DeepSPACE ความพยายามที่จะยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ขึ้น ตามผลประชามติของพรรคการเมืองต่างๆ ในเวลานี้ สุดท้ายอาจจะเป็นได้แค่ ‘บัวแล้งน้ำ’ เพราะมีความตั้งใจสูง เพียรพยายามอย่างมาก แต่ต่างคนต่างทำ จึงไม่ได้ผล เบ่งบานไม่ขึ้น ติดตามใน DeepSPACE ลึกกว่าที่รู้
ดูจากเนื้อหา ท่าทีของแต่ละพรรคที่ไปกันคนละทาง โดยร่างแรกยื่นต่อประธานรัฐสภาไปแล้ว คือ ร่างพรรคภูมิใจไทย(ภท.) ที่ให้มีสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ(สสร.) จำนวน 100 คน มาจากตัวแทนจังหวัดๆ ละ 1 คน รวมเป็น 77 คน และผู้เชี่ยวชาญอีก 33 คน
แต่ให้สมัครกับ กกต.แล้วส่งรายชื่อมาให้สภาเลือก โดยไม่มีการเลือกกันเองก่อน
ขณะที่พรรคประชาชน(ปชน.) เห็นว่าร่างของ ภท.ขาดการยึดโยงกับประชาชน เพราะ‘ไม่เปิดคูหา’ให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการเลือก สสร.ทั้งยังเปิดช่องให้พรรคการเมือง‘ผูกขาดครอบงำ’ สสร.ที่มาโดยวิธีการนี้ และยังเพิ่มอำนาจให้ สว.จากการปรับสัดส่วนมติเห็นชอบกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ จากเสียงไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 เหลือ 1 ใน 4
พรรคส้ม เห็นว่าร่างฉบับพรรคสีน้ำเงิน ‘ขัดกับหลักการ’ทั้ง 3 ข้อ ที่พรรคประกาศไว้ คือ
1.ต้องให้ประชาชนมีส่วนร่วมทั้งต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ
2.ไม่มีกระบวนการสร้างการผูกขาดอยู่กับพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง
3.ไม่เพิ่มอำนาจให้ สว.ในกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
ด้านพรรคประชาธิปัตย์(ปชป.) จุดยืนแรกตรงกับ ภท.‘ไม่แตะ’ หมวด 1 หมวด 2 ซึ่ง ปชน.ไม่มีข้อยกเว้นตรงนี้ แต่ ปชป.ก็ไม่เห็นด้วยกับสูตร สสร.พรรคสีน้ำเงินที่ยังมีความสับสน
‘ผมเห็นว่าร่างของพรรคภูมิใจไทย เห็นได้ชัดว่าแตกต่างในเรื่องของขั้นตอนที่เกี่ยวข้องกับการมีส่วร่วมโดยตรงของประชาชน เป็นเรื่องของการสมัครเข้ามาเฉยๆ ไม่มีกระบวนการของการมีส่วนร่วมที่กว้างขวางไปกว่านั้น นอกจากนั้น การเลือกตัว สสร.ก็จะมีปัญา ซึ่งพยายามทำทั้งเรื่องหลัก สัดส่วนและจังหวัด ก็จะมีคามสับสนอยู่’ อภิสิทธิ์ว่าไว้
แสดงว่าแนวทางของ ปชป.‘ไม่เอา’ ด้วยกับทั้งสีส้ม-สีน้ำเงิน
แต่ปัญหาใหญ่ของพรรคสีฟ้า คือมีจำนวน สส.ไม่พอเสนอร่างของพรรคได้ จึงอยู่ระหว่างการพูดคุยหารือกับพรรคการเมืองอื่น ที่มีจำนวน สส.ไม่พอเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเช่นกัน ซึ่งคาดว่าจะตกลงกันได้ในสัปดาห์นี้
เบื้องต้นมี 3 พรรคหลักที่หัวอกเดียวกัน คือ ‘เพื่อไทย-กล้าธรรม-ประชาธิปัตย์’ แต่ทั้งสามพรรค นอกจากจะอยู่คนละฝ่ายคือ ฝ่ายค้านกับฝ่ายรัฐบาลแล้ว แม้อยู่ในซีกเดียวกันก็คนละจุดยืนกัน ดังนั้น มีโอกาสน้อยที่ ปชป.จะได้เสนอร่างของตัวเอง
จึงเหลือเพียง 3 พรรคเท่านั้น ที่จะเสนอร่างของตัวเองเข้าสภาได้ คือ ภูมิใจไทย ที่ยื่นต่อประธานรัฐสภาไปแล้ว กับพรรคประชาชน ที่จะเสนอภายใน 1-2 สัปดาห์นี้ และพรรคเพื่อไทย(พท.) ที่มีร่างเดิมของตัวเองอยู่ ปัจจุบันมี สส. 74 คน ขาดอีก 26 ซึ่งหากได้เสียงสนับสนุนจากพรรคกล้าธรรม ที่มี สส. 58 คน ก็สามารถยื่นร่างต่อสภาได้
โดยร่างเพื่อไทยยึดหลักการเดียวกับภูมิใจไทย คือ ไม่แตะหมวด 1 หมวด 2 ต่างตรงที่มา สสร.โดยเพื่อไทยให้มี สสร.150 คน มาจากการเลือกของประชาชน 300 คน ส่งให้สภาเลือกเหลือ 100 คน ส่วนอีก 50 คน มาจากการเสนอชื่อขององค์กรต่างๆ
ภายใต้ข้อจำกัดข้างต้น การแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อนำไปสู่การยกร่างฉบับใหม่ขึ้นในครั้งนี้ น่าจะมีการเสนอร่างเข้าสู่การพิจารณาของสภา‘ไม่เกิน 3 ร่าง’ ซึ่งเป็นร่างที่แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ แก้ไขกับไม่แก้ไข หมวด 1 หมวด 2
เมื่อเป็นแบบนี้ ร่างของพรรคสีส้ม จึงมี‘โอกาสน้อย’ ที่จะผ่านการรับหลักการในวาระแรก หากไม่ซ่อนเรื่องการแก้ไขหมวด 1 หมวด 2 เอาไว้ให้ดี เพราะเป็นหลักการสำคัญที่เสียงส่วนใหญ่คง‘ไม่ยอมปล่อย’ให้ผ่านวาระแรกไปได้
ทีนี้ไม่ว่าร่างพรรคสีส้ม จะผ่านหรือไม่ผ่านวาระแรกก็ตาม แต่ร่างของพรรคภูมิมิใจไทย คงเป็นร่างหลักในการพิจารณา และมีโอกาสสูงที่จะผ่านความเห็นชอบของสภาไปได้ ดังนั้น ต้องวัดใจชาวพรรคสีส้มว่า จะเอาด้วยหรือไม่เอาด้วยกับร่างฉบับสีน้ำเงิน
เดาว่าหากรอมชอมหรือพบกันครึ่งทางในบางเรื่องได้บ้าง พรรคสีส้มก็คงจะยกมือให้และสนับสนุนให้ผ่านประชามติ เพื่อนำไปสู่การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ขึ้น ในทางกลับกันหากไม่เอาด้วย ก็คงยกมือสวนตั้งแต่ในสภา และรณรงค์ไม่ให้ผ่านประชามติด้วย
ถ้าเห็นว่ารัฐธรรมนูญใหม่ จะไปสนับสนุนให้ ‘ระบอบสีน้ำเงิน’ กินรวบประเทศไทย
เอาเป็นว่า รัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะเกิดขึ้นได้หรือไม่ คงไม่ได้อาศัยผู้มีอำนาจนอกรัฐธรรมนูญกดปุ่มอย่างที่แกนนำพรรคเพื่อไทยพูดไว้อย่างเดียว คงต้องอาศัยความพร้อมเพรียงของพรรคการเมืองด้วย เพราะต่อให้ผ่านสภาไปได้ แต่หากมีพรรคการเมืองใหญ่ไปรณรงค์โหวตคว่ำช่วงลงประชามติ
สุดท้ายรัฐธรรมนูญใหม่ที่ถวิลหากันนัก ก็เป็นบัวแล้งน้ำเท่านั้นเอง




