การทำงานของคณะกรรมาธิการ หรือ ‘กมธ.’ ในสภานั้น กฎหมายได้กำหนด ‘อำนาจเรียก’ ไว้โดยเฉพาะ เพื่อให้ กมธ.สามารถสอบหาข้อเท็จจริงและรวบรวมข้อมูลประกอบการพิจารณาเรื่องต่างๆ ได้
ประเด็นนี้กลับมาเป็นที่สนใจอีกครั้ง หลัง ‘รังสิมันต์ โรม’ ประธาน กมธ.การกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยว่า กมธ.มีมติใช้อำนาจตาม พ.ร.บ.อำนาจเรียกของคณะกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา พ.ศ. 2568 เรียก ‘อนุทิน ชาญวีรกูล’ นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย ‘นฤชา โฆษาศิวิไลซ์’ และ ‘ชลวิทย์ เจียรจิตต์’ อธิการบดี มศว. เข้าชี้แจงกรณีทุจริตสอบข้าราชการท้องถิ่น ในวันที่ 8 ตุลาคม 2569
คำถามสำคัญคือ
- กมธ.ใช้อำนาจอะไรในการเรียก?
- หากไม่มา จะเกิดอะไรขึ้น?
- เมื่อสอบแล้ว กมธ.สามารถส่งเรื่องต่อให้หน่วยงานอย่าง ป.ป.ช. ได้หรือไม่?
และคำตอบเหล่านี้ อยู่ในกฎหมายฉบับใหม่ที่มีผลใช้บังคับตั้งแต่ปี 2568
กมธ.ใช้อำนาจอะไร ‘เรียกมา’?
กฎหมายที่เกี่ยวข้องโดยตรง คือ พระราชบัญญัติอำนาจเรียกของคณะกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา พ.ศ. 2568
ตาม มาตรา 6 กำหนดอำนาจของ กมธ.ในการเรียกข้อมูลเพื่อประกอบการพิจารณา สอบหาข้อเท็จจริง หรือศึกษาเรื่องที่อยู่ระหว่างการดำเนินงานของ กมธ.
พูดง่ายๆ คือ กมธ.มีอำนาจเรียกให้มาชี้แจงข้อเท็จจริงหรือแสดงความคิดเห็นได้ทั้ง
- เอกสาร
- บุคคล
โดยที่ต้องเกี่ยวข้องกับเรื่องที่ กมธ.กำลังพิจารณา สอบหาข้อเท็จจริง หรือศึกษาอยู่
นอกจากนี้ หากเป็น ‘รัฐมนตรี’ กมธ.ต้องแจ้งให้ ‘นายกรัฐมนตรี’ ทราบ ส่วนกรณี ‘เจ้าหน้าที่ของรัฐ’ ต้องแจ้ง ‘นายกรัฐมนตรี’ หรือ ‘รัฐมนตรี’ ซึ่งกำกับดูแลหน่วยงานนั้น เพื่อสั่งการให้เจ้าหน้าที่มาชี้แจงหรือส่งเอกสารตามหนังสือเรียก ดังนั้น ‘อำนาจเรียก’ ของ กมธ. จึงแตกต่างจากการทำหนังสือเชิญทั่วไป เพราะเป็นอำนาจที่มีกฎหมายรองรับโดยเฉพาะ
เมื่อ กมธ.มีมติเรียก ต้องทำอย่างไร?
ตาม มาตรา 7 เมื่อ กมธ.มีมติเรียก จะต้องออก ‘หนังสือเรียก’ โดยหนังสือต้องระบุเหตุผลและประเด็นที่ต้องการให้บุคคลนั้นมาชี้แจงหรือส่งข้อมูล เพื่อให้ผู้ถูกเรียกทราบขอบเขตของการชี้แจง และทำให้การใช้อำนาจของ กมธ. เชื่อมโยงกับเรื่องที่อยู่ในอำนาจหน้าที่ด้วย
ถ้า ‘ไม่มา’ มีบทลงโทษหรือไม่?
ประเด็นนี้ต้องแยกเป็นกรณี ‘รัฐมนตรี’ กับ ‘เจ้าหน้าที่รัฐ’
กรณี ‘นายกรัฐมนตรี-รัฐมนตรี’
ตาม มาตรา 13 หากนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรี ‘ไม่สั่งการ’ ให้เจ้าหน้าที่ในสังกัดปฏิบัติตามหนังสือเรียกของ กมธ.จะแจ้งประธานสภาฯ เพื่อให้เรียกนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีเข้าชี้แจงเหตุผลต่อสภาฯ
จุดสำคัญคือ กฎหมายไม่ได้วางกลไกในลักษณะว่า “ไม่มาตามหนังสือเรียกแล้วถูกลงโทษทันที” แต่กำหนด กลไกความรับผิดทางรัฐสภา ให้เข้ามาชี้แจงเหตุผลต่อสภา
กรณี ‘เจ้าหน้าที่รัฐ’
สำหรับเจ้าหน้าที่รัฐ หากได้รับหนังสือเรียกแล้ว ‘ไม่ส่งเอกสาร ไม่มาชี้แจง หรือไม่แสดงความคิดเห็น โดยไม่มีเหตุอันสมควร รวมถึงกรณีจงใจให้ข้อมูลอันเป็นเท็จ’ กฎหมายกำหนดกลไกให้ กมธ.แจ้ง ‘ต้นสังกัด’ เพื่อดำเนินการทางวินัย ในกรณีที่เข้าข่ายความผิดทางวินัยหรือไม่รักษาประโยชน์ของทางราชการ
ดังนั้น อำนาจของ กมธ.ไม่ได้หมายความว่า ‘เรียกแล้วทุกคนต้องมาโดยไม่มีข้อยกเว้น’ แต่กฎหมายกำหนดทั้งหน้าที่ในการปฏิบัติตามหนังสือเรียก และช่องทางดำเนินการ เมื่อมีการไม่ปฏิบัติตาม
แล้ว กมธ. ‘ส่งเรื่องต่อ’ ให้ ป.ป.ช. ได้หรือไม่?
อีกประเด็นที่น่าสนใจคือ เมื่อ กมธ.ตรวจสอบเรื่องใดแล้ว พบข้อมูลที่อาจเกี่ยวข้องกับหน่วยงานอื่น กมธ.สามารถส่งเรื่องต่อได้หรือไม่?
เรื่องนี้ ‘อาสพลธ์ สรรณ์ไตรภพ ประธานกรรมาธิการ ป.ป.ช.’ ยืนยันว่า กมธ.มีอำนาจส่งเรื่องต่อโดยตรงไปยัง ‘ทุกหน่วยงาน’ ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่ตรวจสอบได้โดยตรง รวมถึง ป.ป.ช.ด้วย
แต่หาก กมธ.จัดทำเรื่องเป็น ‘เล่มรายงาน’ ต้องเสนอต่อสภา ซึ่งขั้นตอนจะเป็นไปตาม ‘ข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2562’ ที่สภาสามารถมีมติให้ส่งรายงานหรือข้อสังเกตต่อไปยัง
- คณะรัฐมนตรี
- ศาล
- องค์กรอิสระ เช่น ป.ป.ช.
- องค์กรอัยการ
- หรือหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง
‘อำนาจเรียก’ ก็มีขอบเขต
แม้ พ.ร.บ.อำนาจเรียกฯ จะเพิ่มเครื่องมือให้ กมธ.ในการตรวจสอบข้อเท็จจริง แต่ไม่ได้หมายความว่า กมธ.สามารถเรียกบุคคลใดก็ได้ในทุกเรื่อง เพราะตามมาตรา 6 ยังมีข้อจำกัด โดยเฉพาะกรณีที่เกี่ยวข้องกับ
- ‘ผู้พิพากษาและตุลาการ’ ในส่วนที่เกี่ยวกับการพิจารณาพิพากษาคดีหรือการบริหารงานบุคคลของศาล
- รวมถึง ‘ผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ’ ในส่วนที่เป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยตรงตามรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวข้อง
พูดให้เข้าใจง่ายคือ อำนาจเรียกของ ‘กมธ.’ มีไว้เพื่อ “สอบหาข้อเท็จจริงในเรื่องที่อยู่ในขอบเขตการพิจารณาของ กมธ.” แต่ไม่ใช่อำนาจที่จะเข้าไปแทรกแซงการใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญขององค์กรอื่น
จับตาการใช้อำนาจเรียกของ กมธ.กฎหมาย
การเรียก ‘อนุทิน-นฤชา-ชลวิทย์’ ของ กมธ.กฎหมายฯ ในวันที่ 8 ตุลาคม เป็นอีกขั้นของกระบวนการตรวจสอบในฝ่ายนิติบัญญัติ เพื่อให้ผู้เกี่ยวข้องเข้ามาชี้แจงข้อเท็จจริง ซึ่งในกรณีทุจริตสอบท้องถิ่น เป็นอีกหนึ่งจุดที่ต้องจับตาว่า อำนาจของ กมธ.ตามกฎหมายจะใช้ได้จริงแค่ไหน?




