ประวัติศาสตร์การเมืองของ จ.ชลบุรี เปรียบเสมือนภาพสะท้อนที่ชัดเจนที่สุดของวิวัฒนาการ "อำนาจนิยมท้องถิ่น" ในไทย พื้นที่ชายฝั่งทะเลตะวันออกแห่งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงแค่แหล่งท่องเที่ยวหรือนิคมอุตสาหกรรมระดับประเทศ แต่ยังเป็น "ห้องทดลอง" ของระบอบการเมืองแบบ "บ้านใหญ่" ที่ทรงพลังและซับซ้อนที่สุดแห่งหนึ่ง
การทำความเข้าใจ การเมืองชลบุรี จำเป็นต้องมองลึกลงไปถึงรากฐานทางเศรษฐกิจ ที่เปลี่ยนผ่านจากเกษตรกรรมสู่การค้าชายฝั่ง และการขยายตัวของอุตสาหกรรมหนักภายใต้โครงการพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทะเลภาคตะวันออก ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงสำคัญที่หล่อเลี้ยงอำนาจของกลุ่มผู้กว้างขวางในพื้นที่มานานหลายทศวรรษ

ก่อนยุค "คุณปลื้ม" อำนาจในไร่อ้อย-โรงงานน้ำตาล
ก่อนที่ชื่อของ "ตระกูลคุณปลื้ม" จะกลายเป็นสัญลักษณ์ผูกขาดทางการเมืองของ จ.ชลบุรี ศูนย์กลางอำนาจไม่ได้ตั้งอยู่ริมชายหาดบางแสนหรือพัทยา แต่กลับฝังรากลึกอยู่ในพื้นที่เกษตรกรรม "หลังเขา" อย่าง อ.บ้านบึง และ อ.พานทอง
ในยุคที่ จ.ชลบุรี ยังถูกขับเคลื่อนด้วยพืชเศรษฐกิจอย่างอ้อยและมันสำปะหลัง อำนาจการเมืองตกอยู่ในมือของกลุ่มทุนเกษตรกรรมขนาดใหญ่ ที่เป็นเจ้าของที่ดินและโรงงานน้ำตาล
สองตระกูลที่เป็นเสาหลักในยุคนั้นคือ ตระกูล "เนื่องจำนงค์" และ ตระกูล "สิงโตทอง" ทั้งสองตระกูลไม่ได้เริ่มต้นจากการเป็นศัตรู แต่ผู้นำรุ่นบุกเบิกในสมัยปู่และพ่อนั้นมีความสัมพันธ์อันดีต่อกันในฐานะเพื่อนรักที่ร่วมกันบุกเบิกพื้นที่เศรษฐกิจ
อย่างไรก็ตาม เมื่อผลประโยชน์ทางการเมืองเริ่มทับซ้อนและความต้องการเป็นตัวแทนของคนชลบุรีในสภาผู้แทนราษฎรเพิ่มสูงขึ้น ความสัมพันธ์ที่เคยแน่นแฟ้นก็แปรเปลี่ยนเป็นความแข่งขันที่ดุเดือด
"ตระกูลเนื่องจำนงค์" นำโดย ประโยชน์ เนื่องจำนงค์ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม คือ ตัวแทนของกลุ่มทุนที่มั่งคั่งจากการถือครองที่ดินมหาศาล
ขณะที่ "ตระกูลสิงโตทอง" มีฐานเสียงที่เหนียวแน่นในกลุ่มเกษตรกรไร่อ้อย การต่อสู้ของสองตระกูลนี้กำหนดทิศทางการเมืองชลบุรีในยุคก่อนปี 2520 อย่างเบ็ดเสร็จ โดยมีลักษณะเป็น "การเมืองเชิงพื้นที่" ที่แยกขาดตามเขตอำเภออย่างชัดเจน
การเปลี่ยนผ่านสำคัญเกิดขึ้นเมื่อโครงการพื้นฐานของรัฐเริ่มตัดถนนสุขุมวิทและสะพานข้ามแม่น้ำบางปะกง ทำให้พื้นที่ชายฝั่งกลายเป็นทำเลทองแห่งใหม่ มูลค่าที่ดินชายทะเลที่พุ่งสูงขึ้นกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการเคลื่อนย้ายอำนาจจาก "ไร่อ้อย" สู่ "ชายหาด" และเป็นช่วงเวลาที่ชายชื่อ "สมชาย คุณปลื้ม" เริ่มสร้างอาณาจักรของตนเอง

ยุคทอง "กำนันเป๊าะ" ผู้สถาปนา "บ้านใหญ่แสนสุข"
สมชาย คุณปลื้ม หรือที่คนทั้งประเทศรู้จักในนาม "กำนันเป๊าะ" คือบุคคลที่พลิกโฉมหน้าการเมืองชลบุรีจากการเมืองหลายขั้วมาสู่ระบบ "บ้านใหญ่" ที่มีศูนย์กลางอยู่ที่แสนสุข
เส้นทางชีวิตของเขาสะท้อนถึงความเป็น "เจ้าพ่อ" ในอุดมคติของสังคมไทยยุคหนึ่ง นั่นคือการเริ่มต้นจากจุดต่ำสุดและก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดด้วยความกล้าได้กล้าเสียและระบบอุปถัมภ์ที่ไร้ขอบเขต
กำนันเป๊าะ เกิดในครอบครัวผู้ใหญ่บ้านหมู่ 7 ตำบลแสนสุข และมารดาที่เป็นแม่ค้าขายหมูในตลาดหนองมน เขาไม่ได้มีโอกาสทางการศึกษาสูงนัก โดยจบเพียงชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 จากโรงเรียนวัดกลางดอน ก่อนจะออกมาทำอาชีพกระเป๋ารถเมล์สายบางแสน-ศรีราชา-ชลบุรี และขยับขึ้นมาเป็นคนขับรถ
ประสบการณ์บนท้องถนนและการคลุกคลีกับผู้คนทุกระดับ ทำให้เขาสร้างเครือข่ายความสัมพันธ์ที่เหนียวแน่นมาตั้งแต่ยังไม่มีฐานะ
จาก "ท้องทะเล" สู่ฐานอำนาจเศรษฐกิจ
จุดเปลี่ยนที่ทำให้ กำนันเป๊าะ มั่งคั่งขึ้นมาคือการทำธุรกิจประมง โดยเขาได้รับสัมปทานจับปลาในน่านน้ำกัมพูชา ผ่านสายสัมพันธ์กับนักธุรกิจชาวฝรั่งเศส
แม้ธุรกิจนี้จะทำได้ไม่นานเนื่องจากปัญหาราคาน้ำมัน แต่เขาก็ได้สั่งสมทุนเพื่อขยายไปสู่ธุรกิจบ่อดินลูกรังและรับเหมาก่อสร้าง ซึ่งสอดคล้องกับยุคการพัฒนาเมืองในภาคตะวันออกอย่างพอดี
ในปี 2511 เขาได้รับเลือกเป็นผู้ใหญ่บ้านหมู่ 7 ต่อจากบิดา และก้าวขึ้นเป็นกำนันตำบลแสนสุขในปี 2526 ก่อนจะสร้างประวัติศาสตร์เป็นนายกเทศมนตรีคนแรกของเทศบาลเมืองแสนสุขในปี 2531
ในช่วงเวลานี้เองที่เขาเริ่มถูกขนานนามว่าเป็น "เจ้าพ่อตะวันออก" เนื่องจากอิทธิพลของเขาไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่การเป็นข้าราชการส่วนท้องถิ่น แต่เขาสามารถบันดาลความต้องการของนักการเมืองระดับชาติได้ทุกคนที่ต้องการฐานเสียงในชลบุรี

กลไก "ใจถึงพึ่งได้" รัฐสวัสดิการ ฉบับ บ้านใหญ่
ความสำเร็จของ กำนันเป๊าะ ไม่ได้มาจากเงินตราเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากสิ่งที่นักวิชาการระบุว่าเป็น "ความบิดเบี้ยวของรัฐไทย" เมื่อกลไกราชการไม่สามารถดูแลชาวบ้านได้ทั่วถึง "บ้านใหญ่" จึงทำหน้าที่เป็นที่พึ่งทดแทนรัฐ
การที่ชาวบ้านสามารถเดินเข้าไปในบ้านแสนสุข เพื่อขอความช่วยเหลือในยามเดือดร้อนได้ตลอดเวลา ทำให้เกิดความผูกพันเชิงบุญคุณที่เหนียวแน่นกว่าอุดมการณ์ทางการเมืองใดๆ
"ระบบของกำนันเป๊าะ" คือการ "ไม่กินรวบ แต่กินพวก" ในการดูแลเครือข่าย "กำนัน-ผู้ใหญ่บ้าน-นักการเมืองท้องถิ่น" อย่างทั่วถึง ทำให้เขาสามารถคุมทิศทางการเมืองใน จ.ชลบุรี ได้เกือบ 100 เปอร์เซ็นต์
จนนักการเมืองระดับชาติอย่าง บุญชู โรจนเสถียร หรือ สมพงษ์ อมรวิวัฒน์ ต่างต้องมาขอ "วีซ่า" หรือการสนับสนุนจากเขาหากต้องการชนะการเลือกตั้งในพื้นที่นี้
กำนันเป๊าะ ยังได้วางรากฐานการสืบทอดอำนาจผ่านบุตรชายทั้ง 4 คน อย่างแยบยล โดยแบ่งพื้นที่และบทบาทกันอย่างชัดเจน โดย
สนธยา คุณปลื้ม ดูแลงานการเมืองระดับชาติและเป็นรัฐมนตรีหลายสมัย
วิทยา คุณปลื้ม คุมงานการเมืองท้องถิ่นในตำแหน่งนายก อบจ. ชลบุรี และสร้างฐานแฟนคลับผ่านสโมสรฟุตบอลชลบุรี เอฟซี
อิทธิพล คุณปลื้ม ดูแลพื้นที่เชิงยุทธศาสตร์อย่างเมืองพัทยาและก้าวขึ้นสู่ระดับรัฐมนตรี
ณรงค์ชัย คุณปลื้ม รับไม้ต่อในการพัฒนาเมืองท่องเที่ยวแสนสุข
อย่างไรก็ตาม ชีวิตที่ดูเหมือนจะเป็นอมตะของ กำนันเป๊าะ ก็ต้องถึงจุดพลิกผันเมื่อคดีความจากอดีตตามมาทัน โดยเฉพาะคดีทุจริตจัดซื้อที่ดินเขาไม้แก้ว และ คดีจ้างวานฆ่ากำนันยูร ทำให้เขาต้องหลบหนีคดีและถูกจับกุมในที่สุด
ก่อนจะเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งในปี 2562 ปิดฉากตำนานเจ้าพ่อตะวันออกรุ่นที่ 1 ลงอย่างสมบูรณ์
การผงาดของ "มังกรน้ำเค็ม" สุชาติ ชมกลิ่น จาก "ลูกไล่สู่ลูกพี่"
ในขณะที่ อาณาจักรคุณปลื้ม กำลังเผชิญกับช่วงเวลาที่ยากลำบากจากการสูญเสียผู้นำทางจิตวิญญาณ ดาวรุ่งดวงใหม่ที่ชื่อ สุชาติ ชมกลิ่น หรือ "เฮ้ง" ก็เริ่มส่องแสงขึ้นมา
สุชาติ ไม่ได้เกิดมาในตระกูลผู้มีอิทธิพล แต่เขามีปูมหลังชีวิตที่น่าสนใจและสะท้อนถึงชนชั้นแรงงานของ จ.ชลบุรี อย่างแท้จริง
เขาเติบโตมาในครอบครัวที่ยากลำบาก บิดาเป็นกรรมกรแบกน้ำตาลและข้าวสารที่ท่าเรือแหลมฉบัง ส่วนมารดาเป็นแม่ค้าขายขนมครกหน้าตลาดหนองมน ตัวสุชาติเองในวัยเด็กเคยต้องลงไปช่วยบิดาแบกน้ำตาลในเรือ และทำงานรับจ้างสารพัดเพื่อส่งตัวเองเรียน
เส้นทางการเมืองของเขาเริ่มต้นจากการได้รับการสนับสนุนจาก กำนันเป๊าะ โดย สุชาติ ก้าวเข้าสู่สนามการเมืองท้องถิ่นครั้งแรก ในฐานะสมาชิกสภาเทศบาลเมืองแสนสุข (ส.ท.) เมื่ออายุ 28 ปี
ในช่วงเวลานี้เองที่เขาเปรียบเสมือน "ลูกน้อง" หรือคนในเครือข่าย "บ้านใหญ่แสนสุข" เขาได้เรียนรู้ "จิตวิทยาการปกครองคน" แบบกำนันเป๊าะ รวมถึงวิธีการสร้างบารมี ผ่านการช่วยเหลือชาวบ้าน อย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย
"เฮ้ง" สร้างฐานด้วย "ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์"
สุชาติ ไม่ได้หยุดอยู่เพียงแค่การเป็นนักการเมืองท้องถิ่น เขาใช้พรสวรรค์ด้านการขายที่เคยเรียนรู้จากการเป็น "เซลล์ขายบ้าน" มาสร้าง "อาณาจักรธุรกิจอสังหาริมทรัพย์" ของตนเอง ในนาม บริษัท อรินสิริแลนด์ จำกัด (มหาชน) ซึ่งกลายเป็นแบรนด์ที่คนชลบุรีรู้จักกันดี ความสำเร็จทางธุรกิจทำให้เขามีทุนทรัพย์มหาศาล และเริ่มขยับฐานะจากผู้ตามมาเป็นผู้เล่นที่มีความพร้อมในทุกด้าน
จุดเปลี่ยนสำคัญในการก้าวเข้าสู่การเมืองระดับชาติของ สุชาติ คือ การร่วมงาน กับ พรรคพลังชล ของ ตระกูลคุณปลื้มในปี 2554
แต่หลังจากเกิดการรัฐประหารปี 2557 และการเข้าสู่สนามเลือกตั้งปี 2562 สุชาติ เลือกที่จะเดิมพันครั้งใหญ่ด้วยการย้ายไปอยู่กับ "พรรคพลังประชารัฐ" เพื่อสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา
การก้าวขึ้นสู่ตำแหน่ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ในเวลาต่อมา ทำให้เขามีอำนาจรัฐและทรัพยากรในมือที่สามารถสร้าง "ซุ้ม" ของตนเองขึ้นมาได้ จนถูกขนานนามว่าเป็นกลุ่ม "พลังใหม่" หรือ "บ้านใหม่เมืองชล"

"ศึกเสือสองตัว" ในถ้ำเดียว ความขัดแย้ง "บ้านเก่า VS บ้านใหม่"
เมื่อ สุชาติ มีบารมีเพิ่มมากขึ้นจนสามารถสร้างเครือข่ายผู้นำท้องถิ่นของตนเองได้ ความขัดแย้งกับตระกูลคุณปลื้มจึงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ จ.ชลบุรี ที่เคยมีศูนย์กลางอำนาจอยู่ที่เดียว กลับกลายเป็นจังหวัดที่มี "สองบ้านใหญ่" แข่งขันกันเอง
สาเหตุของความรอยร้าวนี้ลึกซึ้งกว่าเรื่องการเมือง แต่เป็นเรื่องของ "ศักดิ์ศรี" และ "การจัดสรรพื้นที่" ไม่ว่าจะเป็น
การดึงคนในเครือข่าย การที่สุชาติเริ่มดึงเอาอดีตหัวคะแนนและผู้นำท้องถิ่น ที่เคยสังกัดบ้านใหญ่คุณปลื้มมาอยู่ในกลุ่มของตนเอง โดยใช้ความถึงลูกถึงคนและตำแหน่งรัฐมนตรีเป็นเครื่องมือ
ความเห็นต่างเชิงยุทธศาสตร์ทางการเมือง โดยตระกูลคุณปลื้มเลือกที่จะรักษาความสัมพันธ์กับขั้วอำนาจเก่าอย่างเพื่อไทย และรักษาระยะห่างจาก คสช. ในช่วงหนึ่ง ขณะที่ สุชาติ กลายเป็น "ขุนพลข้างกาย" ของ พล.อ.ประยุทธ์ อย่างชัดเจน
หรือจะเป็น การเลือกตั้งท้องถิ่น โดยการแข่งขันในสนาม อบจ. และนายกเมืองต่างๆ กลายเป็นการสู้กันเองระหว่างกลุ่ม "เรารักชลบุรี" ของตระกูลคุณปลื้ม และ กลุ่มของสุชาติ ซึ่งสร้างความอึดอัดให้แก่ผู้นำท้องถิ่นทั่วจังหวัด
ความขัดแย้งนี้แหลมคมที่สุดในการเลือกตั้งปี 2566 เมื่อตระกูลคุณปลื้มย้ายกลับไปซบพรรคเพื่อไทยเพื่อ หวังกระแส "แลนด์สไลด์" ขณะที่สุชาติย้ายไปอยู่ พรรครวมไทยสร้างชาติ ทั้งสองฝ่ายทุ่มสรรพกำลังเพื่อทำลายล้างกันเองทางการเมือง โดยหลงลืมไปว่ามีภัยคุกคามรูปแบบใหม่ที่กำลังก่อตัวขึ้น
"พายุสีส้ม" บทเรียน "เสือสองตัว"
ผลการเลือกตั้งปี 2566 คือความพ่ายแพ้ครั้งประวัติศาสตร์ของทั้ง ตระกูลคุณปลื้ม และ สุชาติ ชมกลิ่น เมื่ออดีตพรรคก้าวไกล สามารถกวาดเก้าอี้ สส. ชลบุรี ไปได้ถึง 7 จาก 10 เขต ทะลวงฐานที่มั่น ที่เคยเป็นเหล็กไหลของบ้านใหญ่ทั้งสองจนพังทลาย
ความพ่ายแพ้นี้สะท้อนความเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของสังคมชลบุรี
เพราะประชากรจำนวนมากในนิคมอุตสาหกรรมและย่านเศรษฐกิจใหม่ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับระบบอุปถัมภ์ของกำนันหรือผู้ใหญ่บ้าน พวกเขาเลือกจากนโยบายและกระแสในโซเชียลมีเดีย
รวมไปถึงการที่บ้านใหญ่สองบ้านมัวแต่สู้กันเอง ทำให้ชาวบ้านมองว่าอำนาจไม่ได้ถูกใช้เพื่อประโยชน์ของประชาชน แต่ใช้เพื่อการรักษาอิทธิพลของกลุ่มตน
แม้ ตระกูลคุณปลื้ม จะพยายามปรับตัวใช้โซเชียลมีเดีย แต่เนื้อหาที่นำเสนอยังคงยึดติดกับรูปแบบการเป็น "เจ้าพ่อใจดี" ซึ่งไม่สามารถดึงดูดใจคนรุ่นใหม่ที่ต้องการความโปร่งใสและระบบรัฐสวัสดิการที่เท่าเทียมได้
ยุทธศาสตร์ "รวมบ้านสกัดส้ม" ภายใต้ "รั้วสีน้ำเงิน"
ความพ่ายแพ้จน "ตาค้าง" ในปี 2566 ทำให้ทั้ง สองเสือแห่งเมืองน้ำเค็ม ต้องกลับมาพิจารณาบทเรียนใหม่ พวกเขาตระหนักว่าหากยังคง "แยกหมู่เราร่วง" ต่อไป พื้นที่ จ.ชลบุรี จะกลายเป็นสีส้มถาวร ความพยายามในการสงบศึกจึงเริ่มขึ้นภายใต้ตัวกลางที่ทรงพลังอย่าง "พรรคภูมิใจไทย"
.jpg&w=3840&q=75)
ทำไมต้องภูมิใจไทย ?
การย้ายค่ายของทั้ง ตระกูลคุณปลื้ม และ กลุ่มสุชาติ เข้าสู่พรรคภูมิใจไทย ในการเลือกตั้งปี 2568-69 ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นยุทธศาสตร์ที่ถูกวางมาอย่างเป็นระบบ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ
พรรคของนักบริหารพื้นที่ โดยพรรคภูมิใจไทยมีชื่อเสียงในการจัดการระบบเขตเลือกตั้งที่เข้มข้นและสนับสนุนทรัพยากรให้แก่ผู้สมัครอย่างเต็มที่ ซึ่งตรงกับความถนัดของบ้านใหญ่ที่เน้นการดูแลพื้นที่
ความเป็นกลางเชิงขั้ว เพราะพรรคภูมิใจไทย วางตำแหน่งเป็นพรรคที่เน้นผลงาน ไม่สร้างความขัดแย้งรุนแรงเหมือนขั้วอนุรักษนิยมสุดโต่ง หรือขั้วเปลี่ยนแปลงโครงสร้าง ทำให้เป็น "พื้นที่ปลอดภัย" สำหรับ นักการเมืองท้องถิ่นที่ ต้องการ ประนีประนอม
รวมไปถึง เรื่องยุทธศาสตร์รวมเครือข่าย ภายใต้แบรนด์ภูมิใจไทย พวกเขาใช้วิธีการ "รวมบ้านใหญ่และบ้านใหม่" เข้าด้วยกัน เพื่อให้คะแนนเสียงจากระบบอุปถัมภ์เดิมไม่แตกแถว และสามารถสู้กับคะแนนกระแสของพรรคประชาชนได้
สงบศึก เพื่อชลบุรี หรือ เพื่อความอยู่รอด ?
สุชาติ ชมกลิ่น และ สนธยา คุณปลื้ม ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงการร่วมมือกันครั้งนี้ว่าต้องการสร้าง "ชลบุรีเป็นหนึ่งเดียว"
สุชาติ ระบุว่า ความขัดแย้งในอดีตทำให้ผู้นำท้องถิ่นอึดอัด และการกลับมารวมตัวกันจะช่วยให้การขับเคลื่อนโครงการเศรษฐกิจอย่าง EEC (เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก) ทำได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม ในแง่ของการแข่งขันทางการเมือง ชัดเจนว่านี่คือการทำ "โหวตเชิงยุทธศาสตร์" เพื่อดึงคะแนนจากฝั่งอนุรักษนิยมทั้งหมดมาไว้ที่จุดเดียว เพื่อสกัดกั้นไม่ให้พรรคประชาชนชนะการเลือกตั้งได้
การจัดตัวผู้สมัครจึงเป็นแบบ "แบ่งตามความถนัดและโซนของเจ้าของพื้นที่" เช่น ในเขต 1 สุชาติลงสมัครเองเพื่อรักษาพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญ ขณะที่ ตระกูลคุณปลื้ม ดูแลฐานเสียงในเขตเมืองท่องเที่ยว
ในการเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ผลลัพธ์เบื้องต้นอย่างไม่เป็นทางการ ชี้ให้เห็นว่ายุทธศาสตร์นี้ได้ผลในระดับหนึ่ง สุชาติ สามารถเอาชนะ วรท ศิริรักษ์ จากพรรคประชาชนในเขต 1 ได้สำเร็จ
แม้จะเป็นการชนะที่สูสีด้วยคะแนน 43,703 ต่อ 39,920 คะแนนก็ตาม ชัยชนะ นี้เป็นสัญญาณว่าระบบบ้านใหญ่ที่ปรับตัวและผนึกกำลังกันยังคงมีความขลังในหมู่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่ต้องการความมั่นคงและคุ้นเคยกับตัวบุคคล
มหากาพย์การเมืองชลบุรี จากยุค กำนันเป๊าะ สู่ ศึกสองเสือและการผนึกกำลังภายใต้ พรรคภูมิใจไทย คือ บทเรียนสำคัญของประวัติศาสตร์การเมืองไทย แสดงให้เห็นว่าอำนาจที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่ตัวบุคคลแต่อยู่ที่ "ความสามารถในการปรับตัว" ให้เข้ากับโครงสร้างทางเศรษฐกิจและสังคมที่เปลี่ยนไป
ระบบบ้านใหญ่ ที่ กำนันเป๊าะ สร้างขึ้นอาจจะดูเป็นเรื่องล้าสมัยในสายตาคนรุ่นใหม่ที่ต้องการอุดมการณ์ แต่สำหรับคนชลบุรีอีกจำนวนมาก ระบบนี้คือ "หลักประกัน" ของการเข้าถึงความช่วยเหลือที่รัฐให้ไม่ได้
การเกิดขึ้นของ สุชาติ ชมกลิ่น คือ ตัวแทนของคนรุ่นใหม่ ในระบบอุปถัมภ์ที่รู้จักใช้เทคโนโลยีและอำนาจรัฐสมัยใหม่มาเสริมบารมีส่วนตัว จนกลายเป็นเสือตัวที่ 2 ที่เท่าเทียมกับบ้านใหญ่เดิม
การรวมตัวกันของ ตระกูลคุณปลื้ม และ กลุ่มสุชาติ เพื่อสกัดพรรคประชาชน คือ ความพยายามครั้งสุดท้ายในการรักษา "ระบอบบ้านใหญ่" เอาไว้จากการล่มสลาย
แม้ชัยชนะในปี 2569 จะช่วยต่อลมหายใจให้พวกเขาได้ แต่คำถามใหญ่ที่ยังรออยู่คือ ในวันที่สังคมไทยก้าวเข้าสู่ยุคข้อมูลข่าวสารอย่างเต็มรูปแบบ และคนรุ่นใหม่ที่เติบโตมาพร้อมกับสมาร์ทโฟนมีจำนวนมากขึ้น ระบบอุปถัมภ์ที่เน้นตัวบุคคลจะยังคงยืนหยัดอยู่ได้นานแค่ไหน?
ประวัติศาสตร์ชลบุรี สอนให้เรารู้ว่า เมื่อใดก็ตามที่ "บ้านใหญ่" มัวแต่ตีกันเอง พวกเขาจะสูญเสียอำนาจให้แก่ "กระแส"
แต่เมื่อใดที่ พวกเขารวมตัวกัน และ จัดสรรร่วมกัน พวกเขายังคงเป็นภูเขาที่ยากจะโค่นล้ม
อย่างไรก็ตามภารกิจที่แท้จริงของนักการเมือง จ.ชลบุรี รุ่นต่อไป อาจไม่ใช่การสู้กับพรรคการเมืองอื่น แต่คือการสู้กับ "ความคาดหวังที่เปลี่ยนไป" ของประชาชน ที่ต้องการเห็น จ.ชลบุรี เป็นเมืองที่พัฒนาด้วยระบบที่เป็นธรรม ไม่ใช่แค่ "บารมี" ของใครคนใดคนหนึ่ง
แหล่งอ้างอิง
thematter / youtube / youtube / youtube / epigramnews / mgronline / prachachat / prachachat / wevis / digital / thestandard / thaipbs / themomentum / spacebar / thestandard / thestandard / today / thairath /




