25 ปี 'การเมืองไทย' จาก 'ระบอบทักษิณ-คสช.' สู่ 'ระบอบสีน้ำเงิน'

27 พ.ค. 2569 - 17:49

  • 'การเมืองไทย' เปลี่ยนสู่ 'ระบอบสีน้ำเงิน' ชนชั้นนำใช้ รธน. 60 ผ่านฉาก 'นิติสงคราม' แทน 'รัฐประหาร' ไร้ประชาชนในสมกการอำนาจ ชี้ 'จุดตาย' คือ รอยร้าวเครือข่ายอำนาจ

25 ปี 'การเมืองไทย' จาก 'ระบอบทักษิณ-คสช.' สู่ 'ระบอบสีน้ำเงิน'

ตลอดรอบ 25 ปี ทางการเมืองไทยที่ผ่านมา ตั้งแต่ ยุคทักษิณ ที่เรียกกันว่า "ระบอบทักษิณ" ข้ามผ่านการรัฐประหาร มาสู่ "ระบอบ คสช." และ "ระบอบสีน้ำเงิน" ในปัจจุบัน หลายคนตั้งคำถามว่า การเมืองไทยกำลังเป็นวงวนเวียนที่กลับมาเหมือนเดิม หรือแท้จริงแล้วเป็นวิวัฒนาการที่ ชนชั้นนำ พยายามปรับตัวเพื่อรักษาอำนาจ ?

ดร.ปุรวิชญ์ วัฒนสุข อาจารย์ประจำสาขาการเมืองการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จะมาช่วยเราถอดรหัสเชิงลึกผ่านกลไกสถาบันทางการเมือง รัฐธรรมนูญ 3 ฉบับ และยุทธศาสตร์การเปลี่ยนผ่านอำนาจที่แนบเนียนขึ้นในวันที่ "บอสใหญ่ไม่ใช่ทหารอีกต่อไป"

รัฐธรรมนูญ 40-50-60 มรดกการสกัดกั้น - ผลลัพธ์ที่ไม่ได้คาดคิด

ดร.ปุรวิชญ์ มองว่า ถ้าเอารัฐธรรมนูญ 2540, 2550 และ 2560 มาวางเทียบกัน ดูเหมือนว่าเป็น การหวนย้อนคืนมาเพื่อพิทักษ์รักษาสถานภาพเดิม แต่ถ้าเราเจาะลึกไปที่จุดเปลี่ยนสำคัญ มันมีฐานคิดและปฏิกิริยาโต้กลับที่ส่งต่อกันเป็นทอดๆ

รัฐธรรมนูญ 2540 ผลพวงพฤษภา 35 กระแสปฏิรูปการเมือง

ดร.ปุรวิชญ์ ชวนย้อนองว่า รัฐธรรมนูญปี 2540 เกิดขึ้นมาจากการเป็นผลพวงมาจากเหตุการณ์พฤษภา 2535 บรรยากาศตอนหลังปี 2535 กระแสสังคมที่ใหญ่โตมโหฬารมากคือกระแสที่เรียกว่า "ปฏิรูปการเมือง"

ซึ่งกระเสนี้นไม่ได้เป็นแค่กระแสของมวลชน แต่แม้กระทั่งในหมู่ชนชั้นนำเองด้วยซ้ำก็ยอมรับในเรื่องของการปฏิรูปการเมืองว่ามันต้องมีกติกาใหม่ จนทำให้มีระบบเลือกตั้งแบบบัตร 2 ใบ มีองค์กรอิสระต่างๆ และมี สว. ที่มีที่มาแบบใหม่

ทำไมต้องออกแบบให้ฝ่ายบริหารเข้มแข็ง?

ดร.ปุรวิชญ์ วิเคราะห์ให้เห็นภาพบริบทประวัติศาสตร์ก่อนเกิดรัฐธรรมนูญ 2540 ว่าก่อนปี 2540 รัฐบาลไทยเป็นรัฐบาลผสมหลายพรรค นายกรัฐมนตรี ไม่ได้คุมพรรคร่วมรัฐบาลได้ แต่พรรคร่วมรัฐบาลมาขี่ พรรคร่วมถอนตัวทีรัฐบาลก็ล้ม 

สภาพการเมืองที่เห็นที่เรียกว่าวงจรอุบาทว์หรือธนกิจการเมืองต่างๆ เกิดขึ้นก่อนปี 2540 ฉะนั้นตอนที่เขาร่างปี 2540 เขาต้องการจะสลายสภาพการเมืองแบบนี้ โดยใช้เครื่องมือสำคัญคือ

การเข้าชื่อเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกฯ โดย กำหนดว่าถ้าจะอภิปรายนายกฯ ต้องใช้เสียง 2 ใน 5 คือ 200 เสียง ทำให้นายกฯ เปิดถูกอภิปรายไม่ได้ ตลอดสมัยทักษิณ ทำให้ทักษิณไม่เคยถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจ

การบังคับสังกัดพรรค 90 วันของผู้สมัคร สส. โดย ก่อนปี 2540 มันย้ายพรรคกันสะบั้นหั่นแหลก พอปี 2540 เขาต้องการทำให้การเมืองแบบพรรคเข้มแข็ง และสร้างเสริมสิ่งที่เรียกว่าวินัยของพรรคการเมืองให้โหวตไปในทางเดียวกัน

เครื่องมืออันนี้ เลยกลายเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพมากๆ ของทักษิณในการคุมพรรคไทยรักไทย วิธีการคุมพรรคคุมรัฐบาลไม่ยากเลย คือถ้าหือถ้าอือกับทักษิณ ก็แค่ไม่ส่งลงสมัครรับเลือกตั้งรอบหน้า คำถามคือแล้วใครจะกล้าเสี่ยง ทุกคนก็ยอมเป็นเด็กดี

ดร.ปุรวิชญ์ กล่าว

กลไกในเชิงสถาบันตามรัฐธรรมนูญมันออกแบบให้เป็นไปแบบนี้ แต่พอเข้าสู่อำนาจจริง ทักษิณทำได้อย่างมีประสิทธิภาพเกินไปไกลกว่าที่คนออกแบบรัฐธรรมนูญคาดคิดไว้ เลยกลายเป็นเรื่องที่ต่อมากลายเป็นวาทกรรมเรื่อง "เผด็จการรัฐสภา" ทักษิณจึงเป็นผลลัพธ์ที่ไม่ได้คาดคิดไว้ของคนที่ออกแบบรัฐธรรมนูญปี 2540

จาก 2550 สู่ 2560 อัปเกรดเวอร์ชั่น สกัดพรรคเลือกตั้ง

ดร.ปุรวิชญ์ ชวนมองต่อว่า พอถูกรัฐประหารปี 2549 ถึงเป็นที่มาของรัฐธรรมนูญปี 2550 ที่ออกแบบมาด้วยฐานคิดว่า "สกัดทักษิณ" ไม่ให้กลับมายิ่งใหญ่ มีการกลับไปเป็นเขตใหญ่ 3 คน แบ่งเป็นกลุ่มจังหวัด สว. ไม่ใช่มาจากเลือกตั้งทางตรง และให้มีกรรมการสรรหาองค์กรอิสระ

ซึ่งตรงกับที่เราได้รับทราบตอนรัฐประหารปี 2557 ว่า "อย่าให้รัฐประหารปี 2557 เสียของ ทำไมถึงเสียของ? ก็เพราะว่าปี 2550 สกัดทักษิณไม่ได้ พวกพรรคของทักษิณก็กลับมา"

ตัวของรัฐธรรมนูญปี 2560 ที่มันออกแบบมา มันคือ "การอัปเกรดของเวอร์ชั่น 2550" ธงฐานคิดเหมือนกันคือทำให้การเมืองแบบพรรคการเมืองแบบเลือกตั้งอ่อนแอลง ไม่ว่าจะเป็น

เรื่องสังกัดพรรค 90 วัน เปลี่ยนเป็นเรียน 90 วัน แต่ถ้ายุบสภาเมื่อไหร่เหลือ 30 วัน ทำให้แลกเปลี่ยนและย้ายพรรคกันง่ายขึ้น

การเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ ทำได้ง่ายขึ้นกว่าเดิม

ระบบเลือกตั้งจัดสรรส่วนผสม ทำให้กลายเป็นพรรคเบี้ยหัวแตกเกือบ 30 พรรคเข้าสภาฯ ในปี 2562

รวมไปถึง การเลือกตั้งปี 2566 และ 2569  ถึงแม้ว่าจะเปลี่ยนไปใช้ระบบเลือกตั้งแบบบัตร 2 ใบเหมือนตอนปี 2540 แต่ไม่มีการกำหนดเกณฑ์ขั้นต่ำของบัญชีรายชื่อ 5% 

สภาพการณ์มันก็ยังทำให้เป็นระบบพรรคการเมืองแบบเบี้ยหัวแตก มีพรรคการเมืองเข้าสภาเป็น 10 พรรค พรรคที่ใหญ่จริงๆ ที่มีที่นั่งแบบมีนัยยะสำคัญมีแค่ประมาณ 4-5 พรรค ที่เหลือก็มีแค่ 1-2 ที่นั่ง

'ระบอบสีน้ำเงิน' ในวันเปลี่ยน 'บอส' เมื่อ 'อนุทิน' คือ 'ประยุทธ์ 2.0'

สภาพการณ์การเมืองปัจจุบันเราแยกทำความเข้าใจจากรัฐประหาร 2 ครั้งก่อนหน้านี้ไม่ได้ ก่อนจะมีปี 2557 มันคือผลที่เกิดขึ้นจากปี 2549 พิสูจน์แล้วว่ากลไกที่ออกแบบไว้ตามรัฐธรรมนูญปี 2550 ยังแรงไม่พอที่จะสกัดการเมืองแบบเลือกตั้งที่เข้มแข็งได้ ฉะนั้นพอมาปี 2560 โจทย์คือต้องทำให้มันเข้มและแรงกว่าเดิม

ระบอบ คสช. คือ การสืบทอดอำนาจแบบคลาสสิคดั้งเดิมของการเมืองไทย ทหารทำรัฐประหาร บางพรรคหนุนทหารส่งลงเลือกตั้งก็สืบทอดอำนาจโดยตรง และ พล.อ.ประยุทธ์ เข้ามาอยู่ 9 ปี

เพียงแต่ว่า ณ ตอนนี้ ระบอบที่เราจะเรียกว่าระบอบอะไรก็ตาม ที่เป็นผลพวงมาจากรัฐธรรมนูญ 2560 มันมีการสลับเปลี่ยนบอส

ถ้ามุมมองผมคือมีการเปลี่ยนบอส คือไม่ใช่ทหารเป็นบอสอยู่ด่านหน้า คุณจะเรียกว่าเป็นน้ำเงิน จะเรียกว่าเป็นระบอบบ้านใหญ่ ระบอบอะไรก็ตาม แต่คือ ณ ตอนนี้บอสไม่ใช่ทหาร บอสคือองคาพยพน้ำเงิน

ดร.ปุรวิชญ์ กล่าว

ฐานความชอบธรรมอันดับแรกของระบอบน้ำเงินคือ "ชนะเลือกตั้ง สส." มาแล้ว ทั้งการเลือก สว. ที่มีข้อครหาว่าเป็น สว. สีน้ำเงิน ค่อยๆ แทรกซึมมา และพอมาเลือกตั้งปี 2569 ฐานความชอบธรรมอันดับแรกคือเขาชนะเลือกตั้ง จะไปกล่าวอ้างอะไรได้อีก

การเข้าสู่อำนาจด้วยการชนะเลือกตั้ง แล้ว สว. ที่สลักถึง 'องค์กรอิสระ' คัดเลือกมา ซึ่งฐานความชอบธรรมมาจากการได้รับอาณัติจากประชาชน และการเห็นพ้องต้องกันในหมู่ชนชั้นนำ มีคำเรียกในวงสัมมนาหนึ่งที่ผมชอบมากคือ

น้ำเงินเป็นทั้ง The Elected (ผู้ได้รับการเลือกตั้ง) และเป็นทั้ง The Chosen (ผู้ถูกเลือกจากชนชั้นนำ) คุณเป็นทั้งสองอย่าง นัยยะมันไม่เหมือนกันนะ แต่อำนาจของระบอบน้ำเงินเป็นทวิลักษณ์แบบนี้

ดร.ปุรวิชญ์ กล่าว

บทบาท 'อนุทิน' กับ 'ประยุทธ์'

บทบาทในทางการเมืองของ อนุทิน กับ พล.อ.ประยุทธ์ แทบไม่ต่างกันเลยในแง่การประสานประโยชน์ ผ่านบทบาทผู้นำในระบอบแบบนี้ที่จะต้องเล่นแบบนี้ เพียงแต่เนื้อในองคาพยพของสมัย พล.อ.ประยุทธ์ กับ อนุทิน ไม่เหมือนกัน

ตอนนี้ภูมิใจไทยกลายเป็นพรรคการเมืองขนาดใหญ่ที่เกิดขึ้นจากการเอาตระกูลการเมืองหรือบ้านใหญ่ต่างๆ มาอยู่ภายใต้ชายคา ส่วน สว. เองก็ไม่ใช่ สว. 250 คนแบบเดิม เนื้อในอาจจะเปลี่ยนไป

แต่สิ่งที่มันไม่แตกต่างกันคือ "การธำรงรักษาระบบที่ คสช. สร้างเอาไว้เมื่อรัฐประหาร 12 ปีที่แล้ว" ปลายทางคือ แม้ว่าองคาพยพภายในของรัฐจะมีการเปลี่ยนแปลงไป แต่สิ่งที่ คสช. สร้างเอาไว้ไม่ถูกทำให้กระทบกระเทือน ไม่ได้เปลี่ยนแปลงใดๆ

นิติสงคราม-จักรวาลจริยธรรม-ระบอบรัฐประหาร

ในทางประวัติศาสตร์การเมือง ระบอบทักษิณถูกท้าทายด้วยการรัฐประหาร ระบอบ คสช. ถูกท้าทายด้วยกระแสคนรุ่นใหม่ แล้วจุดตายในอนาคตของระบอบสีน้ำเงินที่คุมทั้งสภาล่าง สภาบน และ องค์กรตรวจสอบคืออะไร?

ดร.ปุรวิชญ์ ชี้ให้เห็นว่า ระบอบทักษิณพูดกันตรงๆ คือเป็นฝั่งตรงข้ามกับฝั่งอนุรักษนิยม แต่น้ำเงินเป็นผู้ประสานประโยชน์ของอนุรักษ์จำนวนไม่น้อย ฉะนั้นในระยะสั้น โอกาสที่น้ำเงินจะโดนท้าทายแบบทักษิณด้วยกลไกต่างๆ อาจจะยังไม่เห็น 

ส่วนประเด็นเรื่องปัญหาปากท้องจะนำไปสู่การต่อต้าน สมัย พล.อ.ประยุทธ์ มีโควิด มีวิกฤตเศรษฐกิจ มีการประท้วงต่อต้านขนานใหญ่ แต่ พล.อ.ประยุทธ์ ลงไหม? คำตอบคือ ไม่ เขาอยู่ 9 ปีแล้ว ถึงยอมลง

สภาพการณ์ถัดจากนี้ไม่รู้กี่ปีจะคล้ายคล้ายกับสมัย พล.อ.ประยุทธ์ ไม่ว่าเศรษฐกิจจะพัง วิกฤตจะถาโถม มีการต่อต้านประท้วง ระบอบนี้ก็จะอยู่ไปจนรอด

จุดตายอันหนึ่งถ้าจะเกิดขึ้น อยู่ที่ว่าอนุทิน ภูมิใจไทย ไม่สามารถประสานประโยชน์ให้กับกลุ่มที่เป็นฝั่งพันธมิตรของชนชั้นนำที่อยู่ ณ ตอนนี้ได้ อันนั้นอาจจะเป็นจุดตายที่ทำให้อำนาจเดินต่อไม่ได้ เพียงแต่ ณ ตอนนี้ยังไม่เห็น เพราะอนุทินพยายามจะเอื้ออำนวย เอาใจทุกคู่ทุกฝ่ายทุกกลุ่ม เพื่อเป็นยุทธศาสตร์ในการอยู่รอดทางการเมือง

ดร.ปุรวิชญ์ กล่าว

ชัยชนะ 'ชนชั้นนำ' โดยไม่ต้องใช้ปืน

ดร.ปุรวิชญ์ ชี้ให้เห็นว่าชนชั้นนำทำสำเร็จในแง่ที่ว่า ต่อไปนี้ฉันไม่ต้องใช้รัฐประหาร ไม่ต้องใช้ปืนให้ทั่วโลกประณาม แค่มีองค์กรนิติสงคราม ใช้องค์กรอิสระ เครือข่ายก็สำเร็จแล้วเพราะกลไกรัฐประหารมันอยู่ในรัฐธรรมนูญอยู่แล้ว ไม่ต้องมีมาตรา 44 แต่เอาอำนาจมาตรา 44 ไปแตกแยกเป็นอำนาจผ่านสถาบันการเมืองและองค์กรตรวจสอบต่างๆ

ตอนนี้ 'มาตรฐานจริยธรรม' ต่างกันกับมาตรา 44 มาตรา 44 คืออำนาจแบบเบ็ดเสร็จที่หัวหน้า คสช. สั่ง แต่จริยธรรม ตีความได้กว้างขวางครอบจักรวาล ดาบนี้เห็นๆ ว่านายกฯ ตกเก้าอี้ไป 2 คนแล้ว จริยธรรมมันไม่ใช่เรื่องกฎหมายที่มีตัวบทวาง และมีกล่องให้เห็นว่าเข้าองค์ประกอบความผิดไหม แต่จริยธรรมคุณไม่เห็นกล่อง เพราะเป็นทั้งท้องฟ้าทั้งจักรวาลที่สามารถจะทำให้คุณอยู่ตรงนั้นหรือหลุดไปได้ ตรงนี้ไม่จำเป็นต้องรัฐประหาร

ดร.ปุรวิชญ์ กล่าว

อำนาจของการเมืองแบบเลือกตั้งไม่ได้เข้มแข็งและอยู่แค่ช็อตแป๊บเดียว แต่อำนาจที่อยู่ในองค์กรอิสระอยู่ตั้ง 7 ปี สว. เข้ามาปี 2567 อยู่ 5 ปี ครบปี 2572 องค์กรอิสระอยู่ 7 ปี เลือกไปวางองค์กรอยู่ไปถึงปี 2574, 2575, 2576 อำนาจในองค์กรอิสระอยู่ยาวอย่างน้อยก็ต้องผ่าน 2 รัฐบาล นี่คือสิ่งที่ผมพูดในทุกเวทีว่า

รัฐธรรมนูญ 60 คือ การทำให้ระบอบรัฐประหารเป็นสถาบันการเมือง หมายความว่าอยู่ยั่งยืนยงคงทนถาวร เปลี่ยนแปลงแก้ไขไม่ได้ ต่อให้ร่างรัฐธรรมนูญที่ภูมิใจไทยเสนอ สมมติว่าผ่านไป ได้รัฐธรรมนูญใหม่จริงๆ ก็จะเป็นแค่ 60 เวอร์ชั่นอัพเกรด เท่านั้น

ดร.ปุรวิชญ์ กล่าว

เรื่องที่น่าเศร้าคือ "การเมืองตามรัฐธรรมนูญ 60 ไม่ได้มีประชาชนนับอยู่ในสมการตั้งแต่แรก" มันเป็นระบอบที่มีการเลือกตั้งพอเป็นพิธี เพราะถ้าเป็นระบอบเสรีประชาธิปไตยอย่างแท้จริง การเลือกตั้งมันต้องเป็นวิถีทางในการทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองได้อย่างมีนัยยะสำคัญ แต่เลือกตั้งมา 3 รอบ ตั้งแต่ปี 2562 , 2566 จนถึง 2569 สิ่งที่ไม่เปลี่ยนก็คือระบอบ คสช. ในรูปที่มีการวิวัฒนาการเติบโตขึ้นยังคงอยู่ มรดกจากการรัฐประหารยังคงอยู่

คือความพยายามทำให้สิ่งที่เราเข้าใจว่าไม่ปกติ กลายเป็นเรื่องที่ปกติ แล้วคุณก็ยอมรับมันไปว่านี่มันคือสภาพของระบอบการเมืองของไทยที่เป็นจริงและมันทำงานอยู่ ณ ตอนนี้ ไม่ว่าคุณจะชอบหรือไม่ชอบก็ตาม (This is Thailand)

แต่ในเมื่อมันดูเหมือนไม่มีความหวัง ก็ต้องจุดประกายความหวังขึ้นมาบ้าง สรรพสิ่งในโลกไม่ใช่แค่ในทางการเมืองมันมีความเปลี่ยนแปลงเสมอมา ไม่มีอะไรที่มันหยุดนิ่งหรอก ที่บอกว่าระบอบน้ำเงินจะอยู่ยาวเป็น 10 ปี พูด ณ ตอนนี้มันพูดเหมือนง่าย แต่คำถามคือบวกไป 10 ปี ตัวแสดงที่อยู่บนเวที ณ ตอนนี้ จะอยู่ระหว่างทางถึง 10 ปีไหม ? คุณรู้ได้ไงว่ามันจะไม่มีอะไรที่เป็นสิ่งที่ไม่คาดคิดเกิดขึ้นมา

ถ้าไม่ใช่อนุทินแล้วต่อไป ใครจะขึ้นมาแทน ลองดูลูกเทพ มีลูกเทพคนไหนขึ้นมาทำต่อได้ไหม การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในโลก ไม่มีอะไรที่มันหยุดนิ่ง น้ำเงินมันไม่มีอะไรที่มันเบ็ดเสร็จได้ 100 เปอร์เซ็นต์ ต้องมีรูรั่วสักอย่างระหว่างทาง ฉะนั้นเรายังต้องมีความหวังในบางส่วนว่า มันจะเปลี่ยนแปลงได้บ้าง ไม่ช้าก็เร็ว

ดร.ปุรวิชญ์ กล่าวทิ้งท้าย

จากการพูดคุยกับ ดร.ปุรวิชญ์ จะเห็นได้ว่า ในวันที่ระบอบรัฐประหารกลายเป็นสถาบันการเมือง และผู้นำหน้าฉากทำหน้าที่เป็นทั้งผู้ได้รับการเลือกตั้ง (The Elected) และผู้ถูกเลือกโดยชนชั้นนำ (The Chosen) กระดานอำนาจนี้อาจดูมั่นคงไร้รอยต่อจนคล้ายว่าจะอยู่ค้ำฟ้าไปอีกนับสิบปี

อย่างไรก็ตามผู้ที่คิดว่าตนเองคุมเกมได้เบ็ดเสร็จ 100 เปอร์เซ็นต์ แต่ในโครงสร้างอำนาจที่ไร้ ‘ประชาชน’ อยู่ในสมการตั้งแต่แรก ย่อมเต็มไปด้วยรอยร้าวที่รอวันปริแตกจากสิ่งที่ไม่คาดคิด

คำถามสำคัญในทศวรรษถัดจากนี้ จึงไม่ใช่ว่าระบอบน้ำเงินจะอยู่ยาวนานเพียงใด แต่คือ "รูรั่วแรก" จะปรากฏขึ้นจากตรงไหน และจะกลายเป็น 'น้ำผึ้งหยดเดียว' หรือไม่

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์