ย้อน 6 'รัฐบาลไทย' ออก 'พ.ร.ก.กู้เงิน' เส้นแบ่ง 'สู้วิกฤต-เยียวยา-ประชานิยม'

5 พ.ค. 2569 - 17:04

  • ย้อนรอย 30 ปี "พ.ร.ก.กู้เงิน" จาก "วิกฤตการเงิน-เศรษฐกิจ" สู่ "ภัยพิบัติ-สงคราม" ปุ่มฉุกเฉินรัฐบาล ดึงเงินอนาคตมาใข้ เส้นแบ่งระหว่าง "เยียวยา-ประชานิยม"

ย้อน 6 'รัฐบาลไทย' ออก 'พ.ร.ก.กู้เงิน' เส้นแบ่ง 'สู้วิกฤต-เยียวยา-ประชานิยม'

การบริหารราชการแผ่นดินในภาวะปกติมักถูกจำกัดด้วยกรอบงบประมาณรายจ่ายประจำปีที่ต้องผ่านการเคี่ยวกรำจากรัฐสภาเป็นแรมเดือน 

เมื่อใดที่ "พายุเศรษฐกิจ" หรือ "ภัยพิบัติ" พัดกระหน่ำจนกลไกปกติเอาไม่อยู่ เครื่องมือทางการคลังที่ทรงพลัง ที่เป็นทั้ง "พระเอก" และ "จำเลย" คือ "พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน" ซึ่งเปรียบเสมือน ปุ่มฉุกเฉิน ที่รัฐบาลเลือกกดเพื่อดึงเงินอนาคตมาเยียวยาปัจจุบัน 

การมองย้อนกลับไปดูร่องรอยการก่อหนี้สาธารณะตลอด 3 ทศวรรษที่ผ่านมา ไม่เพียงแต่ทำให้เราเห็นจำนวนเงินมหาศาลที่ถูกอัดฉีดเข้าสู่ระบบ 

แต่ยังสะท้อนถึงวิวัฒนาการของวิกฤตการณ์โลกและชั้นเชิงการเอาตัวรอดของรัฐบาลแต่ละยุคสมัย ตั้งแต่การกอบกู้ต่อลมหายใจสถาบันการเงินในปี 2541 ไปจนถึงการรับมือกับผลกระทบจากสงครามในอ่าวเปอร์เซีย ปี 2569

กู้สู้ 'ต้มยำกุ้ง' ยุค รบ.ชวน

หากจะย้อนรอยประวัติศาสตร์การกู้เงินครั้งใหญ่ที่ต้องจารึกไว้คือปี 2541 ภายใต้รัฐบาลของ ชวน หลีกภัย ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ประเทศไทยกำลังสะบักสะบอมจากวิกฤตต้มยำกุ้ง 

ระบบสถาบันการเงินในขณะนั้น เปรียบเสมือนบ้านที่ไฟกำลังไหม้ลามไปทุกห้อง รัฐบาลจึงต้องตัดสินใจออก พ.ร.ก.กู้เงินรวมวงเงินสูงถึง 800,000 ล้านบาท โดยแบ่งเป็น 2 ส่วนสำคัญคือ การกู้เพื่อช่วยเหลือกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน วงเงิน 500,000 ล้านบาท และการกู้เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงของระบบสถาบันการเงินอีก 300,000 ล้านบาท 

เพื่อป้องกันไม่ให้ธนาคารพาณิชย์ที่เหลืออยู่ล้มละลายจนระบบเศรษฐกิจพังครืนลงมาทั้งหมด

จัดระเบียบหนี้ ผลพวงต้มยำกุ้งยุค ‘รบ.ทักษิณ’

เมื่อเข้าสู่ปี 2545 แม้เศรษฐกิจจะเริ่มหายใจคล่องขึ้น แต่ภาระหนี้จากการอุ้มธนาคารในอดีตยังคงเป็นโจทย์ใหญ่ รัฐบาล ทักษิณ ชินวัตร จึงได้ออก พ.ร.ก. ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อช่วยเหลือกองทุนฟื้นฟูฯ ระยะที่ 2 วงเงิน 780,000 ล้านบาท 

การออกกฎหมายครั้งนี้ถูกมองว่าเป็นเชิงเทคนิคการเงินมากกว่าการกู้มาใช้จ่ายใหม่ เพราะเป็นการนำเงินกู้มาจัดการกับภาระหนี้เดิมของ กองทุนฟื้นฟูฯ เพื่อให้ต้นทุนทางการเงินของประเทศถูกลงและมีความโปร่งใสมากขึ้นในงบประมาณแผ่นดิน 

การดำเนินการดังกล่าวส่งผลให้หนี้สาธารณะของไทยทะลุระดับ 3 ล้านล้านบาทเป็นครั้งแรก ซึ่งสะท้อนถึงการยอมรับความจริงว่า "หนี้ที่เกิดจากการช่วยธนาคาร" ได้กลายเป็นมรดกที่ประชาชนต้องร่วมกันแบกรับอย่างเป็นทางการ

วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ - เช็คช่วยชาติ 'รบ.อภิสิทธิ์'

ข้ามมาถึงปี 2552 โลกต้องเผชิญกับวิกฤตซับไพรม์จากฝั่งสหรัฐฯ ที่ส่งแรงกระแทกมาถึงภาคการส่งออกของไทย รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จึงได้กดปุ่มฉุกเฉินออก พ.ร.ก. กู้เงินภายใต้แผนปฏิบัติการ "ไทยเข้มแข็ง" วงเงิน 400,000 ล้านบาท 

ในยุคนี้รูปแบบการใช้เงินกู้เริ่มเปลี่ยนจากการอุ้มสถาบันการเงิน มาเป็นการอัดฉีดเงินเข้าสู่กระเป๋าประชาชน และลงทุนในระดับชุมชนมากขึ้น โครงการที่คนจดจำได้ดีที่สุดคือ "เช็คช่วยชาติ 2,000 บาท" ซึ่งเป็นการกระตุ้นการบริโภคแบบทันทีทันใด

ในเชิงสถิติ การกู้เงินครั้งนี้ทำให้หนี้สาธารณะต่อ GDP ที่เคยอยู่ระดับต่ำเพียง 37.27% ในปี 2551 กระโดดขึ้นไปที่ 45.22% ในปี 2552 

แม้ว่าจะเป็นการเพิ่มภาระหนี้ แต่ก็ถูกมองว่าเป็นความจำเป็นเพื่อไม่ให้เครื่องยนต์เศรษฐกิจไทยดับสนิทตามเศรษฐกิจโลกที่กำลังเข้าสู่ภาวะถดถอย 

อย่างไรก็ตาม การกู้เงินในยุคนี้ยังมีการเสนอ ร่าง พ.ร.บ.กู้เงินอีก 400,000 ล้านบาท ควบคู่กัน แต่สุดท้ายพับโครงการไป เนื่องจากเศรษฐกิจฟื้นตัว

ผลพวง 'มหาอุทกภัย' กู้เงินวางระบบน้ำ 'รบ.ยิ่งลักษณ์'

หลังวิกฤตน้ำท่วมใหญ่ในปี 2554 รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ต้องเผชิญกับโจทย์การฟื้นฟูความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติที่ขวัญเสียจากนิคมอุตสาหกรรมที่จมอยู่ใต้น้ำ การออก พ.ร.ก. กู้เงิน 350,000 ล้านบาท ในปี 2555 เพื่อวางระบบบริหารจัดการน้ำจึงเกิดขึ้น 

นี่คือครั้งแรกที่เหตุผลของการออก พ.ร.ก.กู้เงิน ถูกผูกเข้ากับ "ภัยพิบัติทางธรรมชาติ" อย่างชัดเจน โดยเงินจำนวนนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างเขื่อน ช่องระบายน้ำ และคลังข้อมูลน้ำระดับชาติ เพื่อป้องกันไม่ให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย

แต่อย่างที่ทราบกันในแวดวงการเมือง พ.ร.ก. ฉบับนี้ไม่ได้ราบรื่นนัก มีการยื่นฟ้องศาลปกครองและถูกตรวจสอบอย่างหนักจากภาคประชาชนในเรื่องความโปร่งใสและการทำประชาพิจารณ์ 

แม้สุดท้าย ป.ป.ช. จะตีตกคดีกู้เงินบริหารจัดการน้ำไป เนื่องจากหลักฐานไม่เพียงพอ แต่ก็นับว่าเป็นบทเรียนสำคัญที่ชี้ให้เห็นว่า การใช้อำนาจพิเศษกู้เงินมหาศาล มาพร้อมกับมาตรการตรวจสอบที่เข้มข้น 

สงครามโรคระบาด ยุค 'รบ.ประยุทธ์' ทุบเพดานหนี้

เมื่อโลกเจอกับโควิด-19 กฎเกณฑ์ทางการคลังแบบเดิมแทบจะถูกโยนทิ้งไป รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้สร้างสถิติการออก พ.ร.ก. กู้เงินที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ รวม 2 ฉบับ คือ 1 ล้านล้านบาท ในปี 2563 และเพิ่มอีก 5 แสนล้านบาทในปี 2564 รวมเป็น 1.5 ล้านล้านบาท 

วัตถุประสงค์ของเงินก้อนนี้ครอบคลุมตั้งแต่การจัดหาวัคซีน การอัพเกรดระบบสาธารณสุข ไปจนถึงการเยียวยาประชาชนผ่านแอปพลิเคชัน "เป๋าตัง" เช่น โครงการเราไม่ทิ้งกัน, คนละครึ่ง และ เราชนะ ซึ่งมีการเบิกจ่ายไปแล้วมากกว่า 5.4 แสนล้านบาท เฉพาะในส่วนของการเยียวยา

สิ่งที่ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในเชิงนโยบายคือ การตัดสินใจขยายเพดานหนี้สาธารณะจาก 60% ของ GDP ขึ้นเป็น 70% เพื่อรองรับการกู้เงินมหาศาลนี้ 

วิกฤตโลกเดือด-สงครามตะวันออกกลาง 'รบ.อนุทิน'

ปัจจุบันในปี 2569 สถานการณ์โลกกลับมาตึงเครียดอีกครั้งจากการปะทะกันระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ส่งผลให้ราคาน้ำมันโลกพุ่งทะยานจนกระทบต่อค่าครองชีพอย่างรุนแรง รัฐบาลภายใต้การนำของ อนุทิน ชาญวีรกูล จึงมีมติออก พ.ร.ก. กู้เงินฉบับใหม่วงเงิน 400,000 ล้านบาท โดยมีมติของคณะรัฐมนตรีออกมาเป็นที่เรียบร้อย 

โดยรัฐบาลยกวัตถุประสงค์การกู้มาเพื่อบรรเทาผลกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชน และประคองกิจกรรมทางเศรษฐกิจไม่ให้หยุดชะงัก เร่งปรับโครงสร้างพลังงานของประเทศลดความเปราะบาง และสร้างความมั่นคงในระยะยาว

แม้รัฐบาลจะยืนยันว่าทำเพื่อประโยชน์ประชาชน แต่การกู้ครั้งนี้ท่ามกลางหนี้สาธารณะที่จ่อชนเพดาน 70%อยู่ที่ 69% ทำให้เกิดการตั้งคำถามถึงความยั่งยืนทางการคลังในอนาคต

ขณะที่ฝ่ายค้านอย่างพรรคประชาชน ออกมาพูดโดย พริษฐ์ วัชรสินธุ มองว่า วงเงินดังที่แบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ 2 แสนล้านบาท ใช้ในการเยียวยาประชาชนจากวิกฤติพลังงาน อีก 2 แสนล้าน เป็นโครงการที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนผ่านพลังงาน ซึ่งพรรคประชาชนมีความกังวลใจ เพราะครึ่งหนึ่งเป็นการเยียวยาแบบหว่านแห สุ่มเสี่ยงตกหล่น

ขณะที่ กรณ์ จาติกวณิช จากพรรคประชาธิปัตย์ เคยยืนยันว่า พรรคประชาธิปัตย์ไม่ปล่อยผ่าน พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท โดยมองว่าไม่ใช่ความจำเป็นเร่งด่วนตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด

เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง ชี้แจงความจำเป็นเร่งด่วนในการออกเป็น พ.ร.ก. แทนการใช้งบประมาณปกติ ว่า งบประมาณปี 2569 มีวงเงินคงเหลือไม่เพียงพอ โดยสามารถจัดสรรได้จริงไม่เกิน 50,000 ล้านบาท ขณะที่งบกลางเหลือเพียง 20,000 ล้านบาทเศษ ซึ่งต้องสำรองไว้สำหรับเหตุฉุกเฉินอื่นด้วย

ส่วนงบประมาณปี 2570 ต้องรออีกกว่า 5 เดือน จึงไม่ทันต่อสถานการณ์วิกฤตที่อาจลุกลามจนเกิดภาวะ Stagflation หรือภาวะเงินเฟ้อซ้อนกำลังซื้อถดถอย จึงเป็นเรื่องที่รัฐบาลต้องตัดสินใจ

"การกู้เงินครั้งนี้จะกู้ภายในประเทศทั้งหมด เพื่อสะท้อนถึงวินัยการคลัง โดยระบบธนาคารมีสภาพคล่องสูงกว่า 1 ล้านล้านบาท และอัตราดอกเบี้ยยังอยู่ในระดับต่ำ ทำให้ไม่มีความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน และต้นทุนการกู้เงินอยู่ในระดับต่ำ กระทรวงการคลังประเมินสัดส่วนหนี้สาธารณะ ยังคงอยู่ต่ำกว่า 70% ของ GDP อยู่ภายใต้เพดานหนี้ เมื่อกู้เต็มวงเงิน 4 แสนล้านบาท หนี้สาธารณะจะอยู่ที่ประมาณ 69%" รมว.คลัง ชี้แจง

หากมองภาพรวมตลอด 30 ปีที่ผ่านมา การออก พ.ร.ก. กู้เงินของไทยได้เปลี่ยนโฉมหน้าไปอย่างมาก จากเดิมเพื่อรักษา "ความมั่นคงสถาบันการเงิน" ได้กลายเป็นเครื่องมือ "ประชานิยม" ผ่านมาตรการ "แจกเงินเยียวยา"

สิ่งที่น่าสังเกต คือ ทุกรัฐบาลมักใช้ข้ออ้างเรื่อง "ความจำเป็นเร่งด่วนอันมิอาจหลีกเลี่ยงได้" เพื่อเลี่ยงกระบวนการงบประมาณปกติที่ต้องผ่านสภาฯ เช่น การออกพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.)

ความกังวลเรื่องหนี้สาธารณะที่พุ่งแตะ 12.68 ล้านล้านบาทในปี 2569 ไม่ได้อยู่ที่จำนวนเงินเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ว่า "ความสามารถในการหารายได้" ของประเทศจะเติบโตทันภาระเงินต้น-ดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายคืนหรือไม่ ?

ai-Info-รัฐบาลไทยออก พรก-3.jpg

อ้างอิง

ratchakitcha / amarintv / bangkokbiznews / bot / ratchakitcha / isranews / thansettakij / thaipublica / matichon / thaipublica / today / today / pdmo /

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์