ในการประชุมวุฒิสภา ที่มีบุญส่ง น้อยโสภณ รองประธานวุฒิสภา คนที่ 2 ทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม วาระพิจารณาให้ความเห็นชอบ จักรพงศ์ วิวัฒน์วานิช อดีตผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ให้ดำรงตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ อทนที่ นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ ประธานศาลรัฐธรรมนูญ หลังจากที่คณะกรรมาธิการ (กมธ.) สามัญ เพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบประวัติ ความประพฤติ และพฤติกรรมทางจริยธรรม ที่มี พล.ต.ต.ฉัตรวรรษ แสงเพชร สมาชิกวุฒิสภา(สว.) เป็นประธาน กมธ. ได้พิจารณาตรวจสอบแล้วเสร็จ และเสนอรายงานต่อที่ประชุมให้พิจารณาก่อนการลงมติ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนการประชุมลับ สว.กลุ่มพันธุ์ใหม่ ได้ลุกอภิปรายเพื่อคัดค้านการลงมติดังกล่าว และเห็นว่าควรชะลอการลงมติออกไป เพราะมีประเด็นที่ต้องการให้เกิดการตรวจสอบ และคำชี้แจงให้ชัดเจน โดยเฉพาะคุณสมบัติของผู้เสนอชื่อ ว่าตรงกับสาขาที่เปิดรับสมัครหรือไม่
โดยพรชัย วิทยเลิศพันธุ์ สว. อภิปรายว่า กระบวนการสรรหาตุลาการศาลรัฐธรรมนูญดังกล่าวมีความผิดปกติ กรณีการประชุม เมื่อ 7 เม.ย. 69 ที่พบว่ากรรมการสรรหาไม่ครบองค์ประกอบตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ เพราะไม่มีผู้นำฝ่ายค้านในสภาฯ ที่ถือว่าเป็นฝ่ายตรวจสอบ หากชะลอการสรรหาออกไป 1-2 สัปดาห์จะได้กรรมการสรรหาที่ครบองค์ประชุม มีผู้นำฝ่ายค้านฯ และทำให้กระบวนนการสรรหาโปร่งใส และตรวจสอบได้มากกว่า
นอกจากนั้นแล้ว บุคคลที่ถูกเสนอชื่อมีคำถามต่อความรู้ความสามารถที่ไม่ตรงกับสาขาที่สมัครที่ต้องการบุคคลในสาขารัฐศาสตร์ หรือรัฐประศาสนศาสตร์ ไม่ใช่โควตานิติศาสตร์
“ผู้ได้รับการเสนอชื่อ เคยเป็นนักวิชาการคณะตำรวจศาสตร์ โรงเรียนนายร้อยตำรวจ ซึ่งถูกตั้งคำถามในเรื่ององค์ความรู้และผลงานวิชาการ ตรงกับสาขาที่สมัครอย่างแท้จริงหรือไม่ และจากผลงานวิชาการที่นำเสนอ พบว่าเป็นผลงานสืบสวน และกฎหมายมากกว่างานวิชาการด้านรัฐศาสตร์ หรือ รัฐประศาสนศาสตร์ อย่างไรก็ดี แม้มีการทบทวนคุณสมบัติแต่พบว่า 2 เสียงที่ไม่เห็นด้วย เป็นระดับประธานศาลฎีกา ฐานะประธานกรรมการสรรหา ดังนั้น สว. ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ ไม่รีบร้อนควรชะลอการลงมติ เพื่อให้มีการชี้แจงให้สิ้นสงสัย เพื่อรักษาความน่าเชื่อถือของศาลัฐธรรมนูญ” พรชัย กล่าว
ด้านเทวฤทธิ์ มณีฉาย สว. อภิปรายว่า จากการตรวจสอบประวัติการทำงานของจักรพงศ์ เมื่อปี2564 ได้รับการแต่งตั้งผู้ทรงคุณวุฒิด้านกฎหมายในคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ขณะที่ผลงานวิชาการที่นำมาอ้างต่อกรรมการสรรหาว่าเป็นผลงานที่เป็นประจักษ์ในสาขารัฐประศาสนศาสตร์ คือ กลยุทธ์ศึกษาและคู่มือปฏิบัติงานหลักและทฤษฎีการสอบสวน ตนเองได้ตรวจสอบในห้องสมุดพบว่า ถูกจัดอยู่ในหมวดกฎหมาย แทนหมวดรัฐศาสตร์
ดังนั้น การจัดหมวดหมู่องค์ความรู้ที่อ้างอยู่ในส่วนกฎหมาย ขณะที่รายละเอียดพบเป็นรายละเอียดที่เกี่ยวกับหลักเกณฑ์การสอบสวน พยานหลักฐาน ทฤษฎีการสอบสวน ซึ่งเป็นองค์ความรู้ทางด้านกฎหมาย นิติศาสตร์ มากกว่าด้านรัฐศาสตร์ หรือรัฐประศาสนศาสตร์
“กรณีที่ผู้ถูกเสนอชื่อพยายามอธิบายว่า มีองค์ความรู้สาขารัฐศาสตร์ หรือรัฐประศาสนศาสตร์ ทั้งที่องค์ความรู้นั้นเหมาะสมกับสาขานิติศาสตร์มากกว่า ผมไม่แน่ใจว่าคำอธิบายที่พยายามบิด เบี่ยงเบนเพื่อให้เข้ากับการตีความตามมาตรา 200(4) อาจจะมีคำถามในแง่จริยธรรมหรือไม่ ผู้ถูกเสนอชื่อเป็นคนมุ่งมั่นพยายามเป็นองค์กรอิสระมาถึง 10 ครั้ง โดยก่อนหน้านั้น สมัครเป็นกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริต 9 ครั้ง โดย 6 รอบนั้นตกการสรรหา และ 3 ครั้งถอนตัว และก่อนหน้านั้นสมัครเป็นกรรมการการเลือกตั้ง แต่ได้ถอนตัว จากนั้นจึงมาลงสมัครเป็นตุลาการศาลรัฐธรมนูญ ผมมองว่า ผู้ถูกเสนอชื่อควรรอมาสมัครให้ตรงสาขา เพื่อให้เป็นมาตรฐานของการพิจารณาคุณสมบัติ” นายเทวฤทธิ์ กล่าว
นพ.เปรมศักดิ์ เพียรยุระ สว. อภิปรายว่าขอให้วุฒิสภาพิจารณาให้รอบคอบ อย่าให้เกิดความเสียหายเหมือนกับ สว.ชุดที่ผ่านมา เห็นชอบ 2 กรรมการ ป.ป.ช. แต่จนถึงปัจจุบันยังไม่ได้รับการโปรดเกล้าฯ ให้เข้าทำหน้าที่
จากนั้น วุฒิชาติ กัลยาณมิตร สว. ในฐานะเลขานุการ กมธ. ชี้แจงว่าในส่วนของรายงานฉบับเปิดเผย ได้พิจารณาอย่างรอบคอบโดยรายละเอียดตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด กรณีที่มีข้อร้องเรียนเกี่ยวกับคุณสมบัติแม้กรรมการสรรหาพ้นวาระไปแล้ว ยังกลับมาพิจารณา
ส่วนที่อ้างเสียงข้างน้อยมีประธานศาลฎีกาด้วยนั้น ทำไมไม่กล่าวถึงเสียงข้างมากที่มี ประธานศาลปกครองสูงสุดด้วย เพราะถือเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายเช่นกัน การพิจารณาคุณสมบัตินั้น ไม่เป็นอำนาจของ กมธ.ตรวจสอบประวัติฯ แต่เป็นกรรมการสรรหาซึ่งได้ทำแล้ว
ดังนั้น ข้อกังวลที่อภิปรายได้ดำเนินการแล้วตามรัฐธรรมนูญ ทั้งการทบทวนคุณสมบัติของจักรพงศ์ ทั้งนี้ก่อนที่มี พ.ร.บ.ตำรวจ โรงเรียนนายร้อยเปิดสอนคณะรัฐศาสตร์มาก่อน และเมื่อมีกฎหมายตำรวจจึงเปิดสอนคณะนิติศาสตร์ และจักรพงศ์ จบการศึกษาปริญญาโท คณะรัฐประศาสนศาสตร์
“แม้ สว. จะพิจารณาให้เห็นความชอบหรือไม่ จะวินิจฉัยอย่างไร ขอให้ต่างคนต่างทำหน้าที่ เชื่อว่า สว.มีวุฒิภาวะพิจารณาว่า จะให้ความเห็นชอบหรือไม่ ซึ่งไม่มีใครสั่ง สว.ได้ เพราะมีความคิดเป็นของตนเอง ตนเองเป็นห่วงและกังวลที่กล่าวอ้างถึงการโปรดเกล้าฯ หรือไม่โปรดเกล้าฯ เพราะเรื่องดังกล่าวเป็นพระราชวินิจฉัย ไม่ควรอ้างถึง และเอกสารนั้นอยู่ในชั้นความลับ" วุฒิชาติ กล่าว
ภายหลังการประชุมลับ และการลงมติลับ ที่ประชุมมีมติให้ความเห็นชอบวาระการพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลให้ดำรงตําแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญของวุฒิสภา คือจักรพงศ์ วิวัฒน์วานิช จากจํานวนสมาชิก 179 เสียง เห็นด้วย 140 เสียง ไม่เห็นด้วย 17 เสียง งดออกเสียง 22 เสียง ไม่ลงคะแนนเสียง ไม่มี



