เมื่อ ‘ปืน’ กลายเป็นหนึ่งในโจทย์ใหญ่ที่รัฐบาล ‘อนุทิน ชาญวีรกูล’ ประกาศจะจัดการอย่างจริงจัง ประเด็นการแจงบัญชีทรัพย์สินของบรรดา ‘รัฐมนตรี' ที่ยื่นต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ก็กลายเป็นอีกภาพที่น่าสนใจ เพราะเมื่อไล่ดูรายการทรัพย์สินของรัฐมนตรี พบการแจ้งครอบครองอาวุธปืนหลสยกระบอก ซึ่งมีทั้งทรัพย์สินของผู้ดำรงตำแหน่งเองและทรัพย์สินของคู่สมรส
ตัวเลขที่มากที่สุดคือ ‘สุรสมรวย วันทนียกุล’ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งมีการแจ้งปืนรวม 36 กระบอก แบ่งเป็นของผู้ยื่นบัญชี 1 กระบอก และของคู่สมรสอีก 35 กระบอก
รองลงมาคือ ‘สุชาติ ชมกลิ่น’ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งแจ้งครอบครองปืน 12 กระบอก ตามด้วย ‘พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์’ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม 10 กระบอก และ ‘สรรเพชญ บุญญามณี’ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม 6 กระบอก
ส่วน ‘พิพัฒน์ รัชกิจประการ’ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม แจ้งไว้ 5 กระบอก ขณะที่ ‘ทรงศักดิ์ ทองศรี’ รองนายกรัฐมนตรี แจ้งไว้ 4 กระบอก โดยของศุภมาสเป็นทรัพย์สินของคู่สมรส ในส่วนของ ‘ซาบีดา ไทยเศรษฐ์’ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม มีอยู่ด้วยกัน 3 กระบอก ซึ่งเป็นทรัพย์สินของคู่สมรส
ส่วน ‘เจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์’ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย แจ้งไว้ 2 กระบอก ขณะที่ ‘อนุทิน ชาญวีรกูล’ นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ไม่มีปืนในครอบครอง แต่ที่แจ้งไว้ 1 กระบอก เป็นทรัพย์สินของ ‘ธนนนท์ ชาญวีรกูล’ คู่สมรส
อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวต้องอ่านควบคู่กับรายละเอียดในบัญชีทรัพย์สิน เพราะการมี ‘อาวุธปืน’ อยู่ในบัญชีไม่ได้หมายความว่าปืนทั้งหมดเป็นของรัฐมนตรีเอง และไม่ได้หมายความว่าบุคคลเหล่านั้นพกพาอาวุธปืนเป็นประจำ โดยหลายรายการเป็นทรัพย์สินของคู่สมรส
ภาพนี้ยิ่งน่าสนใจขึ้น เมื่อย้อนกลับมาดูท่าทีของรัฐบาลต่อปัญหาอาวุธปืน ‘อนุทิน’ ประกาศให้เรื่องนี้เป็นวาระเร่งด่วน พร้อมสั่งให้ ‘ปกรณ์ นิลประพันธ์’ รองนายกรัฐมนตรี เร่งจัดทำร่าง พ.ร.บ.อาวุธปืนฉบับใหม่ ขณะที่กระทรวงมหาดไทยและสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้รับข้อสั่งการให้ดำเนินการเรื่องการงดต่อใบอนุญาต ป.3 ป.4 และ ป.12 ในช่วงนี้ จนกว่าจะมีมติ ครม.เป็นอย่างอื่น
แนวทางที่นายกรัฐมนตรีส่งสัญญาณยังครอบคลุมไปถึงการพกพา โดยยืนยันว่าต้องการให้การนำปืนออกจากบ้านถูกควบคุมอย่างเข้มงวด แม้เป็นปืนที่มีใบอนุญาตถูกต้องก็ตาม พร้อมมองว่าปืนไม่ควรถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการสร้างความรู้สึกว่าตัวเองมีอำนาจเหนือผู้อื่น
ขณะที่การซื้อขายอาวุธปืนผ่านช่องทางออนไลน์ ซึ่งเป็นอีกปัญหาที่ควบคุมได้ยาก รัฐบาลส่งสัญญาณว่าจะใช้กฎหมายจัดการกับปืนที่ไม่มีใบอนุญาตอย่างเด็ดขาด รวมถึงเตรียมหารือกับอัยการและศาลเพื่อให้การดำเนินคดีเป็นไปอย่างรวดเร็ว
ส่วนกรณีผู้ที่มีปืนอยู่แล้วแต่เป็นปืนเถื่อน ปืนมรดก หรือปืนที่มีปัญหาเรื่องการโอนรัฐบาลจะต้องศึกษารายละเอียดในกฎหมายใหม่ เพื่อกำหนดกรอบเวลาให้สามารถนำปืนมาคืนได้ และอาจมีบทบัญญัติยกเว้นโทษสำหรับผู้ที่นำมาคืนภายในระยะเวลาที่กำหนด
ทั้งหมดนี้ทำให้เกิดภาพที่น่าสนใจในเวลาเดียวกัน ด้านหนึ่งคือ รัฐบาลกำลังพยายามยกระดับการควบคุมอาวุธปืน ด้วยกฎหมายใหม่ มาตรการเข้มขึ้น และการบังคับใช้ที่จริงจัง อีกด้านหนึ่งคือ บัญชีทรัพย์สินของผู้มีอำนาจในรัฐบาลเองก็ปรากฏรายการปืนจำนวนไม่น้อย
แน่นอนว่า การมีปืนอยู่ในบัญชีทรัพย์สินไม่ได้เป็นเรื่องผิดกฎหมาย หากเป็นการครอบครองโดยถูกต้องตามกฎหมาย และการมีทรัพย์สินดังกล่าวก็ไม่ควรถูกตีความไปไกลกว่าข้อมูลที่ปรากฏในเอกสาร
แต่ในทางการเมือง ภาพของ ‘รัฐบาลที่กำลังออกกติกาคุมปืน’ กับ ‘บัญชีทรัพย์สินของคนในรัฐบาลที่มีปืนอยู่ด้วย’ ย่อมเป็นภาพที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ว่าจะถูกนำมาเปรียบเทียบกัน
คำถามจึงอาจไม่ได้อยู่เพียงว่า ใครมีปืนกี่กระบอก...
แต่อยู่ที่ว่า เมื่อกฎหมายใหม่กำลังจะเข้มขึ้น มาตรฐานในการครอบครอง การเก็บรักษา และการพกพาอาวุธปืน จะถูกบังคับใช้อย่างเท่าเทียมกันกับประชาชนทั่วไป รวมถึงผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและคนใกล้ชิดของผู้มีอำนาจหรือไม่






