‘อนุชา บูรพชัยศรี’ ว่าที่ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ จัดงานแถลงข่าวเปิดตัววิสัยทัศน์และยุทธศาสตร์การพัฒนากรุงเทพมหานคร ภายใต้แคมเปญ ‘เมืองฟ้าอมร... and more’ ว่า จากการพูดคุยปัญหาของ ‘ส.ก.’ เพื่อนำมาวิเคราะห์ว่าสิ่งไหนพื้นที่ไหนควรต้องทำอะไร
สิ่งหนึ่งที่สังเกตและตระหนัก ณ วันนี้คือกรุงเทพฯ 50 เขต ซึ่งพื้นที่กายภาพ ความเป็นอยู่ เศรษฐกิจไม่เหมือนกันเลย กรุงเทพฯ ชั้นในก็จะมีปัญหาแบบหนึ่งจึงต้องการชีวิตอีกแบบหนึ่ง ขณะที่กรุงเทพฯ ชั้นนอกมีความคิดและความต้องการอีกแบบหนึ่ง ดังนั้นเราจึงพยายามออกแบบเพื่อให้ครอบคลุมให้มากที่สุด แต่เป็นไปไม่ได้ที่นโยบายที่เรานำเสนอจากครอบคลุมทุกคน ทุกเขตในพื้นที่กรุงเทพฯ นี่จึงเป็นเหตุผลที่พรรคประชาธิปัตย์ส่งผู้สมัครส.ก.ทั้ง 50 เขตในนามพรรค เพราะเรายังมีนโยบายเฉพาะแต่ละพื้นที่เข้าไปด้วย นโยบายวันนี้เราจะดูว่าปัญหาอะไรที่สามารถแก้ไขร่วมกันได้ หรืออะไรที่จะสามารถดำเนินการเพื่อตอบสนองทุกคนให้ได้มากที่สุด ถ้าให้โอกาสพรรคประชาธิปัตย์เราจะทำได้มากกว่านี้แน่นอน



โดย ภายหลังหารือร่วมกัน พรรคเห็นปัญหาของกรุงเทพฯ และเชื่อว่าสามารถเดินหน้ารณรงค์ให้ประชาชนพิจารณาพรรคประชาธิปัตย์ ผ่านแนวคิด ‘And More’ ที่วางนโยบายหลัก 5 ด้าน เพื่อให้คนกรุงเทพฯ เห็นภาพการทำงานที่เป็นรูปธรรม
1. เดินทางสะดวก มุ่งแก้ปัญหาระบบขนส่งที่ขาดความเชื่อมโยง โดยมีเป้าหมายผลักดันให้รถเมล์ ขสมก. มาอยู่ภายใต้การกำกับของ กทม. เพื่อจัดเส้นทางร่วมกับระบบรถไฟฟ้าอย่างเป็นเอกภาพ พร้อมพัฒนาระบบ Feeder และรถ Shuttle Bus พลังงานไฟฟ้า (EV) รับส่งประชาชนจากชุมชนเข้าสู่ระบบขนส่งหลัก ใช้ AI วิเคราะห์เส้นทางสัญจรหนาแน่น รวมถึงฟื้นฟูการเดินทางทางน้ำด้วยเรือ EV และเร่งผลักดันระบบตั๋วร่วม เพื่อลดภาระค่าโดยสารซ้ำซ้อน ควบคู่การทบทวนสัมปทานรถไฟฟ้าอย่างโปร่งใส
2. เมืองสะอาด ปรับระบบกำจัดขยะของ กทม. โดยยกระดับศูนย์กำจัดขยะหลัก เช่น อ่อนนุช หนองแขม และสายไหม ให้เป็นระบบปิด 100% ควบคุมกลิ่นและน้ำเสีย พร้อมผลักดันเทคโนโลยีเปลี่ยนขยะเป็นพลังงาน (Waste to Energy) ลดการฝังกลบ และกระจายศูนย์จัดการขยะไปยังกรุงเทพฯ โซนเหนือและตะวันออก เพื่อลดมลพิษจากการขนส่ง รวมถึงเข้มงวดการตรวจจับรถควันดำ ควบคุมฝุ่นไซต์ก่อสร้าง และล้างถนนอย่างถูกวิธีเพื่อลดปัญหา PM 2.5
3. ใช้ชีวิตสบาย ทั้งกายและใจเตรียมเพิ่มบ้านพักผู้สูงอายุ รองรับสังคมสูงวัย พร้อมต่อยอดระบบ Fast Track ด้านทันตกรรม ปรับศูนย์บริการสาธารณสุข กทม. ให้เป็นคลินิกชุมชนรักษาอาการเบื้องต้นได้จริง นำระบบ Telemedicine และส่งยาถึงบ้านลดความแออัดโรงพยาบาล นอกจากนี้จะพัฒนาพื้นที่รกร้างเป็นพื้นที่สาธารณะ ลานกีฬา Co-working Space, AI Hub และ Art Space รวมถึงจัดระเบียบทางเท้าและโซนนิ่งการค้าขายกับสถานบันเทิงให้ชัดเจน



4. รายได้เพิ่มขึ้น ผลักดันรายได้ของ กทม. ผ่านการจัดเก็บภาษีที่พัก (Hotel Tax) จากนักท่องเที่ยวต่างชาติ เพื่อนำมาพัฒนาเมือง พร้อมสร้างโครงการจ้างงานทุกช่วงวัย โดยเฉพาะผู้สูงอายุวัยเกษียณในรูปแบบอาสาสมัครสร้างรายได้เสริม รวมถึงยกระดับ กทม. สู่ Smart City ลดขั้นตอนขออนุญาตต่าง ๆ ให้รวดเร็ว และสนับสนุนเกษตรชานเมืองเพื่อเพิ่มรายได้ประชาชน
5. ตรวจสอบได้ ยึดแนวทางการเมืองสุจริตของพรรคประชาธิปัตย์ โดยจะนำแพลตฟอร์ม 'ส่องรัฐ' มาปรับใช้กับ กทม. เปิดเผยข้อมูลจัดซื้อจัดจ้างและงบประมาณให้ประชาชนตรวจสอบได้ทุกขั้นตอน พร้อมพัฒนาระบบแจ้งเตือนภัย ฝุ่น PM 2.5 และจราจรแบบ Real-time รวมถึงเปิดให้เข้าถึงภาพกล้อง CCTV พื้นที่สาธารณะเพื่อความปลอดภัย
ทั้งนี้ ยังกล่าวถึงปัญหา ‘กัญชา’ ว่า ควรถูกควบคุมให้ใช้เพื่อการแพทย์เท่านั้น โดยมองว่าร้านค้าหลายแห่งมีลักษณะส่งเสริมเพื่อสันทนาการมากกว่า พร้อมย้ำว่า กทม. ควรเปิดกว้างทางเศรษฐกิจ แต่ต้องไม่เสี่ยงต่อเยาวชน และต้องมีมาตรฐานกำกับที่ชัดเจนตามกฎหมาย ในส่วนของ ‘นอมินี’ ที่ใช้ชื่อคนไทยถือครองธุรกิจแทนต่างชาติ แม้ไม่ใช่อำนาจโดยตรงของ กทม. แต่เป็นความกังวลสำคัญของประชาชน พรรคจะไม่นิ่งเฉย พร้อมประสานตรวจสอบร้านอาหารหรือธุรกิจต่าง ๆ หากพบเข้าข่ายจะส่งต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการ
“พวกเราจะไม่ลงพื้นที่เพื่อขอคะแนนเสียงอย่างเดียว แต่พร้อมรับฟังว่าคนกรุงเทพฯ อยากเห็นเมืองแบบไหน เพื่อนำมาพัฒนาให้เห็นภาพร่วมกัน กรุงเทพฯ ในอนาคต หากพรรคประชาธิปัตย์มีโอกาสเข้ามาทำงาน เราจะไม่ปฏิเสธปัญหา แต่พร้อมเป็นเจ้าภาพแก้ไข และสร้างความหวัง โอกาส ให้เมืองสะดวกขึ้น สะอาดขึ้น สบายขึ้น รายได้ดีขึ้น และตรวจสอบได้”
— อนุชา กล่าวปิดท้าย



เมื่อถามถึงโพลที่ระบุว่าพรรคประชาธิปัตย์ยังเป็นรอง อนุชา กล่าวว่า เพิ่งเปิดตัวและอาจจะยังไม่ถึงประชาชนว่าตนเป็นตัวแทนพรรค ต้องประชาสัมพันธ์เพิ่มเติมเพื่อให้คนกทม. ทราบว่ามีตัวแทนว่าที่ผู้สมัคร ผู้ว่าฯกทม. และว่าที่ผู้สมัคร ส.ก. ทั้ง 50 เขต รวมถึงลงพื้นที่พบปะประชาชนเพื่อนำเสนอ ดังนั้นต้องทำการบ้านและทำหน้าที่หนักมากขึ้น
“เหลืออีก 30 วัน จะนำเสนอสิ่งที่เป็นประโยชน์ ทั้งนี้ตอบไม่ได้ว่าคนกทม.จะไว้วางใจหรือไม่ เพราะต่างโพลต่างผลลัพทธ์ ทั้งนี้การสำรวจจะเป็นส่วนหนึ่งพิจารณา แต่คนกทม. ดูความมุ่งมั่น ผู้สมัคร นโยบายด้วย ไม่ใช่ดูแค่โพลเท่านั้น”





