ทำไมเรื่อง "แก้รัฐธรรมนูญ" ถึงกลายเป็นเรื่องที่คุยกันคนละภาษา? ฝั่งหนึ่งบอกว่านี่คือทางออกของประเทศ แต่อีกฝั่งกลับบอกว่า "อย่าไปแก้ เดี๋ยวเปิดช่องให้นักการเมืองโกง"
SPACEBAR พาไปคุยกับ รศ.ดร.โดม ไกรปกรณ์ อาจารย์ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์ มศว และ รศ.ดร.พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต อาจารย์ประจำคณะพัฒนาสังคมและยุทธศาสตร์การบริหาร (นิด้า) เพื่อให้เห็นบริบทของการแก้ไขรัฐธรรมในแต่ละยุคแต่ละสมัย ตอบข้อสงสัยปัจจัยอะไรทำให้มีกระแสแก้ไขรัฐธรรมนูญและไม่ยอมแก้ รวมไปถึงทำไมคนรุ่นใหม่และคนมีหัวใจประชาธิปไตยถึงตื่นตัวเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

ประชาธิปไตยไทยแก้ไขรัฐธรรมนูญตั้งแต่ฉบับแรก
โดย รศ.ดร.โดม ชวนพิจารณาตามสถิติ ประเทศไทยมีรัฐธรรมนูญมาแล้วถึง 20 ฉบับ และส่วนใหญ่ผ่านกระบวนการแก้ไขมาแล้วหลายรอบ ตัวอย่างเช่น รัฐธรรมนูญฉบับแรกปี 2475 มีการแก้ไขถึง 3 ครั้ง แต่ฉบับที่ถูกแก้ไขบ่อยที่สุดคือฉบับปี 2534 ที่มีการแก้ไขถึง 6 ครั้ง
รัฐธรรมนูญฉบับปี 2534 เกิดขึ้นหลังการยึดอำนาจของ รสช. ซึ่งนำไปสู่การตั้งรัฐบาลของคุณอานันท์ ปันยารชุน ในตอนนั้นมีการร่างรัฐธรรมนูญใหม่เพื่อเตรียมการเลือกตั้ง แต่กลับมีการ "หมกเม็ด" เปิดช่องให้นายกรัฐมนตรีไม่ต้องมาจากการเลือกตั้ง และให้วุฒิสมาชิกมาจากการแต่งตั้งทั้งหมด สิ่งนี้คือเชื้อไฟที่นำไปสู่เหตุการณ์ "พฤษภาทมิฬ 2535" ซึ่งเป็นการลุกขึ้นสู้ครั้งใหญ่ของคนชั้นกลางในเมืองและวัยรุ่นในยุคนั้น เช่น กลุ่มนักศึกษาที่นำโดยอาจารย์ปริญญา เทวานฤมิตรกุล
สิ่งที่น่าสนใจคือ ในปี 2535 เรากลับเห็นคนสูงวัยออกมาเคลื่อนไหวน้อยมาก เมื่อเทียบกับคนหนุ่มสาวและคนวัยทำงาน เหตุผลสำคัญคือคนรุ่นเก่ามักจะ "โอเค" กับรัฐบาลที่ทำงานเป็นและมีผลงานเชิงประจักษ์ ดังเช่นรัฐบาลคุณอานันท์ที่แม้จะมาจากอำนาจนอกระบบ แต่กลับบริหารประเทศได้ดีและพัฒนาเศรษฐกิจจนชีวิตความเป็นอยู่ของพวกเขาไม่ลำบาก ความคิดที่ว่า "ขอให้ทำงานดี กระบวนการจะมาอย่างไรก็ไม่เป็นไร" จึงเป็นฐานคิดสำคัญของคนสูงวัยในยุคนั้น
รัฐธรรมนูญ 2540 เมื่อ "คนรุ่นใหญ่" เป็นหัวหอกในการปฎิรูป
รศ.ดร.โดม อธิบายว่า หลังวิกฤตพฤษภาทมิฬจบลง กระแสการเรียกร้องรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ก็เกิดขึ้นอีกครั้งในสมัยรัฐบาลคุณชวน หลีกภัย โดยกลุ่ม NGO และ ร.ต.ฉลาด วรฉัตร ซึ่งหากเราสังเกตให้ดี ผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการผลักดันในช่วงนั้นกลับเป็นคนที่มีอายุแล้วทั้งสิ้น จนกระทั่งมาสำเร็จในสมัยรัฐบาลคุณบรรหาร ศิลปอาชา

รัฐบาลคุณบรรหารคือผู้ที่ตอบสนองต่อกระแสนิยมในการปฏิรูปการเมืองอย่างแท้จริง โดยการผลักดันให้มีการจัดตั้ง สสร. (สภาร่างรัฐธรรมนูญ) ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน ซึ่งนำไปสู่การเกิดรัฐธรรมนูญปี 2540 หรือ "ฉบับประชาชน" ที่เรายอมรับกันว่ามีการเปิดพื้นที่ให้ประชาชนมีส่วนร่วมมากที่สุดเท่าที่เคยมีมา
สิ่งที่ต้องบันทึกไว้คือ รัฐธรรมนูญที่ก้าวหน้าที่สุดฉบับนี้ ถูกเซตอัพและขับเคลื่อนโดยคนวัยกลางคนที่มีวิสัยทัศน์ โดยมีตัวเชื่อมสำคัญอย่าง คุณชุมพล ศิลปอาชา น้องชายของคุณบรรหาร เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของทีมร่าง ทำให้รัฐบาลในขณะนั้นเป็นฝ่ายช่วยผลักดันมากกว่าขัดขวาง
ทักษิณ ชินวัตร "คนรุ่นใหม่" ทางการเมืองในวันวาน
รศ.ดร.โดม อธิบายต่อว่า ภายใต้รัฐธรรมนูญ 2540 ประเทศไทยได้เห็นการปรากฏตัวของคุณทักษิณ ชินวัตร ซึ่งในตอนนั้นถือว่าเป็น "คนรุ่นใหม่ทางการเมือง" ผู้ที่มีวิสัยทัศน์แบบนักธุรกิจที่เน้นการก้าวไปข้างหน้า นโยบายของเขาตอบโจทย์คนวัยทำงานและคนชั้นกลางอย่างมาก แต่ความเข้มแข็งของรัฐบาลคุณทักษิณที่ขยายตัวจนเกือบจะเป็นรัฐบาลพรรคเดียว กลับสร้างความหวาดกลัวให้กับคนอีกเจนเนอเรชันที่มีแนวคิดอนุรักษ์นิยม

คนสูงวัยที่มีแนวคิดอนุรักษ์นิยมเริ่มมองว่ารัฐธรรมนูญ 2540 เปิดช่องให้เกิดการผูกขาดทางการเมือง นำไปสู่การเคลื่อนไหวของมวลชนเสื้อเหลือง ซึ่งแม้จะมีคนหลายวัย แต่สัดส่วนส่วนใหญ่คือคนที่มีอายุแล้ว ท้ายที่สุดก็นำไปสู่การรัฐประหาร 2549 และการฉีกรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนทิ้งไป
รัฐธรรมนูญ 60 รัฐธรรมนูญโดยคนสูงวัย เพื่อแช่แข็งการเมือง
รศ.ดร.โดม ชี้ให้เห็นว่าตั้งแต่ทศวรรษ 2550 เป็นต้นมา รัฐธรรมนูญฉบับปี 2550, 2557 และ 2560 ถูกออกแบบโดยคนที่มีวิธีคิดแบบอนุรักษ์นิยมที่ "กลัวโมเดลทักษิณ" กฎหมายเหล่านี้ถูกดีไซน์ให้ระบบการเมืองกลายเป็นสภาวะ "เบี้ยหัวแตก" คือจงใจไม่ให้มีรัฐบาลพรรคเดียวที่เข้มแข็ง และดึงการเมืองกลับไปสู่ระบบรัฐบาลผสมที่อ่อนแอ
สิ่งที่ตามมาคือความไม่พอใจของคนรุ่นใหม่ในปัจจุบัน เพราะพวกเขาไม่ได้อยู่ในบริบทเดิมอีกต่อไป สังคมรุ่นใหม่ให้ความสำคัญกับความหลากหลายและสิทธิที่เท่าเทียม เช่น กฎหมายสมรสเท่าเทียม ซึ่งวิธีคิดที่ออกแบบโดยคนรุ่นเก่าในรัฐธรรมนูญปัจจุบันไม่สามารถตอบโจทย์ความฝันและความคาดหวังของพวกเขาได้ คนรุ่นใหม่มองว่ากติกาเหล่านี้ไม่ได้เปิดช่องให้เกิดความเสมอภาค แต่เป็นการปิดกั้นช่องทางในการตัดสินใจสิ่งที่จะกระทบต่อชีวิตของพวกเขาเอง
ทำไม "คนหัวก้าวหน้ารุ่นก่อน" ถึงเงียบหาย?
เราอาจสงสัยว่า คนรุ่นเดือนตุลาหรือคนที่มีหัวก้าวหน้าในอดีตหายไปไหนหมด? รศ.ดร.โดม ตอบเราด้วยคำตอบที่เจ็บปวดคือส่วนหนึ่งเกิดจาก "ภาวะหมดหวัง" พวกเขาเห็นสิ่งที่พยายามผลักดันมาตลอด 50-60 ปีถูกทำลายซ้ำแล้วซ้ำเล่า รัฐธรรมนูญฉบับที่ดูเหมือนจะดีที่สุดก็ถูกฉีก พื้นที่ทางการเมืองที่พยายามสร้างก็ถูกทำลายจากเหตุการณ์ความรุนแรง เช่นที่ แยกราชประสงค์ ทำให้คนกลุ่มนี้รู้สึกว่า "เคลื่อนไหวไปเดี๋ยวก็กลับมาอีหรอบเดิม"
นอกจากนี้ ตลอด 30-40 ปีที่ผ่านมา บริบททางเศรษฐกิจและสังคมได้ "กลืน" อุดมการณ์ของพวกเขาเข้าไป ทำให้ต้องปรับตัวเพื่อความอยู่รอด ประกอบกับสภาพสังขารที่ถ่วงให้ความโดดเด่นทางการเมืองลดลง เหลือเพียงนักวิชาการอาวุโสบางส่วนที่ยังคงสนับสนุนคนรุ่นใหม่อยู่ แต่ในเชิงปริมาณแล้วถือว่าน้อยกว่ายุครัฐธรรมนูญ 40 อย่างมาก

รศ.ดร.โดม แสดงคามคิดเห็นว่า สาเหตุที่การแก้ไขรัฐธรรมนูญในวันนี้ยังหาทางออกไม่ได้ เพราะเรายังขาด "ฉันทามติร่วมกัน" หากเทียบกับปี 2540 ที่คนทั้งสังคมตระหนักร่วมกันว่าไม่ต้องการเห็นการนองเลือดอีก แต่ปัจจุบันรอยแยกถูกถ่างกว้างขึ้นเรื่อยๆ ทั้งจากฝ่ายอนุรักษ์นิยมที่สุดโต่งและฝ่ายเสรีนิยมที่สุดขั้ว
ปัญหาคือเรามักจะ "ตั้งแง่" และ "จัดเฉด" ให้กันจนเกินไป ทั้งที่ในความเป็นจริง ทั้งเสรีนิยมและอนุรักษ์นิยมต่างก็มีเฉดที่หลากหลาย หากเราลองหาจุดร่วมระหว่าง "เสรีนิยมสายกลาง" กับ "อนุรักษ์นิยมสายกลาง" เราอาจจะพบข้อตกลงที่รับร่วมกันได้ แต่ตราบใดที่ทั้งสองฝ่ายยังคงโหมไฟแห่งความเกลียดชังให้แรงขึ้น เราจะไม่มีวันพบฉันทามติ และการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะยังคงเป็นเพียงความฝันที่ถูกจองจำในรอยแยกของกาลเวลา
ช่องว่างระหว่างวัย เมื่อ "เพดาน" ของคนรุ่นใหม่ คือ "ฐาน" ของคนรุ่นเก่า
ขณะที่ รศ.ดร.พิชาย ให้คำตอบกับเราไว้น่าสนใจว่า
"ผมคิดว่าคนรุ่นใหม่ คงเห็นปัญหาที่เกิดขึ้นจากรัฐธรรมนูญฉบับนี้เนี่ย ค่อนข้างมาก โดยเฉพาะปัญหาทางด้านการเมืองที่อาจจะลดทอนการมีส่วนร่วมของประชาชน ในการตรวจสอบบรรดาองค์กรอิสระต่างๆ ทั้งหลาย"
รศ.ดร.พิชาย ขยายความต่อว่า คนรุ่นใหม่เขามองเห็นทะลุปรุโปร่งว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่ได้ถูกเขียนมาเพื่อเขา "เป็นรัฐธรรมนูญที่ถูกร่างขึ้นมาเพื่อปกป้องกลุ่มอำนาจเดิม ซึ่งเป็นฝ่ายอนุรักษนิยมเป็นหลัก เขาก็อาจจะมองว่า ถ้าหากว่าการเมืองไทยยังถูกครอบงำโดยโครงสร้างอำนาจเดิม การพัฒนาประชาธิปไตยก็คงไม่สามารถเป็นไปได้อย่างราบรื่น"
แล้วคนรุ่นก่อนหายไปไหน? รศ.ดร.พิชาย ตอบแบบตรงไปตรงมาว่า ชนชั้นกลางระดับสูงจำนวนหนึ่ง "อาจจะผูกติดอยู่กับวิธีคิดในเชิงอนุรักษนิยมมากขึ้น เขาอาจจะมองว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้สอดคล้องกับผลประโยชน์ของกลุ่มชนชั้นกลางระดับสูง

ซึ่งกลุ่มคนเหล่านี้ก็มักจะเป็นกลุ่มที่ได้ประโยชน์อยู่แล้วในสังคม เพราะฉะนั้นเมื่อรัฐธรรมนูญฉบับนี้ปกป้องผลประโยชน์ของเขามากกว่า เขาก็คงไม่อยากเสี่ยงที่อยากจะได้รัฐธรรมนูญที่เปิดโอกาสให้ประชาชนเข้าไปมีส่วนร่วมมากขึ้น"
ย้อนรอยประวัติศาสตร์ จาก "ฉบับประชาชน" สู่ "ฉบับแช่แข็ง"
เพื่อให้เห็นภาพชัดขึ้น รศ.ดร.พิชาย พาย้อนกลับไปดูบริบทของรัฐธรรมนูญแต่ละยุคที่เคยทำให้คนไทยตื่นตัวว่า
การแก้ไขรัฐธรรมนูญจนเกิดรัฐธรรมนูญ 40 นั้น รศ.ดร.พิชาย บอกว่ามันคือผลพวงจากเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ เป็นการต่อสู้กันระหว่างชนชั้นกลางในเมืองกับเผด็จการทหารและระบบอุปถัมภ์เจ้าพ่อ "ต้องการที่จะหลุดพ้นจากเงื้อมมือของระบบเผด็จการทหาร และพยายามที่จะสร้างรัฐธรรมนูญที่ตรวจสอบนักการเมืองในระบบอุปถัมภ์มากขึ้น"
พอมาถึง รัฐธรรมนูญปี 50 เมื่อรัฐธรรมนูญ 40 ไปเพิ่มอำนาจพรรคการเมืองมากจนเกิด "ระบอบที่นักการเมืองเข้มแข็ง" รัฐธรรมนูญ 50 จึงเกิดขึ้นเพื่อ "พยายามที่จะแก้ปม ให้พรรคการเมืองเนี่ย ก็อาจจะมีความเข้มแข็งน้อยลง"
สุดท้ายคือ รัฐธรรมนูญปี 60 นี่คือจุดที่อำนาจถูกโอนย้ายอย่างเบ็ดเสร็จ รศ.ดร.พิชาย ชี้ว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ "ตัดการมีส่วนร่วมของประชาชนออกเกือบหมด" และมีการออกกลไกพวกองค์กรอิสระให้มีอำนาจมาก "เหนือกลไกของพรรคการเมือง หรืออำนาจของพรรคการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน แล้วมันก็เลยกลายมาเป็นเครื่องมือของผู้มีอำนาจ ในการใช้กลไกเหล่านี้เนี่ย อย่างมีอคติ"
ปรากฏการณ์ "ส้ม" ที่บล็อกไม่อยู่ และอาวุธที่ชื่อ "จริยธรรม"
ประเด็นที่น่าสนใจคือ แม้จะพยายามออกแบบกติกามาบล็อกพรรคการเมือง แต่กลับมี "ตัวแปร" ที่ผู้มีอำนาจคาดไม่ถึงนั่นคือพรรคส้ม รศ.ดร.พิชาย วิเคราะห์ว่า
"เขาก็พยายามบล็อก เขาก็พยายามที่จะยุบพรรคส้มมา 2 ครั้งแล้ว แต่ว่าเขาก็บล็อกไม่อยู่ พรรคส้มเนี่ย ก็ยังต่อสู้อยู่ ก็อาจจะโดนรัฐธรรมนูญปี 60 เล่นงานอีกก็ได้ เพราะว่าทุกครั้งที่มีการเลือกตั้งเนี่ย พรรคส้มก็ถูกยุบทุกที"

ทำไมเขาถึงบีบไม่ให้แก้รัฐธรรมนูญ? คำตอบง่ายๆ คือ "ก็ถ้าแก้ เขาก็ยุบไม่ได้" เพราะปัจจุบันการยุบพรรคหรือการถอดถอนนักการเมือง อาศัยกลไกศาลรัฐธรรมนูญและการตีความกฎหมายโดยเฉพาะเรื่อง "มาตรฐานทางจริยธรรม"
มายคติ "ฉบับปราบโกง" และความจริงใน Echo Chamber
สำหรับกลุ่มคนที่ยังเชื่อว่ารัฐธรรมนูญ 60 ดีที่สุดเพราะ "ปราบโกง" รศ.ดร.พิชาย มองว่าเป็นเพียงการท่องจำมายคติใน Echo Chamber โดยไม่ดูข้อเท็จจริง อาจารย์แนะวิธีอธิบายให้คนกลุ่มนี้เข้าใจง่ายๆ ด้วย 3 หลักฐานสำคัญ
- ตัวเลขทุจริต "การทุจริตเพิ่มสูงขึ้น อันนี้ก็ใช้ดัชนีการทุจริตเป็นหลักฐาน"
- ความล้มเหลวเชิงประจักษ์ "เอาบรรดาพวกตึกร้าว ตึกถล่ม ให้เขาเห็นว่าเป็นผลพวงมาจากรัฐธรรมนูญปี 60 ที่มันมีการโกงคอร์รัปชันกันเยอะแยะเลย ที่บอกว่าต้านโกง มันไม่จริง"
- วิกฤตเศรษฐกิจ "มันทำให้เศรษฐกิจของไทยเนี่ยหยุดชะงัก กลายเป็นถูกสื่อต่างชาติเรียกว่าเป็นคนป่วยแห่งเอเชียไปแล้ว นักลงทุนต่างประเทศ ไม่อยากมาลงทุน เพราะคอร์รัปชันสูงมาก"

ในช่วงท้ายของการสนทนา รศ.ดร.พิชาย ย้ำเตือนใจเราว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้คือสิ่งที่ "ปิดกั้นอนาคตของพวกเขา" (คนรุ่นใหม่) การแก้ไขอาจจะเป็นเรื่องยากและต้องเผชิญกับกำแพงสูงชัน แต่คำพูดทิ้งท้ายของอาจารย์คือเข็มทิศที่สำคัญที่สุด
"ก็ต้องผลักดันให้มัน... จนกว่าจะสำเร็จ"
เพราะสุดท้ายแล้ว กติกาการอยู่ร่วมกันในสังคมไม่ควรถูกเขียนขึ้นมาเพื่อปกป้องใครคนใดคนหนึ่ง แต่ควรเป็นกติกาที่ทำให้ทุกคน โดยเฉพาะคนรุ่นลูกรุ่นหลาน มีสิทธิมีเสียงในการกำหนดอนาคตของตัวเองอย่างแท้จริง



