ไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ชี้แจงงบประมาณของกระทรวงดีอี ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร วาระพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 วงเงิน 3.78 ล้านล้านบาท วาระแรก ว่า ก่อนอื่นผมขอใช้เวลาสักครู่เพื่อชื่นชมเพื่อนสมาชิกทุกท่าน เราได้มีการพิจารณางบประมาณปี 2570 อย่างขยันขันแข็งเป็นระยะเวลา 3 วัน มีความคิดเห็นที่ทั้งสร้างสรรค์และเป็นสีสัน จึงอยากจะขอบคุณและขอเรียนว่า ผมจะเก็บทุกความคิดเห็นเพื่อการพิจารณา
พร้อมชี้แจงไปถึงโครงการ TH-AI Passport ที่ไม่ได้อยู่ในเล่มงบประมาณด้วย โดยมี 3 เหตุผล คือ
- เราได้มีการตรวจสอบอย่างละเอียดในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง ได้รับการรายงานกลับมาว่าทุกอย่างเป็นไปตามกระบวนการทางกฎหมาย ถูกต้องตามกฎระเบียบทุกประการ
- ได้มีการเจรจากับคู่สัญญา และผลลัพธ์ก็ออกมาในรูปแบบที่ทางภาครัฐและประชาชนได้ประโยชน์เพิ่มขึ้นมหาศาล
- เราได้ตรวจสอบ ทดลองใช้ ได้เห็นแล้วว่าตัวผลิตภัณฑ์นั้นมีคุณภาพสูงกว่า TOR อย่างมหาศาล เพราะฉะนั้นคุ้มค่าอย่างแน่นอน เพราะฉะนั้นประชาชนที่ตั้งตารอใช้ฟรี 31 โมเดล ก็อดใจรออีกไม่นาน
ส่วนงบประมาณของกระทรวงดีอีที่เพิ่มขึ้นมา 31.18% มีเพื่อนสมาชิกพูดไปหมดแล้ว ผมคงไม่ต้องอธิบายถึงโครงสร้าง และการพัฒนารัฐบาลดิจิทัลในอนาคตข้างหน้า เพราะทุกท่านมีความเข้าใจเป็นอย่างดี มีการพูดถึงเป็นอย่างมาก สิ่งที่เพิ่มขึ้น เนื่องจากเรามีการจัดซื้อจัดจ้างในรูปแบบศูนย์รวมที่เดียวกัน ซึ่งข้อดีที่เห็นได้ชัดคือ การที่เราสามารถซื้อในปริมาณมาก มูลค่าถูกลงได้ และแม้มูลค่างบประมาณเพิ่มขึ้น แต่เราสามารถจัดซื้อคลาวด์ มูลค่าลดลง 30%
— ไชยชนก ชิดชอบ
นอกจากนั้น ยังสามารถลดบุคลากร และงบประมาณในการประชุมจัดซื้อจัดจ้างลงไปได้มากถึง 100 ล้านบาท มากไปกว่านั้น หากปล่อยให้เป็นการกระจายศูนย์ จะต้องยอมรับว่าในปัจจุบันหน่วยงานภาครัฐยังมีหลายหน่วยงานที่ยังไม่มีความเข้าใจลึกซึ้ง หรือชำนาญ มีประสบการณ์ในการจัดซื้อจัดจ้างระบบคลาวด์ และอาจนำไปซึ่งปัญหาในอนาคตได้อีกแน่นอน เพราะเราได้เห็นมาแล้วในช่วงเวลาที่ผ่านมา การจัดซื้อจัดจ้างแบบนี้พิสูจน์แล้วว่าเป็นประโยชน์และมีประสิทธิภาพมากขึ้น
ส่วนที่บางคนตั้งคำถามว่า “ถ้าดีขนาดนี้แล้วทำไมไม่ทำทั้งหมด” ยังมีงบประมาณในการจัดซื้อจัดจ้างคลาวด์ที่ไม่อยู่ในการมัดรวมนั้น มี 3 เหตุผลง่าย ๆ อธิบายได้ คือ
- กลุ่มที่มีการจัดซื้อจัดจ้างมาก่อนแล้ว และเป็นงบผูกพัน
- กลุ่มที่มีความจำเป็นเฉพาะ มีฟังก์ชันที่แตกต่าง เช่น กระทรวงการคลัง ที่มีการจัดซื้อจัดจ้างระบบคลาวด์มาก่อน และมีระบบความปลอดภัย รวมถึงฟังก์ชันที่ใช้ในคลาวด์ซึ่งมีความแตกต่างจากคลาวด์อื่น
- บางส่วนของข้อมูลที่จะต้องจัดเก็บในคลาวด์นั้น มีความจำเป็นต้องมีความปลอดภัย และมีระบบแยก เช่น ในส่วนของกรมการปกครอง กลาโหม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ อย่างไรก็ตาม ในอนาคตข้างหน้าเรามีความตั้งใจที่จะทำให้ทุกอย่างมัดรวมกันได้มากขึ้น เพื่อให้การจัดซื้อจัดจ้างมีประสิทธิภาพ และราคาถูกลง
สำหรับความจริงใจ และความจริงจังของรัฐบาลชุดนี้ ในการยกระดับรัฐบาล และพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัล เนื่องจากงบประมาณที่เพิ่มขึ้นมา เมื่อดูงบประมาณภาพใหญ่แล้ว เป็นสัดส่วนที่น้อยนิดจริง ๆ ต้องขออนุญาตขอบคุณ และชื่นชมเพื่อนสมาชิกที่อภิปรายในประเด็นนี้ เพราะเป็นความอึดอัดใจของผมเช่นเดียวกัน ผมเห็นด้วยว่า หากเราอยากที่จะขับเคลื่อนให้รวดเร็วเร่งด่วนมากกว่านี้ ควรจะต้องมีงบประมาณมากกว่านี้ แต่ทำไม่ได้
พวกเราทุกคนทราบดีว่า ในสถานการณ์วิกฤตที่รอบล้อมประเทศไทยในตอนนี้ มันมีสิ่งจำเป็นสำคัญอีกหลายส่วน จึงเป็นเหตุจำเป็นที่เราจะต้องกระจายงบประมาณไปส่วนอื่น ๆ เพื่อช่วยเหลือปัญหาที่อาจจะเร่งด่วนกว่าการพัฒนาระบบเทคโนโลยีและดิจิทัล เราทำเต็มที่กับงบประมาณที่เราได้ถูกจัดสรร อยากยืนยันกับพี่น้องประชาชนว่า รัฐบาลชุดนี้ให้ความจริงจังการพัฒนารากฐานในการพัฒนารัฐบาลและเศรษฐกิจดิจิทัล ไม่ได้มีแค่เรื่องที่ใช้งบประมาณ
— ไชยชนก ชิดชอบ
พร้อมกล่าวด้วยว่า เรายังมีการขับเคลื่อนกฎหมายเชื่อมข้อมูลของหลายหน่วยงาน การทำระบบใช้เทคโนโลยีเอไอมาประมวลผลกฎหมาย และร่างกฎหมายที่ได้มีการใช้งาน ประสบผลสำเร็จตามมาตรฐาน OECD รวมถึงการนำเทคโนโลยีมาลดขั้นตอน เพิ่มความโปร่งใสในระบบการให้ใบอนุญาต กระทรวงดีอีเองมีสิ่งที่ไม่ต้องใช้งบประมาณเพิ่มเติม เพียงเปลี่ยนนโยบาย ซึ่งมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง คือให้สำนักงานเศรษฐกิจแห่งชาติ เปลี่ยนภารกิจเป็นการเซ็ตระบบมาตรฐานการเก็บข้อมูลใหม่ เพื่อทำงานกับหลายกระทรวง ตลอดจนกฎหมายธรรมาภิบาลเอไอ
ไชยชนก ยังกล่าวถึงกรณีวานนี้ ไทยเป็นเจ้าภาพในการจัดรวม AI Governance Practice Center (AIGPC) ซึ่งเป็นกิจกรรมรวมนานาประเทศ ในการแสดงความคิดเห็นและช่วยเหลือพัฒนากฎหมายเอไอร่วมกัน มีการจัดตั้ง AIGC ซึ่งเป็นศูนย์เอไอที่อยู่ในมาตรฐาน OECD และ UNOCD อีกสิ่งหนึ่งที่เราพยายามทำคือกฎหมาย DATA CENTER ซึ่งเป็นรากฐานตลาดเศรษฐกิจเอไอใหม่ ซึ่งไทยเป็นประเทศที่ได้รับความสนใจมากที่สุดในโลก
ไชยชนก ยืนยันว่าความตั้งใจของพวกเราคือการลงทุนของนักธุรกิจต่างชาติที่มีความสนใจในตลาดไทย ต้องเข้ามาในแบบที่ไม่ละทิ้งเรื่องความยั่งยืน ทั้งเชิงธรรมชาติ พลังงาน น้ำ และระบบนิเวศ ไม่ใช่การลงทุนครั้งเดียวแล้วให้เงินไหลออกจากประเทศ แต่คุณต้องเข้ามาแล้วมีส่วนร่วมกับการจ้างงานตลาดไทยแบบเป็นรูปธรรม ในรูปแบบพาร์ทเนอร์ ไม่ใช่นักลงทุน
นี่ไปแค่เพียงบางส่วนของผลงานรัฐบาลที่ขับเคลื่อนโดยท่านอนุทิน ชาญวีรกูล ไม่กี่เดือนที่ผ่านมา อยากเพียงยืนยัน ไม่อยากให้พี่น้องประชาชนเข้าใจผิดว่างบประมาณที่กระทรวงดีอี ได้เพิ่มมาอันน้อยนิดนั้น รัฐบาลไม่ได้ให้ความสำคัญกับเรื่องการพัฒนาเศรษฐกิจ และรัฐบาลดิจิทัลของประเทศไทย
— ไชยชนก ชิดชอบ
นอกจากนี้ ไชยชนก ยังกล่าวถึงงบประมาณของกรมอุตุนิยมวิทยา ที่เพิ่มขึ้นมา 1,209 ล้านบาท โดยส่วนใหญ่ที่ได้เพิ่มมามีอยู่ 2 ส่วน คือ
- การแจ้งเตือนล่วงหน้าแผ่นดินไหว เพราะก่อนหน้านี้ไม่เคยมีการแจ้งเตือนล่วงหน้า ไม่มีเซลล์บรอดแคสต์ แต่ต้องให้ความเป็นธรรมกับทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพราะตอนนี้ทั่วโลกยังไม่มีหน่วยงานไหนที่สามารถพยากรณ์แผ่นดินไหวล่วงหน้าได้ ดังนั้น เราจึงต้องติดตั้งอุปกรณ์ในจุดอื่น ๆ ซึ่งเรามีการคาดการณ์ว่าแผ่นดินไหวจะเกิด เครื่องสามารถให้จุดนั้นแจ้งเตือนส่งข้อความมาให้ประเทศไทยล่วงหน้าได้ แม้จะเป็นเวลาไม่กี่นาที แต่ในสถานการณ์ที่ทุกวินาทีมีค่า คือชีวิตของประชาชนชาวไทย เรื่องนี้ก็เป็นเรื่องจำเป็น
- ยกระดับพัฒนาคุณภาพความเร็วในการพยากรณ์สภาวะอากาศ และยกระดับเทคโนโลยี รวมถึงติดตามการพยากรณ์ไฟป่าด้วย แม้หลายคนจะมองว่านี่คืองบปี 70 แล้วตลอดเวลาที่ผ่านมา รัฐบาลได้ให้ความสำคัญกับเรื่องภัยพิบัติจริงหรือไม่ ยืนยันว่า เรามีการบูรณาการข้อมูลกับหน่วยงานอื่น เพื่อให้ได้ประสิทธิภาพมากขึ้น เร็วขึ้น ย้ำว่า ตั้งใจจะไปให้ครบทุกภาคในเร็ว ๆ นี้
ไชยชนก กล่าวว่า ทั้งหมดทั้งมวล ไม่ได้เป็นแค่สิ่งที่เราทำแล้ว ไม่รู้ว่ามันออกดอกออกผลเป็นรูปธรรมหรือไม่ ขอยกตัวอย่าง น้ำท่วมเมื่อเดือนที่แล้ว จังหวัดกระบี่ จากการบูรณาการเซ็ตระบบทำงานร่วมกันใหม่นั้น เราตรวจเจอมวลเมฆฝนตั้งแต่อยู่ในทะเล และมีการติดตามก่อนเข้ามายังแผ่นดินไทย ระหว่างนั้นมีการประสานงานไปยัง ปภ. ทำเซลล์บรอดแคสต์ ประสานงานทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เตรียมศูนย์อพยพก่อนมวลเมฆจะมาถึง เมื่อเกิดสถานการณ์น้ำท่วม มีประชาชนเข้าสู่อพยพเพียง 40-50 คน เพราะประชาชนส่วนใหญ่รับรู้ภัยล่วงหน้า จากการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นของทุกหน่วยงาน จึงสามารถเลือกที่จะไปอยู่ในพื้นที่ที่ปลอดภัยโดยไม่ต้องพึ่งศูนย์อพยพอย่างเดียว และภายในคืนวันนั้นทุกคนสามารถกลับสู่ที่พักได้อย่างปลอดภัย รักษาชีวิตและทรัพย์สินได้
รัฐบาลชุดนี้ นำโดยท่านอนุทิน ชาญวีรกูล เราให้ความสำคัญกับทั้งเรื่องรัฐบาลดิจิทัล เรื่องพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัล และภัยธรรมชาติอย่างแน่นอน ท้ายที่สุดในนามรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดีอี อยากสื่อสารกับสมาชิกและพี่น้องประชาชนว่า ผมรู้สึกมีความหวังและมั่นใจจากการอภิปรายที่เห็นมา 3 วันนี้ มีเพื่อนสมาชิกให้ความสำคัญ และสนใจในเรื่องดิจิทัล และการพัฒนาบุคลากรของประเทศเป็นอย่างมาก นอกจากนั้น งบประมาณยังได้เห็นว่า ไม่ใช่เฉพาะกระทรวงดีอี แต่ทุกกระทรวงเกี่ยวข้องกับการพัฒนาบุคลากร ระบบโครงสร้างพื้นฐาน และเทคโนโลยี ฉะนั้นภายใต้การนำของท่านอนุทิน ใน 4 ปีนี้ เชื่อว่าประเทศไทยจะมีความเปลี่ยนแปลงในด้านเศรษฐกิจ และรัฐบาลดิจิทัลอย่างแน่นอน
— ไชยชนก ชิดชอบ
อย่างไรก็ตาม หลังจาก ไชยชนก ชี้แจงเสร็จสิ้น นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคไทยภักดี พยายามขอสอบถามตามข้อบังคับ แต่ปรากฏว่า โสภณ ซารัมย์ ประธานสภาฯ ซึ่งทำหน้าที่ประธานในการประชุม ไม่อนุญาต พร้อมย้ำว่า ก่อนหน้านี้ นพ.วรงค์ ก็ปฏิบัติตามข้อบังคับ จึงขอให้นั่งลง และเป็นสิทธิของรัฐมนตรีที่จะชี้แจงหรือไม่ก็ได้ ก่อนจะตัดบทให้รัฐมนตรีคนต่อไปชี้แจงทันที

ฝ่ายค้านท้า ‘พิพัฒน์’ ประกาศกลางสภาฯ “ไม่รับส่วย” เจ้าตัวยันไม่เคยเห็นและไม่อยากเห็นการทุจริตใน ‘คมนาคม’
ขณะที่ พิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คมนาคม ชี้แจงกรณี สุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ท้าให้ประกาศกลางสภาฯ “จะไม่รับส่วย” ว่า ผมมารับตำแหน่ง รมว.คมนาคม โดยไม่มีความเป็นมืออาชีพในเชิงวิศวกร ต้องขอเวลาศึกษาและคิดให้รอบคอบในสิ่งที่ดำเนินการทั้งมิติทางบก อากาศ น้ำ และราง จะพยายามให้ดีที่สุด โครงการที่เริ่มไปแล้วจะสานต่อให้จบ แต่ไม่เชื่อที่ใครบอกว่า มานั่งเป็นเจ้ากระทรวงแล้วไม่มีความผิดพลาด แต่ความผิดพลาดถือเป็นบทเรียนและความรู้ให้ผู้บริหารมีความเข้มแข็ง แข็งแกร่งเพิ่มขึ้น
สิ่งที่ สุรเชษฐ์ บอกให้พูดว่า ในยุคของผมจะไม่รับส่วยนั้น ผมขอยืนยัน ระยะเวลา 2 ครั้งที่มาอยู่ในกระทรวงคมนาคม “ยังไม่ได้เห็นและไม่อยากเห็น” ผมมีความตั้งใจ บริสุทธิ์ใจ เชื่อว่าเวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ กระทรวงคมนาคมในยุคที่ผมดูแลจะแตกต่างจากยุคที่ผ่านมาหรือไม่ จะทำให้ดีที่สุดเท่าที่มีความสามารถ แต่ไม่ใช่ความสามารถที่เอานักเรียนฝึกหัดมาบริหารกระทรวงใหญ่โต
— พิพัฒน์ รัชกิจประการ
พิพัฒน์ กล่าวอีกว่า แม้ไม่มีความเชี่ยวชาญเชิงวิศวกรรม แต่มีมุมมองบริหารธุรกิจ ถ้าเป็นเจ้าของกิจการจะขาดทุนไม่ได้ ต้องทำกำไร แต่การเป็นเจ้ากระทรวงต้องบริการประชาชนให้มากที่สุด การบริหารราชการขอแค่เสมอตัว ไม่ใช้คำว่ากำไร เพราะเงินทุกบาทเราได้รับจากภาษีของคนจ่ายภาษี การบริหารราชการต้องโปร่งใสมาก ลดค่าใช้จ่ายให้มากที่สุดคือเป้าหมายของผม การบริหารราชการไม่จำเป็นต้องทำกำไรทุกมิติ กระทรวงคมนาคมต้องอำนวยความสะดวกให้ประชาชน ไม่ต้องทำให้เกิดผลกำไร
ผมอยู่มา 3 กระทรวง คือ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงแรงงาน และกระทรวงคมนาคม มั่นใจไม่เคยมีการคอร์รัปชัน ไม่เคยได้รับคำร้องเรียน วันนี้มาอยู่กระทรวงคมนาคม มีงบฯ แทบจะสูงสุด จะพิสูจน์ให้ทราบว่า การมาอยู่ในกระทรวงใหญ่ คาแรกเตอร์เดิมหรือจุดยืนในกระทรวงเดิม ๆ ยังเก็บไว้ได้ขนาดไหน ไม่ขออธิบาย ไม่ขอพูด ขอให้สมาชิกได้ตรวจสอบต่อไป
— พิพัฒน์ รัชกิจประการ
ด้าน สุรเชษฐ์ กล่าวว่า “เป็นสัญญาณที่ดีที่ พิพัฒน์ ประกาศในยุคของท่านจะไม่มีส่วยก่อสร้าง ผู้รับเหมาไม่ต้องมาจ่ายค่าต๋ง”
พิพัฒน์ ให้ความชัดเจนว่า “จะไม่เก็บส่วย” แต่ขอให้พูดสั้น ๆ ว่า “ผู้รับเหมาไม่ต้องมาจ่ายส่วย” เพราะ พิพัฒน์ ไม่รับแน่ แต่ไม่รู้ ‘หนูทิน-เน’ จะรับหรือไม่ อยากให้ได้คำมั่นว่าผู้รับเหมาไม่ต้องจ่ายส่วย เพราะตอนนี้ใกล้ตายกันแล้ว
— สุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ
อย่างไรก็ตาม เลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 2 ทำหน้าที่ประธานการประชุม กล่าวตัดบทว่า “ไม่ต้องให้รัฐมนตรียืนยัน เพราะรัฐมนตรีพูดชัดเจนแล้ว ไม่ต้องจ่ายส่วย”
จากนั้น พิพัฒน์ ชี้แจงเพิ่มเติมถึงแนวทางป้องกันน้ำท่วมหาดใหญ่ ตามที่ จูรี นุ่มแก้ว สส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ สอบถามเพิ่มเติม ว่า สิ่งที่บอกว่ารัฐบาลไม่สนใจอุทกภัยหาดใหญ่นั้น นายกฯ ห่วงใยและสั่งการถึงผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลาให้เตรียมพร้อม และสั่งการถึงอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น แจ้งไปยังเทศบาลนครหาดใหญ่ ให้เตรียมความพร้อมของอุปกรณ์ต่าง ๆ
ที่สำคัญฝากผู้บริหารท้องถิ่นซักซ้อมเจ้าหน้าที่ อบจ. และเทศบาลนครหาดใหญ่ ก่อนถึงฤดูน้ำหลาก ทราบว่าปีที่ผ่านมาไม่มีการซักซ้อม ได้พูดกับนายกเทศมนตรีนครหาดใหญ่ว่า “แม้มีเครื่องมือ แต่ถ้าไม่ซักซ้อมก็เหมือนเศษเหล็ก” ขอบคุณสมาชิกที่ช่วยกันป้องกันไม่ให้เกิดเหตุ หรือถ้าเกิดเหตุก็ต้องเบาลง ทรัพย์สินเสียหายไม่เป็นไร แต่อย่าให้มีผู้เสียชีวิตเหมือนที่ผ่านมา
ไม่อยากโทษใคร แต่ทุกคนใน จ.สงขลา ทราบดี การสูญเสียที่เกิดขึ้นมาจากอะไร ที่ผ่านมาเราอาจไม่ประสานงานดีเท่าที่ควร
— พิพัฒน์ รัชกิจประการ




