'แผนฉุกเฉิน เยียวยาภัยพิบัติ' ย้อน 'พรรค' ไหน 'หาเสียง' อะไรไว้ ? ใคร 'สัญญา' อะไรบ้าง ?

1 ต.ค. 2569 - 17:13

  • 'ภูมิใจไทย' พูดแล้วทำ (หรือยัง)

  • ย้อน ‘คำสัญญา’ ตอนหาเสียง 

  • เริ่ม (จริงๆ) แล้ว ‘ประกันภัยพิบัติ’  

'แผนฉุกเฉิน เยียวยาภัยพิบัติ' ย้อน 'พรรค' ไหน 'หาเสียง' อะไรไว้ ? ใคร 'สัญญา' อะไรบ้าง ?

น้ำยังไม่ทันแห้ง เสียงวิจารณ์ก็ยังไม่เงียบ เมื่อสถานการณ์อุทกภัยกลายเป็นอีกบททดสอบใหญ่ของ ‘รัฐบาลอนุทิน’ ภาพน้ำท่วมในหลายพื้นที่ การช่วยเหลือที่ถูกตั้งคำถามเรื่องความรวดเร็ว ไปจนถึงการบริหารจัดการน้ำ ระบบแจ้งเตือน และมาตรการเยียวยา ถูกวิพากษ์วิจารณ์ต่อเนื่องทั้งในโลกออนไลน์และในสภา 

อารมณ์ของประชาชนจึงไม่ได้มีเพียงความกังวลจากสถานการณ์น้ำ แต่มีทั้งความเหนื่อยล้าและความไม่พอใจต่อการรับมือของภาครัฐ ขณะที่ฝ่ายค้านก็หยิบประเด็นการบริหารจัดการน้ำ การรับมือภาวะวิกฤต และมาตรการฟื้นฟูเยียวยาขึ้นมาตั้งคำถามกับรัฐบาล 

ท่ามกลางบรรยากาศดังกล่าว โลกออนไลน์จึงย้อนกลับไปค้นหา ‘นโยบายหาเสียง’ ของ ‘พรรคภูมิใจไทย’ โดยเฉพาะโพสต์เรื่อง ‘กองทุนภัยพิบัติ’ ที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2569 แล้วนำกลับมาแชร์ พร้อมตั้งคำถามตรงๆ ว่า “พูดแล้วทำหรือยัง?” 

คอมเมนต์จำนวนหนึ่งหยิบตัวเลข 100,000 บาทต่อครัวเรือน มาทวงถาม ขณะที่บางรายแซว “AI จับได้ยัง? - อุทกภัยพลัส+ มาแล้ว และ อย่าแชร์เยอะ เดี๋ยวลบ” กลายเป็นสีสันที่สะท้อนความรู้สึกของคนบนโลกออนไลน์ ในช่วงที่สถานการณ์น้ำท่วมกำลังร้อนแรง 

จากโพสต์เดียวจึงกลายเป็นคำถามใหญ่ขึ้นว่า ในช่วงหาเสียง พรรคการเมืองใหญ่ที่วันนี้เป็นขุมกำลังหลักของ ‘ฝ่ายรัฐบาล’ และ ‘ฝ่ายค้าน’ เคยนำนโยบายด้านแผนรับมือและเยียวยาภัยพิบัติไว้อย่างไรบ้าง ในการหาเสียงเมื่อต้นปีที่ผ่านมา 

ย้อน ‘คำสัญญา’ ตอนหาเสียง 

เมื่อย้อนดูนโยบายของพรรคการเมืองในช่วงหาเสียงเลือกตั้ง จะพบว่าแต่ละพรรคมีแนวทางรับมือและเยียวยาภัยพิบัติแตกต่างกัน ตั้งแต่การจ่ายเงินช่วยเหลือทันทีเมื่อเกิดเหตุ การใช้เทคโนโลยีประเมินความเสียหาย การจ่ายเงินล่วงหน้าก่อนภัยมาถึง ไปจนถึงการใช้ระบบประกันภัยเข้ามารองรับความเสี่ยงในระดับครัวเรือน 

‘พรรคประชาชน’  เสนอแนวคิดให้การเยียวยาเปลี่ยนจากระบบที่ต้องรอให้เหตุการณ์ผ่านพ้นไปก่อน จึงค่อยสำรวจและจ่ายเงิน มาเป็นการ ‘จ่ายค่าชดเชยทันทีที่ประสบเหตุ’ เพื่อให้ประชาชนมีทรัพยากรรับมือสถานการณ์ฉุกเฉิน เช่น ค่าใช้จ่ายในการอพยพ รวมถึงกรณีภัยจากการปนเปื้อนสารพิษในภาคอุตสาหกรรม ซึ่งเสนอให้รัฐเข้าไปฟื้นฟูและเยียวยาชุมชนโดยทันที 

ในด้านการประเมินสถานการณ์ พรรคประชาชนเสนอให้นำ ระบบสารสนเทศและเทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น ภาพถ่ายจากดาวเทียม มาใช้ตรวจสอบและประเมินสถานการณ์ภัยพิบัติ เพื่อให้การจ่ายเงินเยียวยาทำได้รวดเร็วและทันท่วงที ลดระยะเวลาจากการรอสำรวจความเสียหายแบบเดิม 

นอกจากการช่วยเหลือในระยะเร่งด่วน ยังเสนอแนวคิดเรื่อง ‘การฟื้นฟูความยืดหยุ่น’ (Resilience) โดยเมื่อโครงสร้างพื้นฐานได้รับความเสียหาย ไม่ควรเพียงซ่อมกลับไปเหมือนเดิม แต่ควรปรับปรุงให้สามารถรองรับภัยพิบัติที่อาจเกิดขึ้นอีกในอนาคต เช่น การออกแบบระบบท่อให้แยกน้ำเสียออกจากน้ำฝน หรือการจัดหาแหล่งน้ำสำรอง รวมถึงให้กระทรวงสาธารณสุขและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าไปดูแลประชาชนหลังเกิดภัย ทั้ง สุขภาพกาย สุขภาพจิต และสุขอนามัย 

ด้าน ‘พรรคประชาธิปัตย์’ วางมาตรการช่วยเหลือโดยเน้นไปที่ เกษตรกร ซึ่งเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากภัยแล้งและน้ำท่วม โดยเสนอให้รัฐจ่ายเงินช่วยเหลือฉุกเฉิน 1,000 บาทต่อไร่ สูงสุด 20 ไร่ต่อราย เมื่อพื้นที่การเกษตรได้รับความเสียหาย เพื่อให้เกษตรกรสามารถฟื้นตัวและกลับเข้าสู่กระบวนการผลิตได้เร็วขึ้น 

ขณะเดียวกัน ยังเสนอแนวคิด Anticipatory Action (AA) หรือการเยียวยาเชิงรุกก่อนเกิดภัย โดยเสนอให้ปรับกฎหมายและระเบียบให้สามารถจ่ายเงินชดเชยล่วงหน้าได้ผ่านระบบ Anticipatory Parametric Compensation ซึ่งใช้ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์เป็นตัวกระตุ้นการจ่ายเงิน หรือ Trigger-Based Payouts เช่น ปริมาณฝน อุณหภูมิผิวดิน ความเร็วลม และข้อมูลจากดาวเทียม 

แนวคิดดังกล่าวต้องการให้เกษตรกรได้รับเงินก่อนที่จะเกิดความเสียหายเต็มรูปแบบ เพื่อให้สามารถนำเงินไปใช้ป้องกันหรือลดผลกระทบจากภัยพิบัติ และช่วยให้การฟื้นตัวหลังเกิดเหตุทำได้รวดเร็วขึ้น โดยอาศัยข้อมูลที่ตรวจสอบได้แทนการรอประเมินความเสียหายภายหลัง 

ส่วน ‘พรรคเพื่อไทย’ เน้นการช่วยเหลือในมิติของ รายได้และการฟื้นฟูภาคการเกษตร โดยเสนอ ‘ประกันกำไรพืชผลทางการเกษตร’ หากเกษตรกรได้รับความเสียหายจากน้ำท่วมหรือภัยธรรมชาติ พรรคเสนอให้มีการชดเชยเพื่อให้เกษตรกรยังคงมีกำไรจากการเพาะปลูก ไม่น้อยกว่า 30% 

ขณะเดียวกัน เมื่อสถานการณ์เข้าสู่ช่วงหลังน้ำลด พรรคเพื่อไทยเสนอ ‘คูปองฟื้นฟูหลังน้ำลด’ เพื่อช่วยให้ภาคการผลิตกลับมาเดินหน้าต่อ โดยมีทั้งคูปองสำหรับซื้อปุ๋ยและเมล็ดพันธุ์ รวมถึงมาตรการพักชำระหนี้สำหรับผู้ประสบภัย เพื่อให้เกษตรกรมีเวลาตั้งหลักและกลับเข้าสู่การผลิตได้อีกครั้ง 

ขณะที่ ‘พรรคภูมิใจไทย’ เสนอแนวทาง ‘พร้อมก่อนภัย เคียงข้างไทยทุกสถานการณ์’ โดยวางระบบตั้งแต่การเตือนภัยไปจนถึงการเยียวยา เน้นการนำ ดาวเทียมและ AI มาใช้ยกระดับระบบเตือนภัย รวมข้อมูลจากทุกหน่วยงาน เพื่อให้สามารถรู้สถานการณ์ล่วงหน้า วางแผนได้แม่นยำ และแก้ปัญหาได้ตรงจุด 

พรรคยังเสนอให้จัดทำ ผังข้อมูลภัยพิบัติอย่างละเอียดในระดับรายตำบล เพื่อใช้ประกอบการวางแผนจัดการเมื่อเกิดภัย พร้อมสร้างช่องทางส่งต่อข้อมูลที่ถูกต้องให้ประชาชนสามารถนำไปใช้ประกอบการตัดสินใจในสถานการณ์ฉุกเฉิน 

หัวใจสำคัญของแนวทางนี้คือการจัดตั้ง ‘กองทุนภัยพิบัติ’ ให้เป็นสิทธิพื้นฐานของทุกครัวเรือน โดยรัฐเสนอจ่ายค่าประกันภัย 1,000 บาทต่อครัวเรือน เพื่อทำประกันในกองทุนดังกล่าว และเมื่อเกิดภัย ระบบ AI ตรวจจับข้อมูล ก่อนนำไปสู่การจ่ายเงินช่วยเหลือ 100,000 บาทต่อครัวเรือน 

เริ่ม (จริงๆ) แล้ว ‘ประกันภัยพิบัติ’  

ท่ามกลางกระแสทวงถามนโยบายเก่า รัฐบาลกลับมาเปิดตัวมาตรการที่มีหลักคิดใกล้เคียงกันในเรื่อง ‘การประกันความเสี่ยงจากภัยพิบัติ’ โดยวันที่ 1 ตุลาคม 2569 ‘อนุทิน ชาญวีรกูล’ นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธาน Kick off “โครงการประกันภัยพิบัติเพื่อประชาชน”

โครงการนี้ให้รัฐเป็นผู้จัดซื้อประกันภัยให้ประชาชน ครอบคลุมประมาณ 30 ล้านครัวเรือนทั่วประเทศ คุ้มครอง 3 ภัย ได้แก่ อุทกภัย วาตภัย และแผ่นดินไหว เริ่มคุ้มครองตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2569 ถึง 30 กันยายน 2570 และต่อประกันเป็นรายปี

วงเงินคุ้มครองที่อยู่อาศัยอยู่ที่ สูงสุด 100,000 บาท/ครั้ง/หลังคาเรือน แต่มีเงื่อนไขแตกต่างกันตามประเภทภัย โดยกรณีน้ำท่วมมีความคุ้มครองเบื้องต้น 10,000 บาท และส่วนเพิ่มเติมไม่เกิน 90,000 บาท ส่วนวาตภัยและแผ่นดินไหวมีความคุ้มครองเบื้องต้น 5,000 บาท และส่วนเพิ่มเติมไม่เกิน 95,000 บาท 

นอกจากนี้ หากบ้านถูกน้ำล้อมจนไม่สามารถดำรงชีวิตได้ตามปกติติดต่อกันเกิน 7 วัน จะได้รับค่าชดเชย 10,000 บาท/ครั้ง/หลังคาเรือน และมีความคุ้มครองชีวิตจากอุบัติเหตุ 2 ล้านบาท/คน 

รัฐบาลยังวางระบบให้หน่วยงานในพื้นที่ ตั้งแต่ผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ไปจนถึงบุคลากรระดับตำบล ช่วยประชาสัมพันธ์และทำความเข้าใจเงื่อนไขกรมธรรม์กับประชาชน เพื่อให้ผู้มีสิทธิเข้าถึงการคุ้มครองได้จริง 

ในมุมของ ‘อนุทิน’ โครงการนี้คือการเปลี่ยนจากการ “รอให้เกิดความเสียหายแล้วค่อยช่วย” ไปสู่การมีหลักประกันล่วงหน้า โดยใช้กลไกประกันภัยและภาคเอกชนเข้ามาช่วยกระจายความเสี่ยง ขณะที่เมื่อเกิดภัย ประชาชนจะเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบและรับค่าสินไหมตามเงื่อนไขของกรมธรรม์ 

แต่ประเด็นที่ต้องจับตา คือ โครงการนี้เริ่มในวันที่ 1 ตุลาคม จึงไม่ครอบคลุมเหตุภัยที่เกิดขึ้นก่อนหน้านั้น โดยนายกรัฐมนตรี ระบุว่า ผู้ประสบอุทกภัยก่อนวันที่ 1 ตุลาคม ยังได้รับการเยียวยาตามหลักเกณฑ์เดิม 9,000 บาท ส่วนเหตุที่เกิด หลังวันที่ 1 ตุลาคมจะเข้าสู่ระบบประกันภัยตามเงื่อนไข 

เมื่อถูกถามว่าผู้ประสบภัยจะได้รับเงินทั้งสองระบบหรือไม่ อนุทิน ตอบว่า “ไม่ใช่ ได้รอบเดียว” โดยให้พิจารณาตามวันที่เกิดเหตุ และหากเป็นน้ำท่วมระลอกใหม่หลังวันที่ 1 ตุลาคม จึงเข้าสู่หลักเกณฑ์ของประกันภัยพิบัติ 

ขณะเดียวกัน ในวันเดียวกัน นายกรัฐมนตรีต้องรับคำถามจากผู้สื่อข่าว หลัง ‘ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ’ ผู้นำฝ่ายค้าน ตั้งคำถามถึงการไม่เข้าประชุมสภาเพื่อชี้แจงญัตติด่วนเกี่ยวกับการบริหารจัดการน้ำทั้งระบบ การรับมือวิกฤต และมาตรการฟื้นฟูเยียวยา แต่ไปตรวจโรงครัวที่พรรคภูมิใจไทยแทน โดย ‘นายกฯ’ ไม่ได้ตอบรายละเอียด เพียงหัวเราะและกล่าวว่า “ไม่เอาแล้ว ไปแล้ว”

ภาพดังกล่าวทำให้การเปิดตัวระบบประกันภัยพิบัติในวันที่ 1 ตุลาคม ถูกวางอยู่ท่ามกลางบริบทที่รัฐบาลกำลังถูกจับตาทั้งเรื่อง การรับมือสถานการณ์น้ำในปัจจุบัน และ การทำให้มาตรการที่ประกาศไว้สามารถทำงานได้จริง 

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์