด 2 แก้ไขไม่ได้ แต่เราเห็นว่าถ้าจะมีใครเสนอแก้ไขหมวด 1 และหมวด 2 ขอให้มีการนำเสนอเฉพาะประเด็นนั้น เพื่อให้เกิดการพิจารณาที่ชัดเจน ไม่ใช่เอาเรื่องการแก้ไขหมวดดังกล่าวไปรวมกับมาตราอื่น ดังนั้นในการเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้เราจึงมีข้อจำกัดว่าการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต้องคงไว้ซึ่งสาระของหมวด 1 และหมวด 2 ของรัฐธรรมนูญปัจจุบัน

อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

ส่วนรูปแบบของสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ประกอบไปด้วยสมาชิก 100 คน โดย 80 คน มาจากการหยั่งเสียงของประชาชนผ่านอิเล็กทรอนิกส์ในแต่ละจังหวัด แล้วแต่ละจังหวัดก็จะส่งมา 3 ชื่อ แล้วส่งเข้ามาให้สภาเป็นผู้คัดเลือก 80 คน โดยหลักการ 1 คนออกเสียงได้ 1 เสียง ป้องกันกลุ่มการเมือง พรรคการเมืองกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งผูกขาดเลือก ส.ส.ร. เสมือนกับว่าเลือกได้เป็นเสียงข้างมาก ทั้งนี้ให้ผู้ที่ได้คะแนนมากสุด 80 คนแรกเป็นผู้ได้รับเลือกตั้ง ถ้ายังไม่ครบก็ลงคะแนนรอบที่ 2 หรือถ้าคะแนนเท่ากันก็เลือกระหว่างผู้ที่มีคะแนนเท่ากันจนครบ 80 คน

ส่วนอีก 20 คน เป็นผู้เชี่ยวชาญ ตุลาการศาลฎีกาคัดเลือกกันเอง 5 คน ตุลาการศาลปกครอง 5 คน และอีก 10 คน จะแบ่งเป็น 5 คน คือผู้เชี่ยวชาญด้านนิติศาสตร์ กฎหมายมหาชน อีก 5 คน มาจากนักวิชาการสาขารัฐศาสตร์ หรือรัฐประศาสนศาสตร์ โดยให้ที่ประชุมอธิการบดีเป็นผู้ออกแบบในการคัดเลือกเข้ามา

ด้วยวิธีนี้ ก็จะได้ ส.ส.ร. ครบ 100 คน เราจะค่อนข้างยืดหยุ่น ไม่ไปเขียนรายละเอียดว่า ส.ส.ร. จะต้องตั้งกรรมาธิการอะไร อย่างไร โดยให้เป็นสิทธิ์ของท่านจัดทำรัฐธรรมนูญให้เสร็จภายใน 240 วัน โดยที่ต้องรับฟังความคิดเห็นของประชาชนตามวิธีการที่ ส.ส.ร. จะไปกำหนดเอง จากนั้นก็เสนอร่างกลับเข้ามาให้สภาเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ หรืออยากจะมีข้อสังเกตให้แก้ไข ถ้ามีข้อสังเกต ส.ส.ร. ก็จะกลับไปทบทวนว่าจะเอาตามที่สภาเสนอ หรือจะยืนยันความเห็นเดิม สุดท้ายสภาก็ต้องให้ความเห็นชอบโดยใช้เสียง 3 ใน 5

ตรงนี้ ก็เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาความขัดแย้งที่นำมาสู่การยุบสภาเหมือนครั้งที่แล้ว ว่าวุฒิสภายังควรจะมีสิทธิ์ในการวีโต้ หรือว่าต้องอาศัยเสียงวุฒิสภาจำนวนหนึ่ง หรือฝ่ายค้านจำนวนหนึ่งหรือไม่ แต่เราคงหลักการว่าไม่ได้ให้ผ่านโดยเสียงข้างมากอย่างเดียว เราจึงเพิ่มเป็น 3 ใน 5 คิดว่าการได้เสียง 3 ใน 5 น่าจะเพียงพอในการยืนยันเจตนารมณ์ของรัฐสภาในการที่จะเห็นชอบ จากนั้นก็ไปทำประชามติ

อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

ส่วนรัฐธรรมนูญฉบับที่ 2 เสนอว่า ต่อไปนี้การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ก็ใช้กติกา 3 ใน 5 เลย ไม่ต้องไประบุเรื่องจำนวนสมาชิกวุฒิสภา จำนวนฝ่ายค้านที่ต้องเห็นชอบ

ทั้งหมดนี้ก็คือสิ่งที่เราได้ดำเนินการไป ซึ่งเราถือว่าตรงกับจุดยืนของพรรคประชาธิปัตย์ที่ประกาศเกี่ยวข้องกับรัฐธรรมนูญปี 60 มาโดยตลอด เป็นการทำในลักษณะที่คำนึงถึงเสียงข้างน้อยด้วย คำนึงถึงคำวินิจฉัยศาลด้วย และคำนึงถึงการประหยัดทรัพยากรของประเทศด้วย

อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์