การเมืองไทย ไม่มีมิตรแท้และศัตรูที่ถาวร มีเพียงจังหวะก้าวและผลประโยชน์ที่พร้อมแปรผันตามสมการอำนาจ ในพื้นที่จังหวัดขอนแก่น สมรภูมิเลือกตั้ง นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ขอนแก่น กำลังกลายเป็นจุดปะทะที่ร้อนระอุเกินกว่าจะเป็นเพียงการชิงเก้าอี้ผู้บริหารท้องถิ่นทั่วไป
การลงสนามชิงชัยรอบล้างตาของ "ต้อม" วัฒนา ช่างเหลา ทายาททางการเมือ งของ เอกราช ช่างเหลา ไม่เพียงแต่เป็นการรักษาอำนาจของตระกูล หากแต่กำลังฉายภาพความสัมพันธ์เชิงลึกของสองขั้วการเมืองระดับชาติอย่าง พรรคกล้าธรรม ภายใต้เงาของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า และ ค่ายสีน้ำเงิน พรรคภูมิใจไทย
สิ่งที่ทำให้นักสังเกตการณ์การเมืองต้องจับตาเป็นพิเศษ คือปรากฏการณ์ที่ วิศรุต ปู่เพ็ง สส.ขอนแก่น เขต 6 พรรคภูมิใจไทย ทายาทของ สมพงษ์ ปู่เพ็ง อดีตสมาชิกสภาจังหวัด (ส.จ.) ผู้กว้างขวาง ได้ก้าวขึ้นเวทีประกาศหนุนวัฒนาอย่างเปิดเผย
ความเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นสอดรับกับมหากาพย์ระดับชาติในคดี "ฮั้ว สว." ซึ่ง เอกราช ช่างเหลา ในฐานะ "พยานรหัส 16" ได้ทำหนังสือกลับคำให้การอย่างพลิกความคาดหมาย จนนำไปสู่มติของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่ยกคำร้องแกนนำพรรคภูมิใจไทยทั้งยวง
บทบาทของ "ตระกูลช่างเหลา" จึงไม่ใช่เพียงบ้านใหญ่ภูธรที่สู้เพื่อความอยู่รอดในท้องถิ่น หากแต่กำลังทำหน้าที่เป็น "ช่างเชื่อม" ประสานผลประโยชน์ระหว่างค่ายสีเขียว (กล้าธรรม) และค่ายสีน้ำเงิน (ภูมิใจไทย) ส่งแรงสั่นสะเทือนโดยตรงไปยังพรรคเพื่อไทยที่กำลังเผชิญแรงบีบทั้งในศึกท้องถิ่นและแรงเขย่าเก้าอี้รัฐมนตรีในรัฐบาลผสมอีกด้วย
'ครูภูธร' มากคอนเนคชัน วิถีอำนาจ 'เอกราช ช่างเหลา'
เส้นทางการสร้างอิทธิพลของ เอกราช ช่างเหลา สะท้อนวิถีการก่อตัวของกลุ่มทุนการเมืองอีสานอย่างเด่นชัด
เอกราช เริ่มต้นชีวิตจากการเป็น ข้าราชการครู สังกัดเทศบาลนครขอนแก่น ซึ่งในบริบทสังคมชนบทภาคอีสาน อาชีพครูถือเป็นชนชั้นนำทางสังคม ที่มีเครือข่ายความสัมพันธ์กว้างขวาง เป็นทั้งศูนย์กลางความเคารพ ผู้นำทางความคิด และโซ่ข้อกลางของสายสัมพันธ์เชิงอุปถัมภ์ที่ผูกพันกับชุมชนอย่างแนบแน่น
เอกราช สามารถต่อยอดทุนทางสังคมดังกล่าวเข้าสู่อาณาจักรการเงิน เมื่อเขาก้าวขึ้นดำรงตำแหน่ง ผู้จัดการสหกรณ์ออมทรัพย์ครูขอนแก่น จำกัด สถาบันการเงินชุมชนที่บริหารจัดการสภาพคล่องและเงินฝากนับหมื่นล้านบาท
เครือข่ายครูประจำการและครูเกษียณอายุราชการหลายหมื่นคนทั่วทั้งจังหวัด กลายเป็นฐานทรัพยากรทั้งทางการเงินและฐานคะแนนเสียง
ก่อนที่เขาจะขยายตัวเข้าสู่ธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์และอาณาจักรกีฬา ในฐานะผู้ก่อตั้งสโมสรฟุตบอล "ขอนแก่น ยูไนเต็ด" ฉายาทัพ "จงอางผยอง" ซึ่งถูกใช้เป็นกลไกรวมมวลชนคนรุ่นใหม่เข้ากับฐานเสียงเดิม
จนในที่สุดเขาก็ได้เป็น สส. เคยสังกัดทั้ง พรรคพลังประชารัฐ พรรคภูมิใจไทย ก่อนจะย้ายมาอยู่ พรรคกล้าธรรม
แต่ในเส้นทางอำนาจที่เติบโตอย่างก้าวกระโดด เอกราช ต้องเผชิญวิบากกรรมร้ายแรงจากคดียักยอกเงินสหกรณ์ออมทรัพย์ครูขอนแก่นกว่า 400 ล้านบาท
คดีดังกล่าวลุกลามจนศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาลงโทษจำคุก และศาลฎีกามีคำสั่งเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งตลอดชีวิตฐานฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง
ทำให้เอกราชต้องพ้นจากสมาชิกภาพ สส. แต่บารมีและเครือข่ายการจัดการหลังม่านยังคงทรงอิทธิพลเหนียวแน่นในพื้นที่
'พยานรหัส 16' พลิกเกม 'คดีฮั้ว สว.'
บทบาทของ เอกราช กลับมาสั่นสะเทือนการเมืองระดับประเทศอีกครั้ง ในคดีทุจริตการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (ฮั้ว สว.)
ภายหลังถูกขับออกจากพรรคภูมิใจไทย เอกราชไ ด้กลายมาเป็น "พยานรหัส 16" ในสำนวนการไต่สวนของคณะกรรมการชุดที่ 26 ของ กกต. โดยให้การซัดทอดอย่างละเอียดถึงพฤติการณ์จัดทำโพยผู้สมัคร สว.สีน้ำเงิน
แต่ก่อนที่ กกต. ชุดใหญ่จะลงมติชี้ขาด เอกราช ทำหนังสือยื่นต่อประธาน กกต. เพื่อ "ขอกลับคำให้การเดิม" ทั้งหมด โดยอ้างเหตุผลว่า คำให้การเดิมเกิดขึ้นเพราะถูกฝ่ายการเมืองในอดีตล่อลวง ข่มขู่ และกดดันให้ปรักปรำแกนนำ พรรคภูมิใจไทย
การกลับคำใหการของ เอกราช ประกอบกับคำให้การของ ขจรศักดิ์ ศรีวิราช พยานรหัส 22 สว.พะเยา ที่เป็นบิดาของภรรยา ร.อ.ธรรมนัส จึงมีศักดิ์เป็น "พ่อต่อ ร.อ.ธรรมนัส" เป็นผลให้ กกต. มีมติข้างมาก ยกคำร้องแกนนำและกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทยทั้งหมด โดยสั่งดำเนินคดีเฉพาะผู้สมัครและ สว. บางรายเท่านั้น
โดย ‘ณรงค์ กลั่นวารินทร์’ ประธาน กกต. แถลงเมื่อ 14 ก.ย. ว่า พยานกลับคำให้การว่า “ไม่เป็นความจริง” พร้อมชี้ว่า “พยานไม่มีความน่าเชื่อถือมาแต่แรก” ไม่ให้น้ำหนัก ‘พยานรายที่ 16’ ชี้เป็นเพียงคนเดียวที่ให้ ‘ถ้อยการ’ ว่ามีเหตุการณ์เกิดขึ้นที่ ‘พรรคภูมิใจไทย - รร.พูลแมน รางน้ำ’ แต่ไม่ปรากฎ ‘หลักฐานอื่น-ปฏิบัติการ’ เช่น ภาพถ่าย เอกสาร วัตถุพยาน และ ไม่พบเส้นเงิน ชี้เป็นการ ‘กล่าวอ้างลอยๆ’
'วัฒนา ช่างเหลา' ท้าชน 'เสี่ยกวง'
เมื่อบิดาไม่สามารถลงสนามได้ด้วยตนเอง ทายาทคนโตอย่าง "ต้อม" วัฒนา ช่างเหลา จึงกลายเป็นหัวหอกหลักในการขับเคลื่อนอาณาจักรช่างเหลา
วัฒนาผ่านประสบการณ์ทั้งการเป็นอดีตรองนายก อบจ.ขอนแก่น และอดีต สส.ขอนแก่น เขต 2 ก่อนจะสร้างประวัติศาสตร์ในการเลือกตั้งท้องถิ่นเมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2567 ด้วยการล้ม "เสี่ยกวง" พงษ์ศักดิ์ ตั้งวานิชกพงษ์ นายก อบจ. แชมป์เก่า 6 สมัยติดต่อกันยาวนานกว่า 20 ปี
แต่ชัยชนะดังกล่าวต้องสะดุดลง เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 4 มีคำสั่งแจกใบเหลืองแก่ วัฒนา สั่งให้มีการจัดการเลือกตั้งใหม่ 27 กันยายน 2569 ส่งผลให้สนามท้องถิ่นขอนแก่น กลายเป็นศึกชี้ชะตาระหว่างสองตระกูลการเมืองใหญ่
การลงสู้ศึกหนนี้ วัฒนา ได้รับแรงหนุนเต็มพิกัดจาก พรรคกล้าธรรม โดย น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ เดินทางมาปักหลักช่วยบัญชาการหาเสียง ขณะที่เนื้อหาการปราศรัยชูจุดขายการเป็นตัวกลางเชื่อมต่องบประมาณก้อนโตจากกระทรวงเกรดเอในส่วนกลางลงสู่พื้นที่
ช่างเชื่อม ‘สีเขียว-สีน้ำเงิน’ เขย่าบัลลังก์เพื่อไทย
ภาพสะท้อนของการผนึกกำลังปรากฏชัดที่สุดเมื่อ วิศรุต ปู่เพ็ง สส.ขอนแก่น เขต 6 พรรคภูมิใจไทย บุตรชายของ สมพงษ์ ปู่เพ็ง เดินทางมาร่วมเวทีหาเสียงของวัฒนา ในพื้นที่อำเภอภูผาม่าน
อำเภอภูผาม่านและชุมแพ เป็นพื้นที่อิทธิพลของตระกูลปู่เพ็ง ที่สั่งสมฐานมวลชนท้องถิ่นมายาวนาน การที่วิศรุตประกาศต่อหน้าประชาชนว่า "ไม่มีพรรค มีแต่คนขอนแก่น" และพร้อมทำงานประสานพลังระหว่าง สส. ระดับชาติกับ อบจ. เพื่อดึงงบประมาณโครงสร้างพื้นฐาน
ย่อมเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ ว่า ค่ายสีน้ำเงินเปิดไฟเขียวให้ประสานกำลังกับค่ายสีเขียว
แม้ สส.ภูมิใจไทย ในขอนแก่นบางเขตจะยังสงวนท่าทีหรือช่วยพงษ์ศักดิ์อยู่บ้าง แต่การเปิดหน้าของวิศรุตสะท้อนว่าตระกูลช่างเหลา ประสบความสำเร็จในการสถาปนาตนเองเป็น "ช่างเชื่อม" ระหว่าง ร.อ.ธรรมนัส แห่งกล้าธรรม กับเครือข่ายบุรีรัมย์ แห่ง ภูมิใจไทย
ปรากฏการณ์นี้สร้างความแสลงใจให้แก่ พรรคเพื่อไทย ในสนามท้องถิ่น แม้เพื่อไทยจะไม่ส่งผู้สมัครในนามพรรคอย่างเป็นทางการ แต่ สส.เพื่อไทย เช่น รุ่งโรจน์ เย็นสบาย, สุรพจน์ เตาะเจริญสุข, ณัฏฐพล กลุ่มเรียงทอง ตลอดจนแกนนำบ้านใหญ่ ตระกูลพงษ์พานิช ต่างพร้อมใจกันเดินสายช่วย พงษ์ศักดิ์ ตั้งวานิชกพงษ์ อย่างเต็มตัว
ทั้งยังมีการส่งสัญญาณผ่านภาพถ่ายที่ ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ ผูกผ้าขาวม้าให้ พงษ์ศักดิ์ เพื่อปลุกพลังมวลชนคนเสื้อแดงให้สกัดกั้นการรุกคืบของตระกูลช่างเหลา
ความหวาดระแวงของเพื่อไทยมาจากข้อเท็จจริงที่ว่า หากปล่อยให้กลุ่มกล้าธรรมและภูมิใจไทยยึดหัวหาด อบจ.ขอนแก่น ได้สำเร็จ ฐานที่มั่นในการเลือกตั้งระดับชาติครั้งต่อไปของพรรคเพื่อไทยในภาคอีสานจะถูกบั่นทอนลงอย่างหนัก
ยิ่งไปกว่านั้น ในเวทีระดับชาติ พรรคกล้าธรรม เพิ่งถูกขับออกจากวิปฝ่ายค้าน หลังโหวตหนุนร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายฯ และแสดงท่าทีพร้อมเสียบเข้าร่วมคณะรัฐมนตรีแทน
ในสภาวะการเมือง 3 ก๊ก พรรคภูมิใจไทย ได้ใช้ พรรคกล้าธรรม เป็น "พรรคอะไหล่" คอยล็อกคอและถ่วงดุลไม่ให้พรรคเพื่อไทย สร้างอำนาจต่อรอง หากจำเป็นต้องมีการปรับ ครม. เพื่อดึงกล้าธรรมเข้าร่วม เก้าอี้รัฐมนตรีที่จะต้องถูกเฉือนออกไป ย่อมหนีไม่พ้นโควตาของพรรคเพื่อไทยเอง
บทบาทของตระกูลช่างเหลา ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ชี้ให้เห็นถึงวิวัฒนาการของบ้านใหญ่ภูธรที่ไม่ได้จำกัดบทบาทอยู่เพียงแค่การเป็นตัวแทนผลประโยชน์ในระดับพื้นที่
จากจุดเริ่มต้นของ ครูเทศบาล ผู้สร้างฐานมวลชน ผ่านเครือข่ายสหกรณ์ สู่การสะสมทุนและสร้างความนิยมผ่าน ทีมฟุตบอลอาชีพ ตระกูลช่างเหลา ได้เปลี่ยนผ่านวิกฤตคดีความทางกฎหมาย ให้กลายเป็นเครื่องมือต่อรองอำนาจชั้นสูง
การกลับคำให้การของ เอกราช ช่างเหลา ในคดีฮั้ว สว. ไม่เพียงแต่ปลดล็อกความเสี่ยงยุบพรรคให้แก่พรรคภูมิใจไทย แต่ยังทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมระหว่าง ค่ายสีเขียว กับ ค่ายสีน้ำเงิน
จนนำมาสู่ภาพการประสานพลังในพื้นที่จริงผ่าน วิศรุต ปู่เพ็ง เพื่อหนุน วัฒนา ช่างเหลา ทวงคืนเก้าอี้นายก อบจ.ขอนแก่น
ศึกเลือกตั้ง อบจ.ขอนแก่น จึงไม่ใช่เพียงการประลองกำลังระหว่าง วัฒนา ช่างเหลา กับ พงษ์ศักดิ์ ตั้งวานิชกพงษ์ แต่เป็นภาพจำลองของการ จัดสมดุลอำนาจใหม่ ในทำเนียบรัฐบาล





