วันนี้ (4 กันยายน 2569) ที่ทำเนียบรัฐบาล มีการประชุมคณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ ครั้งที่ 1/2569 โดยมี เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธาน
การประชุมครั้งนี้เชิญ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พร้อมผู้แทนกระทรวงพลังงาน กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือบีโอไอ หน่วยงานด้านไฟฟ้า ประปา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมพิจารณาแนวทางกำกับกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ให้ครอบคลุมทั้งด้านพลังงาน น้ำ สิ่งแวดล้อม ผังเมือง ความปลอดภัยของอาคาร และผลกระทบต่อชุมชน
ก่อนเข้าร่วมประชุม ‘ชัชชาติ’ เปิดเผยความคืบหน้าการตรวจสอบดาต้าเซ็นเตอร์ในพื้นที่กรุงเทพมหานครว่า เมื่อวันที่ 3 กันยายน กรมธุรกิจพลังงานได้เข้าตรวจสอบดาต้าเซ็นเตอร์บริเวณพระราม 9 ซอย 6 หลังเกิดข้อร้องเรียนและความกังวลเรื่องกลิ่นน้ำมัน ซึ่งต้องรอผลตรวจสอบจากกรมควบคุมมลพิษและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อยืนยันแหล่งกำเนิด รวมถึงตรวจสอบระบบจัดเก็บและถ่ายเทน้ำมันภายในอาคารอย่างละเอียด
ชัชชาติ ระบุว่า จากข้อมูลของกรุงเทพมหานคร พบโครงการดาต้าเซ็นเตอร์ที่สร้างเป็นอาคารแยกเฉพาะ หรือ standalone data center จำนวน 6 แห่ง โดยมี 3 แห่งที่ได้รับอนุญาตด้านอาคารจาก กทม. แล้ว ส่วนอีก 3 แห่งยังอยู่ในกระบวนการพิจารณา
ขณะเดียวกัน ยังมีศูนย์ข้อมูลขนาดเล็กหรือห้องเซิร์ฟเวอร์ประมาณ 40 แห่ง ซึ่งตั้งอยู่ภายในอาคารสำนักงานและใช้รองรับกิจการขององค์กรนั้น ๆ จึงต้องแยกออกจากดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่แบบตั้งเดี่ยวที่มีระบบไฟฟ้า ระบบหล่อเย็น เครื่องกำเนิดไฟฟ้าสำรอง และน้ำมันเชื้อเพลิงจำนวนมาก
“ประเด็นสำคัญคือ ดาต้าเซ็นเตอร์แบบตั้งเดี่ยว 3 แห่งที่ได้รับอนุญาตจาก กทม. ยื่นขออนุญาตใช้อาคารในประเภทคลังสินค้า เนื่องจากกฎหมายควบคุมอาคารและข้อบัญญัติที่ใช้อยู่ยังไม่มีคำนิยามของดาต้าเซ็นเตอร์แยกเป็นกิจการเฉพาะ”
ผู้ว่าฯ กทม.มองว่า ช่องว่างนี้สะท้อนว่ากฎหมายยังตามไม่ทันรูปแบบธุรกิจ เพราะดาต้าเซ็นเตอร์ในอดีตมักเป็นเพียงส่วนหนึ่งของอาคารสำนักงาน แต่ปัจจุบันพัฒนาเป็นอาคารขนาดใหญ่ที่ตั้งแยกต่างหาก มีลักษณะการใช้งานและความเสี่ยงแตกต่างจากคลังสินค้าทั่วไปอย่างชัดเจน
“ในส่วนอำนาจของ กทม. หน่วยงานจะตรวจสอบการก่อสร้างและการใช้อาคาร โดยก่อนเปิดใช้งานต้องได้รับใบรับรองการก่อสร้าง ดัดแปลง หรือเคลื่อนย้ายอาคาร หรือแบบ อ.6 ตลอดจนใบอนุญาตจากหน่วยงานอื่นตามกิจกรรมที่เกิดขึ้นภายในอาคาร”
“การได้รับอนุญาตด้านอาคารจึงไม่ได้หมายความว่าผู้ประกอบการจะสามารถจัดเก็บน้ำมันเชื้อเพลิงได้โดยอัตโนมัติ หากมีถังน้ำมันสำหรับเครื่องกำเนิดไฟฟ้าสำรอง ผู้ประกอบการยังต้องดำเนินการตามกฎหมายควบคุมน้ำมันเชื้อเพลิง รวมถึงมาตรฐานด้านอัคคีภัยและความปลอดภัยที่เกี่ยวข้อง”
กรณีดาต้าเซ็นเตอร์ย่านพระราม 9 มีรายงานว่า เจ้าหน้าที่ตรวจพบการจัดเก็บน้ำมันโดยไม่ได้รับอนุญาต และได้เคลื่อนย้ายน้ำมันประมาณ 200,000 ลิตรออกจากพื้นที่แล้ว พร้อมดำเนินการตามกฎหมาย โดยการจัดเก็บน้ำมันเกิน 15,000 ลิตรอยู่ในประเภทที่ต้องได้รับใบอนุญาตตามหลักเกณฑ์ของกระทรวงพลังงาน
นอกจากเรื่องน้ำมันแล้ว ชัชชาติ ระบุว่า ข้อร้องเรียนอีกส่วนเกี่ยวข้องกับเสียงจากการทดลองเดินเครื่องกำเนิดไฟฟ้าสำรอง โดยพบว่ามีผู้ประกอบการอย่างน้อยหนึ่งแห่งทดสอบระบบในเวลากลางคืนจนสร้างความรำคาญแก่ชุมชน
“กทม.จึงเห็นว่าควรพิจารณากำหนดช่วงเวลาทดสอบเครื่องจักร มาตรฐานควบคุมเสียง และแนวทางแจ้งชุมชนล่วงหน้าให้ชัดเจน โดยเฉพาะดาต้าเซ็นเตอร์ที่อยู่ใกล้โรงพยาบาล ที่พักอาศัย หรือพื้นที่อ่อนไหว”
อย่างไรก็ตาม ณ ช่วงเวลาก่อนการประชุมบอร์ด ชัชชาติ ยืนยันว่า กทม.ยังไม่ได้สั่งหยุดดำเนินงานดาต้าเซ็นเตอร์ทั้ง 3 แห่งที่ได้รับอนุญาต แต่จะรอผลประเมินและข้อเสนอจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อนพิจารณามาตรการต่อไป
ผู้ว่าฯ กทม.เห็นว่า การกำกับดาต้าเซ็นเตอร์จำเป็นต้องทบทวนอย่างน้อย 3 ส่วน ได้แก่ ผังเมือง ต้องกำหนดว่าดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดใดควรตั้งในพื้นที่ประเภทใด และควรมีระยะห่างจากโรงพยาบาล ชุมชน หรือสถานที่สำคัญเพียงใด กฎหมายควบคุมอาคาร ต้องบัญญัตินิยามดาต้าเซ็นเตอร์โดยเฉพาะ พร้อมกำหนดมาตรฐานด้านโครงสร้าง อัคคีภัย ระบบไฟฟ้าสำรอง เชื้อเพลิง เสียง และความร้อน การประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม ต้องพิจารณาว่าดาต้าเซ็นเตอร์แบบตั้งเดี่ยวควรถูกเพิ่มเป็นประเภทโครงการที่ต้องจัดทำ EIA หรือไม่ และจะใช้ขนาดพื้นที่ กำลังไฟฟ้า ปริมาณน้ำ หรือความจุเชื้อเพลิงเป็นเกณฑ์
ปัจจุบัน “ดาต้าเซ็นเตอร์” ยังไม่ได้ถูกระบุเป็นโครงการเฉพาะในบัญชีประเภทโครงการที่ต้องจัดทำ EIA โดยอัตโนมัติ การจะกำหนดให้ต้องทำ EIA จึงต้องแก้ไขหรือเพิ่มเติมประกาศของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พร้อมกำหนดเกณฑ์ขนาดให้ชัดเจน
ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2569 สผ.ได้เชิญหน่วยงานด้านพลังงาน น้ำ โทรคมนาคม การลงทุน และภาคเอกชน หารือผลกระทบสิ่งแวดล้อมจากดาต้าเซ็นเตอร์แล้ว แต่ยังไม่ได้ประกาศหลักเกณฑ์ EIA ฉบับใหม่
ข้อมูลของบีโอไอระบุว่า ช่วงปี 2568 ถึงเดือนมีนาคม 2569 มีกิจการดาต้าเซ็นเตอร์และ Data Hosting ได้รับอนุมัติส่งเสริมการลงทุนรวม 34 โครงการ มูลค่า 715,295 ล้านบาท สะท้อนว่าอุตสาหกรรมนี้กลายเป็นหนึ่งในกลุ่มลงทุนขนาดใหญ่ที่สุดของไทย
ขณะที่ยอดคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนตลอดปี 2568 อยู่ที่ 36 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 728,000 ล้านบาท กระจายอยู่ในกรุงเทพฯ ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ปทุมธานี ระยอง และสมุทรปราการ
ด้านพลังงาน คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติได้เห็นชอบหลักการแยกประเภทผู้ใช้ไฟฟ้าสำหรับดาต้าเซ็นเตอร์ พร้อมกำหนดให้ผู้ลงทุนวางหลักประกันการใช้โครงข่ายไฟฟ้าและจัดทำแผนบริหารน้ำ เพื่อป้องกันไม่ให้ต้นทุนขยายระบบถูกผลักไปยังประชาชน หรือเกิดการแย่งชิงน้ำในช่วงฤดูแล้ง
ความท้าทายนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะประเทศไทย สำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ หรือ IEA ประเมินว่า การใช้ไฟฟ้าของดาต้าเซ็นเตอร์ทั่วโลกอาจเพิ่มจากประมาณ 485 เทราวัตต์ชั่วโมงในปี 2568 เป็นราว 950 เทราวัตต์ชั่วโมงในปี 2573 หรือเกือบสองเท่าภายใน 5 ปี คิดเป็นประมาณ 3% ของความต้องการไฟฟ้าโลก ขณะที่การใช้ไฟฟ้าของดาต้าเซ็นเตอร์ที่รองรับ AI จะเติบโตเร็วกว่าค่าเฉลี่ยอย่างมาก
การประชุมวันนี้ (วันที่ 4 กันยายน) จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการวางระบบกำกับดาต้าเซ็นเตอร์ในระดับประเทศ โดยโจทย์สำคัญไม่ใช่เพียงการพิจารณาว่าอาคารใดสร้างถูกหรือผิด แต่รวมถึงการกำหนดนิยามกิจการ หน่วยงานเจ้าภาพ หลักเกณฑ์เลือกพื้นที่ ต้นทุนไฟฟ้าและน้ำ มาตรฐานสิ่งแวดล้อม การจัดเก็บเชื้อเพลิง และกลไกรับฟังความคิดเห็นของชุมชน
สิ่งที่ต้องติดตามหลังการประชุมคือ บอร์ดจะกำหนดมาตรการเร่งด่วนสำหรับโครงการที่อยู่ระหว่างขออนุญาตอย่างไร หลักเกณฑ์ใหม่จะมีผลเฉพาะโครงการในอนาคตหรือครอบคลุมโครงการเดิม และจะใช้ตัวชี้วัดใดแบ่งระหว่างห้องเซิร์ฟเวอร์ทั่วไปกับดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่




