เจาะลึก ‘ชิดชอบ’ 3 เจเนอเรชั่น จาก ‘ชายขอบ-ภูธร’ สู่ ‘ศูนย์กลางอำนาจรัฐ’

23 ก.พ. 2569 - 17:23

  • "ตระกูลชิดชอบ" ผงาดสู่ "ศูนย์กลางอำนาจรัฐ" ด้วยทักษะการปรับตัวที่ไร้รอยต่อ จากรากฐานการเมือง "บ้านใหญ่" ระดับท้องถิ่น ส่งไม้ต่อ "ทายาทการเมือง" รุ่นใหม่ ขับเคลื่อนนโยบายเข้าถึงคนทุกวัย จนทำให้ "ภูมิใจไทย" กลายเป็นพรรคอันดับ 1 นำจัดตั้งรัฐบาลได้

เจาะลึก ‘ชิดชอบ’ 3 เจเนอเรชั่น จาก ‘ชายขอบ-ภูธร’ สู่ ‘ศูนย์กลางอำนาจรัฐ’

หากจะกล่าวถึงประวัติศาสตร์การเมืองไทยร่วมสมัยที่เต็มไปด้วยสีสัน ลูกล่อลูกชน และการปรับตัวที่น่าทึ่งที่สุด คงไม่มีหน้ากระดาษไหนจะเข้มข้นไปกว่าการบันทึกเส้นทางของ "ตระกูลชิดชอบ" แห่งจังหวัดบุรีรัมย์ 

นี่คือเรื่องราวของครอบครัวที่เริ่มต้นจากผืนดินที่เคยแห้งแล้งและห่างไกลในภาคอีสานใต้ ค่อยๆ สั่งสมบารมีผ่านอิฐหิน ปูน ทราย และ ความเลื่อมใสในพื้นที่ จนกระทั่งสามารถเขย่าฐานอำนาจใน "ทำเนียบรัฐบาล-รัฐสภา" ได้สำเร็จ 

การทำความเข้าใจตระกูลชิดชอบ ไม่ใช่เพียงการมองดูรายชื่อนักการเมือง แต่มันคือการศึกษาวิวัฒนาการของระบบ "บ้านใหญ่" ที่สามารถควบรวมเอา การเมืองท้องถิ่น ธุรกิจระดับชาติ กีฬายอดนิยม และ ยุทธศาสตร์การเมืองสมัยใหม่ เข้าด้วยกันได้อย่างไร้รอยต่อ

รากฐานแห่ง "ศิลาชัย" ยุคบุกเบิก "ชัย ชิดชอบ"

ตำนานของอาณาจักรสีน้ำเงิน ต้องย้อนกลับไปหาชายที่ชื่อ "ชัย ชิดชอบ" หรือที่คนไทยและสื่อมวลชนเรียกว่า "ปู่ชัย" 

ชัย เกิดเมื่อ 5 เมษายน 2471 ที่จังหวัดสุรินทร์ แต่เส้นทางการเมืองที่แท้จริงไปปักหลักและเติบโตที่จังหวัดบุรีรัมย์ ในยุคเริ่มต้น ชัย ไม่ได้ก้าวขึ้นสู่เวทีระดับชาติด้วยชื่อเสียงที่โด่งดัง 

แต่เขาเริ่มจากการเดินเท้าเปล่า สัมผัสผืนดินในฐานะผู้ใหญ่บ้าน และ กำนัน ตำบลอิสาณ อำเภอเมืองบุรีรัมย์

การเป็นกำนันในยุคนั้นคือจุดเริ่มต้นของการสร้าง "ตาข่ายอุปถัมภ์" ชัยเข้าใจอย่างลึกซึ้งว่าการเมืองในพื้นที่ห่างไกลไม่ใช่เรื่องของอุดมการณ์ในกระดาษ แต่คือเรื่องของ "การพึ่งพาอาศัย" ใครที่ชาวบ้านสามารถเดินไปหาได้ในยามทุกข์ยาก ใครที่เป็นคนนำพาความเจริญเข้ามาสู่ชุมชน คนนั้นคือผู้มีบารมีที่แท้จริง 

ผลงานในฐานะกำนันชัยเป็นที่ประทับใจ จนชื่อเรียกขานนี้ยังคงติดปากชาวบุรีรัมย์มาตลอดชีวิตของเขา แม้ในวันที่เขาดำรงตำแหน่งประธานรัฐสภาอันทรงเกียรติ

ควบคู่ไปกับอำนาจการปกครอง ชัยได้วางรากฐานทางเศรษฐกิจที่มั่นคงผ่านธุรกิจ "โรงโม่หินศิลาชัย" ธุรกิจนี้เปรียบเสมือนหัวใจสำคัญ 

เพราะหินคือวัตถุดิบหลักในการสร้างถนนและโครงสร้างพื้นฐาน การที่ตระกูลชิดชอบกุมทรัพยากรที่จำเป็นต่อการพัฒนาจังหวัดไว้ในมือ 

ทำให้พวกเขามีบทบาทสำคัญในทุกการขยายตัวของความเป็นเมืองในบุรีรัมย์ นี่คือโมเดลการสร้าง "ฐานอำนาจ" ที่ผูกพันกันระหว่าง "ธุรกิจ" และ "บทบาททางสังคม" อย่างแยกไม่ออก

เมื่อชัยก้าวเข้าสู่การเมืองระดับชาติครั้งแรกในการเลือกตั้งปี 2512 เขาได้นำสไตล์ "ลูกล่อลูกชน" และ "อารมณ์ขัน" เข้าไปสู่สภาหินอ่อน 

ตลอดอายุการเมืองหลายสิบปี ชัยไม่ได้เป็นนักการเมืองที่ดุดันในการโต้วาที แต่เขามีทักษะในการประสานประโยชน์และลดความตึงเครียด จนได้รับฉายา "ตลกเฒ่าร้อยเล่ห์" ในช่วงที่เขาดำรงตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎร 

ทักษะในการเป็น "ผู้ไกล่เกลี่ย" นี้เองที่ทำให้เขาสามารถรักษาที่ยืนทางการเมืองไว้ได้ท่ามกลางพายุการรัฐประหารและการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองครั้งแล้วครั้งเล่า

ชัย ชิดชอบ หรือ ปู่ชัย
ชัย ชิดชอบ หรือ ปู่ชัย

"เนวิน ชิดชอบ" สถาปนิกผู้เปลี่ยนเกมและคำประกาศ "มันจบแล้วครับนาย"

หาก ปู่ชัย คือผู้วางรากฐาน "เนวิน ชิดชอบ" บุตรชาย ก็คือผู้ที่นำเอาวัตถุดิบเหล่านั้น มาสร้างเป็นปราสาทที่แข็งแกร่งและทรงพลัง เนวินไม่ได้เพียงแค่เดินตามรอยเท้าพ่อ แต่เขาเลือกที่จะขยายทางเดินนั้นให้กลายเป็น "ทางหลวงระดับชาติ"

เนวิน เริ่มต้นการเมืองด้วยภาพลักษณ์นักการเมืองภูธรที่ เต็มไปด้วยสีสันและข่าวคราวที่เผ็ดร้อน ในช่วงปี 2538 เขาได้รับฉายาที่คนจดจำไปทั้งประเทศอย่าง "ยี้ห้อยร้อยยี่สิบ" จากคดีที่ตำรวจพบเงินสดเย็บติดใบแนะนำตัวในพื้นที่บุรีรัมย์ 

ซึ่งในเวลานั้น หลายคนอาจมองว่าเขาคือนักการเมืองท้องถิ่นทั่วไป แต่กาลเวลาพิสูจน์แล้วว่า เนวิน คือ นักยุทธศาสตร์ ที่อ่านเกมขาดที่สุดคนหนึ่งในประวัติศาสตร์ไทย

เนวิน ก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดในเชิงอำนาจครั้งแรกเมื่อได้เป็นคนสนิทและขุนพลคู่ใจของ อดีตนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร ภายใต้ร่มเงาพรรคไทยรักไทยและพรรคพลังประชาชน 

เขาคือ "มือทำงาน" ที่พร้อมชนทุกอุปสรรค และเป็นที่ไว้วางใจในการคุมเสียงสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกลุ่มใหญ่ แต่เมื่อเกิดวิกฤตการณ์ทางการเมืองและการยุบพรรคพลังประชาชนในปี 2551 เนวินก็ได้สร้างฉากทัศน์ที่สั่นสะเทือนการเมืองไทยมากที่สุดครั้งหนึ่ง 

เมื่อเขาตัดสินใจนำ "กลุ่มเพื่อนเนวิน" แยกตัวออกมาจากขั้วอำนาจเดิมเพื่อสนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์จัดตั้งรัฐบาล

วลีระดับตำนาน "มันจบแล้วครับนาย" ที่เขาสื่อสารไปยังอดีตนายกฯ ทักษิณ ไม่ใช่แค่การบอกลา แต่มันคือการประกาศ "เอกราชทางการเมือง" ของตระกูลชิดชอบ 

การตัดสินใจครั้งนั้นส่งผลให้ "พรรคภูมิใจไทย" ถือกำเนิดขึ้นอย่างเป็นทางการ โดยมีพรรคประชาธิปัตย์เป็นพันธมิตร และทำให้ "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" ได้เป็นนายกรัฐมนตรี 

แม้ เนวิน จะถูกตัดสิทธิทางการเมืองในเวลาต่อมา แต่เขาได้พิสูจน์ให้เห็นว่า "ตัวเลขในสภา" และ "อำนาจต่อรอง" คือสิ่งที่เขาสามารถบริหารจัดการได้อย่างแม่นยำ

จุดที่น่าสนใจที่สุดคือการ "แปลงร่าง" ของเนวิน หลังจากถูกแบนทางการเมือง เขาไม่ได้หายไป แต่กลับไปสร้าง "ฟุตบอล" ที่ จังหวัดบุรีรัมย์ 

การก่อตั้งสโมสรบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด และสนามแข่งรถช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต คือ ยุทธศาสตร์การเมืองที่ล้ำลึกที่สุด 

เนวิน เปลี่ยนภาพลักษณ์จากนักการเมืองที่คนเมือง "ยี้" ให้กลายเป็น "ลุงเนวิน" ของแฟนบอลและเปลี่ยนจังหวัดบุรีรัมย์ให้กลายเป็น "เมืองกีฬา" ระดับโลก 

นี่คือการใช้ Soft Power เพื่อสร้างความนิยมที่อยู่เหนือการเลือกตั้ง เพราะเมื่อคนบุรีรัมย์มีความภาคภูมิใจในจังหวัดและได้รับผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจจากกีฬา ความนิยมนั้นจะสะท้อนกลับมาเป็นคะแนนเสียงให้กับพรรคภูมิใจไทยโดยอัตโนมัติ

เนวิน ชิดชอบ
เนวิน ชิดชอบ

ยุค "พรรคน้ำเงิน" ก้าวแรกสู่ นายกฯ การจับมือ "ชิดชอบ-ชาญวีรกูล"

เมื่อเนวินถอยไปอยู่เบื้องหลังในฐานะ "ครูใหญ่" เขาก็ต้องการ "หน้าฉาก" ที่มีภาพลักษณ์ที่ทันสมัยและเป็นที่ยอมรับในแวดวงธุรกิจระดับชาติ ชื่อของ "อนุทิน ชาญวีรกูล" หรือ "เสี่ยหนู" ทายาทอาณาจักรซิโน-ไทย จึงปรากฏขึ้นมาเป็นหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย 

ความสัมพันธ์นี้ไม่ใช่แค่การมาร่วมงานกันธรรมดา แต่เป็นการผนึกกำลังระหว่าง "ทุนระดับชาติ" กับ "ฐานการเมืองมวลชนระดับท้องถิ่น" ที่ลงตัวอย่างประหลาด

ภายใต้การนำของ อนุทิน พรรคภูมิใจไทยวางตำแหน่งตัวเองเป็น "พรรคทางเลือกที่สาม" หรือพรรคสายกลางที่ไม่เลือกข้างความขัดแย้งสุดโต่ง พวกเขาชูนโยบาย "พูดแล้วทำ" ซึ่งเป็นการนำเอาความสำเร็จจาก "บุรีรัมย์โมเดล" ไปขยายผลทั่วประเทศ 

ความสำเร็จในการกวาดที่นั่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้เพิ่มขึ้นในทุกการเลือกตั้ง ทำให้ภูมิใจไทยกลายเป็น "ตัวแปรทองคำ" ที่ไม่ว่าใครจะเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ก็ต้องมาง้อพรรคน้ำเงินพรรคนี้

ในที่สุดประวัติศาสตร์หน้าใหม่ก็ได้จารึกขึ้นในวันที่ 7 กันยายน 2568 เมื่อ "อนุทิน ชาญวีรกูล" ได้รับโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้เป็นนายกรัฐมนตรี คนที่ 32 ของประเทศไทย การก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งสูงสุดของอนุทิน คือ การประกาศชัยชนะของยุทธศาสตร์ "ชิดชอบ-ชาญวีรกูล" ที่อดทนรอคอยและสะสมกำลังมาอย่างยาวนาน 

รัฐบาลภายใต้การนำของภูมิใจไทย ถูกนิยามว่าเป็นรัฐบาล "อนุรักษ์นิยมสมัยใหม่" ที่เน้นความมีเสถียรภาพ การพัฒนาเศรษฐกิจที่จับต้องได้ และการรักษาสถาบันหลักของชาติไว้อย่างมั่นคง

ล่าสุดการเลือกตั้งปี 2569 ยิ่งตอกย้ำความสำเร็จเพราะพรรคภูมิใจไทยชนะการเลือกตั้ง โดยสามารถมีที่นั่งว่าที่ สส. ในรัฐสภา 193 คน กลายเป็นพรรคอันดับ 1 และพรรคแกนนำจัดตั้งรัฐบาล

ชวรัตน์ ชาญวีรกูล บิดาของ อนุทิน ชาญวีรกูล
ชวรัตน์ ชาญวีรกูล บิดาของ อนุทิน ชาญวีรกูล

"ไชยชนก" ทายาทรุ่นที่ 3 ภารกิจ "การเมืองยุคใหม่"

การเมืองของตระกูลชิดชอบ ไม่ได้หยุดอยู่ที่รุ่นของเนวิน แต่ได้มีการเตรียมความพร้อมสำหรับการส่งไม้ต่อให้กับ "ชิดชอบรุ่นที่ 3" อย่างเป็นระบบ บุตรชายคนโตอย่าง "ไชยชนก ชิดชอบ" หรือ "นก" คือตัวแทนของคนรุ่นใหม่ที่เติบโตมาพร้อมกับความเปลี่ยนแปลงของโลก 

ไชยชนก ใช้ชีวิตและศึกษาอยู่ที่ประเทศอังกฤษนานถึง 17 ปี ทำให้เขามีวิธีคิดที่เป็นสากลและเข้าใจเทคโนโลยีอย่างลึกซึ้ง

ก่อนจะเข้าสู่สนามการเมือง ไชยชนก ไม่ได้เริ่มจากงานธุรการทั่วไป แต่เขาได้รับมอบหมายให้ดูแลโครงการที่ "เท่" และเข้าถึงวัยรุ่นที่สุด นั่นคือ "บุรีรัมย์ อีสปอร์ต"

การนำทีมอีสปอร์ตคว้าแชมป์โลกและสร้างรายได้มหาศาลไม่ใช่แค่เรื่องสนุก แต่มันคือการสร้าง "ฐานเสียงรุ่นใหม่" ที่นักการเมืองรุ่นเก่าเข้าไม่ถึง 

เมื่อเขาก้าวลงสมัคร สส.บุรีรัมย์ เขาก็สามารถคว้าชัยชนะมาได้อย่างง่ายดาย และก้าวขึ้นสู่ตำแหน่ง "เลขาธิการภูมิใจไทย" ที่อายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์พรรค

ในรัฐบาลของนายกรัฐมนตรีอนุทิน ไชยชนก ได้รับความไว้วางใจให้ดำรงตำแหน่ง "รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม" (DE) ตำแหน่งนี้มีความสำคัญในเชิงยุทธศาสตร์อย่างยิ่ง เพราะมันคือเครื่องมือในการกำหนดทิศทางของประเทศในยุคใหม่ และยังเป็นหน้าตาของพรรค แสดงให้เห็นว่า "ภูมิใจไทย" ไม่ใช่พรรคคนรุ่นเก่าอีกต่อไป 

ไชยชนก ในฐานะรัฐมนตรีและเลขาธิการพรรค มักจะเน้นย้ำเรื่องการทำงานที่วัดด้วยผลงานและความสามัคคี โดยพยายามลดโทนความขัดแย้งทางการเมือง และหันมาสู้กันด้วยนโยบายที่จับต้องได้

ไชยชนก ชิดชอบ
ไชยชนก ชิดชอบ

"พลอย ณัฐธิดา" การส่งต่ออำนาจแบบไม่สิ้นสุด

นอกเหนือจากไชยชนกแล้ว การเลือกตั้งครั้งล่าสุดยังปรากฏชื่อของ "พลอย-ณัฐธิดา เล็กอุดากร" หลานสาวคนเก่งของเนวิน ที่สร้างปรากฏการณ์ด้วยการเป็นว่าที่ สส.บุรีรัมย์ ที่อายุน้อยที่สุดด้วยวัยเพียง 25 ปี 

ชัยชนะของ "พลอย ณัฐธิดา" คือเครื่องยืนยันว่าการเมืองแบบ "บ้านใหญ่" ของชิดชอบได้วิวัฒนาการไปสู่จุดที่สามารถสืบทอดกันได้อย่างเป็นธรรมชาติ 

พรรคภูมิใจไทย ในยุคปัจจุบันจึงเต็มไปด้วย "ทายาทการเมือง" จากตระกูลดังทั่วประเทศที่มารวมตัวกัน จนถูกเรียกว่า "พรรควงศาคณาญาติ" ไม่ว่าจะเป็น ตระกูลไทยเศรษฐ์ แห่งอุทัยธานี , ตระกูลปริศนานันทกุล แห่งอ่างทอง , ตระกูลศิลปอาชา แห่งสุพรรณบุรี เป็นต้น ทุกคนล้วนมาอยู่ภายใต้หลังคาสีน้ำเงินที่มีชิดชอบเป็นเสาหลัก

"การเมืองเชิงสถาบัน" ในนาม "ชิดชอบ"

จากวันแรกที่ กำนันชัย เริ่ม ขุดหินศิลาชัย จนถึงวันที่ ไชยชนก นั่งบริหารกระทรวงดิจิทัล และ อนุทิน กุมบังเหียนนายกรัฐมนตรี เส้นทางของ ตระกูลชิดชอบ คือ บทเรียนของการเมืองไทยที่ชัดเจนที่สุดบทหนึ่ง 

พวกเขาไม่ได้อยู่รอดได้เพียงเพราะ "อำนาจแบบเก่า" แต่พวกเขาอยู่รอดได้เพราะ "การปรับตัว"

ตระกูลชิดชอบ เข้าใจดีว่าในโลกที่หมุนเร็ว การยึดติดกับรูปแบบเดิม คือ ความตาย พวกเขาจึงผสมผสานเอาความสัมพันธ์แบบ "คนกันเอง" ในท้องถิ่น เข้ากับระบบการบริหารจัดการฟุตบอลระดับโลก และการวางแผนยุทธศาสตร์พรรคการเมืองแบบมืออาชีพ 

ความสำเร็จของ "บุรีรัมย์โมเดล" คือ "สินค้า" ที่พวกเขาขายให้กับคนทั้งประเทศว่า "เราทำได้จริง" และมันได้ผลอย่างน่าอัศจรรย์

ในวันนี้ ตระกูลชิดชอบ ไม่ได้เป็นเพียง "ตระกูลการเมืองชายขอบ" อีกต่อไป แต่พวกเขาได้กลายเป็น "ตัวแปรอำนาจ" ที่หยั่งรากลึกลงในโครงสร้างการเมืองไทย 

ไม่ว่าใครจะชอบหรือเกลียดสไตล์ของพวกเขา แต่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า "ปราสาทสายฟ้า" แห่งนี้ได้กลายเป็นป้อมปราการที่แข็งแกร่งในขั้วการเมืองไทย

การเดินทางของพวกเขาคือคำตอบว่า ทำไม "ความชิด" ถึงนำไปสู่ "ความชอบ"และทำไมตระกูลการเมืองจากอีสานใต้ตระกูลนี้ ถึงสามารถ "ร่ายมนตร์การเมืองไทย" กลายเป็น "สีน้ำเงิน" ได้สำเร็จในที่สุด

อ้างอิง

thematter / kpi / thepeople / thairath / mainstand / spacebar / thinkingradio / prachachat / thematter / tpchannel / parliament / thairath / spacebar / thepeople / thaipbs /

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์