นับแต่การเปิดประชุมรัฐสภา วันที่ 14 มี.ค.ที่ผ่านมา และเริ่มต้นการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 27 สมัยสามัญประจำปีครั้งที่ 1 ในวันถัดไป ได้เริ่มมีหลากหลายพรรคการเมือง ที่ทยอยยื่นกฎหมายชุดใหม่เข้ามา เร่งผลักดันเสนอแก้ไขปรับปรุงยกร่าง เพื่อหวังจะนําไปสู่การพิจารณาในเร็ววัน
แม้ฝ่ายนิติบัญญัติจะถือว่า นี่คือการทํางานทางการแล้ว แต่ในฝ่ายบริหารยังคงดําเนินการขั้นตอนภายหลังการเลือกตั้งไม่เสร็จสิ้น เนื่องจากยังคงเหลือขั้นตอนถวายสัตย์ปฏิญาณ และแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ก่อนเข้าปฏิบัติหน้าที่
ทําให้การดําเนินการในหลายส่วน ยังคงไม่สามารถเดินหน้าต่อเนื่องได้ โดยเฉพาะการพิจารณากฎหมายที่ยังคงค้างจากสภาชุดที่ 26 เพราะต้องรอความพร้อมของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่จะเป็นผู้พิจารณาว่า ควรจะร้องขอให้รัฐสภานํากฎหมายใด กลับมาพิจารณาบ้าง
เนื่องจากข้อกำหนดตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 147 เมื่อมีการยุบสภาฯ ร่างกฎหมายที่รัฐสภายังไม่ให้ความเห็นชอบจะตกไปโดย ครม.ชุดใหม่ สามารถทำเรื่องขอให้รัฐสภาพิจารณาร่างกฎหมายที่ค้างอยู่ต่อได้ ภายใน 60 วัน นับแต่วันเรียกประชุมรัฐสภาครั้งแรก หากไม่ดำเนินการ กฎหมายเหล่านั้น จะถูกปัดตกไป และต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่

ขณะนี้มีร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของรัฐสภากว่า 23 ฉบับ ซึ่งหนึ่งในนั้น คือ ร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม ที่ ‘อนุทิน ชาญวีรกูล’ นายกรัฐมนตรีเอง ก็เป็นหนึ่งในผู้เสนอ ยังคงค้างอยู่ในการพิจารณาของรัฐสภา คืนวันเดียวกันกับที่อนุทิน โพสต์ข้อความ “ผมขอคืนอํานาจกลับไปยังพี่น้องประชาชนครับ”
สำหรับร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรมากถึง 79 ฉบับ ซึ่ง ครม.เป็นผู้เสนอถึง 19 ฉบับ และร่าง พ.ร.บ.ที่อยู่ระหว่างการดำเนินการของวุฒิสภา 13 ฉบับ มี ครม.เป็นผู้เสนอ 4 ฉบับ ทั้งยังมีชื่ออนุทิน ในผู้เสนออีก 3 ฉบับ คือ ร่าง พ.ร.บ.องค์การบริหารส่วนจังหวัด , ร่าง พ.ร.บ.สภาตําบลและองค์การบริหารส่วนตําบล และร่าง พ.ร.บ.เทศบาล
นอกจากนั้น ยังมีร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของรัฐสภา อีก 1 ฉบับ
ส่วนร่างที่ภาคประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งเกิน 10,000 ร่วมเสนอ 7 ร่าง ได้แก่
ร่าง พ.ร.บ.การฌาปนกิจสงเคราะห์
ร่าง พ.ร.บ.สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล
ร่าง พ.ร.บ.รับรองอัตลัษณ์ทางเพศสภาพ การแสดงออกทางเพศ สภาพ และคุณลักษณะทางเพศ
ร่าง พ.ร.บ.วิชาชีพบริหารทรัพยากรบุคคล
ร่าง พ.ร.บ.ความรับผิดเพื่อความชำรุดบกพร่องของสินค้า
ร่าง พ.ร.บ.ยกเลิก พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี
ร่าง พ.ร.บ.การรายงานการปล่อยและการเคลื่อนย้ายสารมลพิษสู่สิ่งแวดล้อม (PRTR)
สิ่งที่ถูกจับตา คือ ร่าง พ.ร.บ.บริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด ที่ 7 ฝ่ายร่วมใจกันเสนอ ทั้งคณะรัฐมนตรี ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 22,241 คน อนุทิน ชาญวีรกูล กับคณะ จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ กับคณะ ตรีนุช เทียนทอง กับคณะ ร่มธรรม ขำนุรักษ์ กับคณะ และนายภัทรพงษ์ ลืลาภัทร์ กับคณะ
ล่าสุด ในที่ประชุมสภา ได้มีการเสนอญัตติด่วนด้วยวาจา จาก 4 พรรคการเมืองทั้ง พรรคประชาชน พรรคประชาธิปัตย์ พรรคเพื่อไทย และพรรคภูมิใจไทย ขึ้นมาปรึกษา สะท้อนความเห็น และพยายามส่งข้อเสนอแนะ หวังจะช่วยบรรเทาสถานการณ์ความเดือดร้อนของประชาชน ซึ่งกำลังต้องเผชิญกับสภาพอากาศที่ย่ำแย่ ค่า PM 2.5 สูงขึ้น จนกระทบต่อสุขภาพและการใช้ชีวิต
แต่ ศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย อภิปรายแสดงความกังวลต่อร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด ที่หลายคนอยากให้รัฐบาลหยิบขึ้นมาพิจารณาต่อให้แล้วเสร็จ และบังคับใช้
ด้วยการยก 8 เหตุผล ที่ตนเองเห็นว่า ไม่ควรเร่งรัดบังคับใช้ พร้อมระบุว่า ปัญหาอากาศสะอาดของไทย ไม่ได้เกิดจากการไม่มีกฎหมาย แต่เกิดจากการบังคับใช้ ยังไม่จริงจังเพียงพอ รวมถึงข้อจำกัดเชิงโครงสร้างต่าง จึงควรทำให้กฎหมายที่มีอยู่ ทำงานได้จริง ยืนยันว่า ไม่ได้คัดค้านเรื่องหลักการ แต่ขอให้ร่วมกันทำกฎหมายที่ปกป้องประชาชนได้จริง
จนบางส่วนมองว่า อาจเป็นมุมที่ทำให้การจัดการไม่ทันต่อสถานการณ์อย่างทันท่วงทีหรือไม่ และกลายเป็นท่าทีที่อยู่ย้อนแย้งกันเอง
14 พ.ค.นี้ จึงเป็นวันวัดใจของ ‘ผู้บริหารประเทศ’ ชุดใหม่ ที่กําลังจะก้าวเข้ามาทําหน้าที่ ว่าจะให้ความสำคัญกับกฎหมายที่คงค้างมากแค่ไหน หรือจะดำเนินการต่ออย่างไรกับกฎหมายที่ตัวเองเสนอ




