ในการประชุมคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน ที่มี ภคมน หนุนอนันต์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน เป็นประธาน พิจารณาวาระมติคณะกรรมการสรรหากรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม (กสทช.) กรณีวินิจฉัยลักษณะต้องห้ามของ นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธาน กสทช.
โดยมีผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม อาทิ พลอากาศโท ดร.ธนพันธุ์ หร่ายเจริญ กสทช.ด้านกิจการกระจายเสียง ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.พิรงรอง รามสูต กสทช.ด้านกิจการโทรทัศน์ รศ.ดร.ศุภัช ศุภชลาศัย กสทช.ด้านเศรษฐศาสตร์ และ นพ.ประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา


พลอากาศโท ดร.ธนพันธุ์ เปิดเผยว่า ตั้งแต่ที่บอร์ด กสทช.ได้รับคำวินิจฉัยจากคณะกรรมการสรรหา กสทช ซึ่งชี้ชัดว่า นพ.สรณ เป็นผู้สละสิทธิ์ เมื่อวันที่ 23 ก.ค.ที่ผ่านมา ตนเองจึงทำหนังสือส่งไปที่สำนักงานในทุกครั้งที่มีการประชุม แต่ นพ.สรณ ยังยืนยันที่จะขอเข้าร่วมประชุม ซึ่งตนเองได้ชี้แจงเหตุผลว่าหากมีการประชุมและมีมติใด ๆ ในขณะที่ นพ.สรณ เป็นผู้สละสิทธิ์ไม่ได้เป็นกรรมการ กสทช.ตั้งแต่ต้น ยิ่งทำให้ผลของการประชุมสร้างความเสียหาย
พลอากาศโท ดร.ธนพันธุ์ เน้นย้ำว่า หากสำนักงานให้ นพ.สรณ เข้าร่วมประชุม ตนเองคงไม่สามารถเข้าร่วมประชุมได้ ทั้งนี้พร้อมทำหน้าที่ร่วมกับกรรมการ กสทช.ที่เหลือ 6 คน แต่การที่จะให้ นพ.สรณ มาร่วมประชุมจะยิ่งส่งผลกระทบร้ายแรงมากกว่า

อรดา เทพยายน ผู้เชี่ยวชาญพิเศษรักษาการแทน รองเลขาธิการ กสทช. ชี้แจงว่า ในประเด็นที่เกิดขึ้น สำนักงานได้รับบันทึกของท่านทุกฉบับ แต่ที่สำนักงานต้องจัดประชุมตามปกติ เนื่องด้วยมีประเด็นข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายที่อาจจะเข้าใจไม่ตรงกันตรง สำนักงานมองว่าไม่ว่าจะคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหาจะเกิดด้วยเหตุผลที่คณะกรรมการกฤษฎีกาให้ความเห็น หรือเป็นไปตามตัวบทบัญญัติกฎหมายที่ให้มีขึ้น เพื่อประโยชน์การสรรหากรรมการ กสทช.ในกรณีที่ว่างลงก็ตาม
แต่ในพระราชบัญญัติการจัดสรรขึ้นความถี่ มาตรา 20 กำหนดกรณีการพ้นจากตำแหน่งไว้ว่า 1.ตาย 2.ลาออก 3.อายุครบ 70 4. มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 7 และ 8 ซึ่งเมื่อมีคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหาแจ้งมา ซึ่งเป็นเหตุให้พ้นจากตำแหน่งที่กำหนดไว้ในมาตรา 20 และจะต้องมีการนำขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อให้พ้นจากตำแหน่ง จึงจำเป็นต้องรอให้มีพระบรมราชโองการพ้นเสียก่อน จึงเป็นที่มาให้สำนักงานจัดประชุมตามปกติ


พรพิมล อุ่นไพร ผู้อำนวยการฝ่ายกฎหมายเทคโนโลยีและการพลังงาน สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา กล่าวว่า การวินิจฉัยคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของคณะกรรมการสรรหาซึ่งตามกฎหมายได้ให้คำวินิจฉัยนั้นเป็นที่สิ้นสุด การพิจารณาของกฤษฎีกาไม่ได้เป็นการยืนยันมติของคณะกรรมการสรรหา เพียงแต่พิจารณาตามหลักกฎหมาย และให้ความเห็นกับนายกรัฐมนตรี เพื่อประโยชน์ในการบริหารราชการแผ่นดินเท่านั้น
ภคมน จึงถามต่อว่า นพ.สรณ จำเป็นต้องรอให้มีการโปรดเกล้าฯ ถึงจะต้องไม่มีการเข้าประชุมหรือไม่ พรพิมล กล่าวว่า เมื่อมีพระบรมราชโองการแล้ว กำหนดไว้ว่า วันที่พ้นจากตำแหน่งให้มีผลตั้งแต่วันที่มีการขาดคุณสมบัติหรือลักษณะต้องห้าม หรือที่กระทำอันเป็นการฝ่าฝืน ต้องดูว่าจะมีการกำหนดให้พ้นจากตำแหน่งเมื่อไร

รศ.ดร.ศุภัช กล่าวว่า ตนเองได้มีการหารือไปยังคณะกรรมการกฤษฎีกา 2 ครั้งถึงคุณสมบัติของ นพ.สรณ ซึ่งได้รับคำตอบว่า ให้คณะกรรมการสรรหาเป็นผู้ตัดสิน ตามความเข้าใจของตนเอง หากมีการพิจารณาจนถึงที่สุดแล้วเท่ากับว่ามีการสละสิทธิและไม่เคยเป็น ส่วนเรื่องการลงมติในที่ประชุมกรรมการ กสทช. ที่ต้องใช้เรื่องเสียงข้างมาก ความจริงแล้วมี กสทช. อีก 6 ท่าน หรือถ้าเป็นกรณีที่ต้องมีมติพิเศษก็พิจารณาตามความจำเป็นเท่านั้น ไม่ใช่ทุกเรื่อง
ส่วนอีกประเด็นหนึ่ง คือ เมื่อกรรมการสรรหาชี้เรื่องคุณสมบัติแล้ว แปลว่าก็ไม่ได้เป็นกรรมการ กสทช. อีกต่อไป หากเป็นแบบนั้นเรากำลังเรากำลังนั่งประชุมอยู่กับใคร และให้ใครเข้ามาประชุมในห้อง ซึ่งความเสียหายจะเกิดขึ้นไม่ว่า จะเป็นมติเรื่องใด ก็จะเกิดปัญหา และไม่ได้รับความคุ้มครอง จากมาตรา 19 วิปกครอง เพราะได้รับหนังสือแจ้ง ตั้งแต่วันที่ 23 ก.ค.69 ว่าการตัดสินของคณะกรรมการสรรหาถือเป็นที่สุด เมื่อเป็นแบบนี้จะให้เราทำอย่างไร
"3 กรรมการ กสทช.ถูกผูกกันไป แต่แท้จริงแล้วต่างคนต่างมีความเห็น และต้องไม่ลืมว่า 3 คนนี้ ถ้าจะผูกกันก็ยังเหลือกรรมการอีก 4 คน ซึ่งรวม นพ.สรณด้วย กสทช. ก็ยังเดินได้ เพราะฉะนั้นการประชุมเมื่อ 4 ครั้งที่ผ่านมา ถ้ากรรมการ 4 คนยังอยู่ มันก็จบแล้ว มันไปได้ พวกตนเองก็จะรอ ไม่อยากทำผิดกฎหมาย เพราะความเสียหายมันเยอะกว่า 4 คน ก็เดินได้ ไม่ใช่เดินไม่ได้ แต่มันไม่ถึง 4 ต่างหาก ก็ต้องไปถามดูว่า ที่ไม่ถึง 4 มีใครกันบ้าง" รศ.ดร.ศุภัช กล่าว

ขณะที่ ศาสตราจารย์กิติคุณ ดร.พิรงรอง กล่าวว่า หากย้อนกลับไปถึงวันที่ขาดคุณสมบัติ หรือมีลักษณะต้องห้ามในกรณีนี้คือ ตั้งแต่ต้นปี 65 แม้ตามมาตรา 19 ของ พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครองจะคุ้มครองมติ หรือการดำเนินการย้อนหลังในส่วนที่เรายังไม่ทราบข้อมูลมาก่อนก็ตาม แต่เมื่อทราบข้อมูลชัดเจนเมื่อวันที่ 21 ก.ค.ที่ผ่านมา การคุ้มครองตามบทบัญญัติดังกล่าวก็หมดไป
"เรื่องนี้ถือเป็นเรื่องของสำนึก เมื่อมีเหตุอันควรตามกฎหมาย และรับทราบว่าคุณลักษณะ หรือคุณสมบัติอาจไม่ชอบด้วยกฎหมาย ก็สามารถขอหยุดปฏิบัติหน้าที่เป็นการชั่วคราวได้ ซึ่งไม่ใช่เรื่องใหม่ และเคยเกิดขึ้นมาแล้วในอดีต เช่น กรณีสุภิญญา กลางณรงค์ อดีตกรรมการ กสทช. จนเป็นที่ยอมรับ โดยภายหลังจากที่ศาลอาญาอ่านคำพิพากษาเมื่อวันที่ 15 มี.ค.60 ทำให้สุภิญญา ในขณะนั้นเข้าข่ายมีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 7 ของ พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ ในวันเดียวกันนั้น ก็ได้มีบันทึกข้อความถึงเลขาธิการ กสทช. แจ้งขอยุติการปฏิบัติหน้าที่เป็นการชั่วคราว โดยไม่รับค่าตอบแทน พร้อมส่งคืนทรัพย์สิน และรถประจำตำแหน่งทันที ซึ่งที่ประชุม กสทช.ในเวลาต่อมาได้มีมติรับทราบ จนกระทั่งมีประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีให้พ้นจากตำแหน่งโดยมีผลย้อนหลัง" ศาสตราจารย์กิติคุณ ดร.พิรงรอง ย้ำ
ศาสตราจารย์กิติคุณ ดร.พิรงรอง ชี้ให้เห็นว่า การยุติตนเอง เพื่อไม่ให้อยู่เป็นอุปสรรคในการทำงาน หรือการประชุมทันที เมื่อมีเหตุอันควรสงสัย ถือเป็นบรรทัดฐานที่ถูกต้อง เพราะหากปล่อยให้ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนเกิดความเสียหายต่อสาธารณะ หรือเอกชนที่เกี่ยวข้อง ย่อมส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง เนื่องจาก กสทช. ทำหน้าที่กำกับดูแลเอกชน และผู้บริโภคจำนวนมาก โดยมีผู้ถือครองซิมโทรศัพท์กว่า 100 ล้านคน และผู้ชมโทรทัศน์ทั่วประเทศกว่า 70 ล้านคน ซึ่งหากศาลฯ หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีคำสั่งให้พ้นจากตำแหน่งย้อนหลังไปถึงวันที่ขาดคุณสมบัติจริง จะไม่มีใครสามารถชดเชยความเสียหายที่เกิดขึ้นภายหลังได้



จากนั้น อนุสรณ์ แก้ววิเชียร สส. นนทบุรี พรรคประชาชน ในฐานะกรรมาธิการ กล่าวว่า กรณีดังกล่าวควรใช้แนวนโยบายของ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย คือ ‘ปิดชื่อถือพฤติกรรม’ ไม่เข้าใจว่าทำไมการพูดถึงคนหนึ่งคน และการขอเอกสารช่างยากเย็น
นายอนุสรณ์กล่าวว่า กรรมาธิการฯ พิจารณาเรื่องนี้มาแล้วถึง 4 ครั้ง หากปิดชื่อและสถานะออกไปแล้วดูพฤติกรรม ส่วนตัวมองว่าการแต่งตั้งมาโดยตำแหน่ง ไม่ได้ตามตัวบุคคล กฤษฎีกาเองก็ย่อมรู้ดีว่ามีอำนาจหรือไม่ การเอาพระบรมราชโองการมาแอบอ้าง ต้องมีผู้รับสนอง หากจะพูดต้องพูดถีงผู้รับสนองหรือผู้ทูลเกล้าฯ ไม่ควรดึงฟ้ามาต่ำ และอยากถามรักษาการเลขาธิการ กสทช. ที่ให้สัมภาษณ์เช่นนั้น ไม่รู้หรือว่ากฎหมายทุกฉบับต้องมีผู้รับสนองพระบรมราชโองการ จะถูกจะผิดต้องวิจารณ์ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ อีกทั้งหากสำนักงานยังให้มีการจัดประชุมต่อไป และอนาคตเกิดความเสียหาย ผู้ที่ต้องรับผิดชอบก็คือรักษาการเลขาธิการ กสทช.


ต่อมา ภคมนระบุว่า การแต่งตั้งกรณีนี้ ดูแล้วไม่ได้มาโดยตำแหน่ง แต่เป็นที่ตัวบุคคลซึ่งน่าสงสัย อีกทั้งการขอเอกสารจากมหาวิทยาลัยมหิดล จากกรรมาธิการฯ มาแล้วตั้งหลายครั้ง แต่ล่าสุดเมื่อ 8 สิงหาคม กลับมีการเผยแพร่เอกสารจากมหาวิทยาลัยมหิดลมา
นพ.ประวิทย์ กล่าวว่าเมื่อมีคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหา กลับมีเอกสารออกมาเต็มเลย ข้อเท็จจริง คือ มหาวิทยาลัยมหิดลมีหลักฐานหมด แต่จะให้ความร่วมมือหรือไม่ ส่วนที่รามาธิบดี หรือมหิดล ระบุ เป็นแพทย์ต่อรายชั่วโมง เป็นแพทย์ที่ประกอบโรคศิลปะนั้น คณะบดีย่อมรู้ดีว่า ต้องเป็นแพทย์ประกอบวิชาชีพเวชกรรม ใช้ พ.ร.บ.คนละฉบับ ซึ่งทำให้เนื้อหาในหนังสือผิดพลาดคลาดเคลื่อนอย่างร้ายแรง
ส่วนการยกประเด็นนี้ รายได้พึงประเมิน ตามมาตรา 40(6) ซึ่งเป็นการประกอบอาชีพอิสระ จึงไม่ใช่พนักงาน หรือลูกจ้าง แต่เมื่อดูเอกสารที่มหิดลเปิดเผยไม่ได้ระบุ เป็นเพียงประเภทเงินได้ แต่ถ้ามหิดลยืนยันว่า เป็นผู้ประกอบอาชีพอิสระเมื่อไหร่ สรรพากรต้องสอบย้อนหลัง เพราะมีสถานะเป็นพนักงานมหาวิทยาลัย ต้องใช้มาตรา 40 (1) ไม่เช่นนั้น เอกสารที่รับรองจ่ายเงินทุกฉบับ เท่ากับยืนยันการหลบเลี่ยงภาษีของลูกจ้างมหาลัยทุกคน
ดังนั้น สิ่งที่เสนอมาจึงขัดแย้งกับการปฏิบัติจริง หรือถ้าอ้างหนังสือแจ้งขอพ้นสภาพพนักงานข้อตอบแทนรายชั่วโมง คำนึ้ ก็ถือว่าพ้นสภาพ กสทช.อยู่ดี ถือว่าสละสิทธิ์ พร้อมถามหาสัญญาข้อตกลงในช่วงดังกล่าว ว่าใช้ระเบียบใด เปิดเผยออกมา เนื่องจากหากใช้การอ้างนี้ สิทธิ์บางส่วนที่เบิกราชการได้น้้น จะบอกว่าประกอบอาชีพอิสระ แล้วรัฐจะเอาเงินไปให้หมอที่ประกอบอาชีพอิสระหรือ ถ้าเป็นแพทย์โรงพยาบาลรัฐ หากกระทำละเมิดต่อผู้รับบริการ การจะฟ้องต้องฟ้องต่อหน่วยงาน ต้องพิสูจน์ ถึงไปไล่เบี้ยต่อได้ แต่ถ้าแพทย์คลีนิครักษาคนไข้ตาย ต้องควักเงินตัวเองจ่าย ไม่ใช่บอกว่าอิสระ แต่ช่วยมาออกเงินแทนฉันหน่อย การอธิบายเช่นนี้ผิดปกติ
ขณะที่การบอกเป็นการเรียกเก็บเงินแทนนั้น ก็เป็นคำกล่าวอ้างลอยๆ ขัดระเบียบเงินรายได้คณะแพทย์มหิดล เพราะถ้าแบ่งผลประโยชน์กันจริง นพ.สรณ ต้องเรียกเก็บเงินจากคนไข้เอง แล้วค่อยไปจ่ายค่าที่ให้โรงพยาบาลรามาธิบดี และต่อให้อ้างว่า นพ.สรณ เป็นลูกจ้างของคณะแพทย์ศาสตร์ ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐ แต่นิติสัมพันธ์ลูกจ้างก็อาจเป็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์ในการปฏิบัติหน้าที่ เนื่องจากโรงพยาบลรามาธิบดี รับใบอนุญาติประกอบธุรกิจจาก กสทช. ซึ่งจะเข้ามาเป็น กสทช.ไม่ได้ แต่ นพ.สรณ กลับเสนอชื่อคณะบดีมาเป็นอนุ เหมือนผลัดกันเกาหลัง

ขณะที่อรดาชี้แจงว่า สำนักงาน กสทช. ดำเนินการตามกฎหมายที่มีอยู่ โดยประเด็นที่โต้แย้งกันอยู่นี้เป็นเรื่องของความคิดเห็น แต่ความเห็นของแต่ละคนควรอยู่บนการตรวจสอบที่เหมาะสม ซึ่งไม่ได้จะบอกว่ากรรมาธิการฯ ชุดนี้ไม่เหมาะสม แต่ในกระบวนการตรวจสอบควรให้ผู้มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายพิจารณาวินิจฉัย
หรือกรณีที่ ศ.กิตติคุณ ดร.พิรงรอง ยกเรื่องของสุภิญญา แต่กรณีนั้นก็เพราะมีคำตัดสินของศาลมาแล้ว ดังนั้น ในเมื่อคำพิพากษายังไม่ถึงที่สุด ก็มีสิทธิโต้แย้งจนกว่าจะถึงศาลฎีกา ความคิดเห็นนี้ก็ยังไม่ได้อยู่ในกระบวนการยุติธรรม
ภคมนระบุว่า การทำหน้าที่ของกรรมาธิการฯ เป็นอำนาจหน้าที่ของฝ่ายนิติบัญญัติเท่าที่ทำได้ แต่ไม่เคยได้รับความร่วมมือจากผู้ที่กรรมาธิการฯ เคยเชิญไป ทั้ง นพ.สรณ และรักษาการเลขาธิการ กสทช. เอง จึงยืนยันว่า ทำหน้าที่กรรมาธิการฯ ตามกฎหมาย และความคิดเห็นของตนเองก็แสดงออกในฐานะประชาชน ไม่ได้ต้องปรึกษาสำนักงาน กสทช. เพราะตนเองไม่ใช่ลูกน้องของ นพ.สรณ และรักษาการเลขาธิการ กสทช.
ภคมน เข้าใจหน้าที่ของสำนักงาน กสทช. แต่ขอฝากไปว่า ในเมื่อเรื่องชัดขนาดนี้แล้วว่า นพ.สรณไม่มีคุณสมบัติจะเป็นประธาน กสทช. ก็ไม่เข้าใจว่าเหตุผลอะไรต้องยื้อ และลุยไฟขนาดนี้ อีกทั้งได้ยินว่า กำลังจะมีการลงนามในกองทุน USO ราวห้าพันล้านบาท ซึ่งอาจเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้ นพ.สรณ ยังคงยื้ออยู่หรือไม่




