คณิตศาสตร์การเมืองไทย
ได้เวลาสนุกอีกแล้วสิ!
เมื่อตัวเลข 58 เสียงของ ‘พรรคกล้าธรรม’ กลายเป็นตัวแปรสำคัญ หลังถูกปรับออกจาก ‘ฝ่ายค้าน’ จากกรณี สส.ของพรรคลงมติเห็นชอบร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 สวนทางกับมติวิปฝ่ายค้าน
สิ่งที่ถูกจับตามากที่สุดในช่วงนี้ หนีไม่พ้น 58 เสียงของกล้าธรรมว่า จะย้ายไป ‘ฝั่งรัฐบาล’ แบบเต็มตัวหรือไม่ เพราะหากเกิดขึ้นจริง สมการ ‘คณิตศาสตร์การเมือง’ ในสภาฯ จะเปลี่ยนทันที
จาก 292 สู่ 350 เสียง
ปัจจุบันรัฐบาลมีเสียง สส.ในมืออยู่ 292 เสียง ประกอบด้วย พรรคภูมิใจไทย 191 เสียง พรรคเพื่อไทย 74 เสียง และพรรคขนาดเล็กอื่นๆ ขณะที่ พรรคกล้าธรรมมี 58 เสียง หากย้ายไปร่วมรัฐบาล สมการที่ปรากฏในเบื้องต้นคือ
รัฐบาล 292 + กล้าธรรม 58 = 350 เสียง
จาก สส.ที่มีจำนวนทั้งหมดในสภาฯ 499 เสียง ตัวเลข 350 เสียง จะทำให้รัฐบาลมีฐานเสียงที่มากขึ้นแบบเหลือเฟือทันที
‘ภูมิใจไทย + เพื่อไทย + กล้าธรรม’
350 เสียง กลายเป็นสูตรสัมการที่มี ‘สามพรรคใหญ่’ เป็นแกนหลักของรัฐบาล แต่สูตรนี้ ก็สร้างปัญหาให้น่าปวดหัว เพราะโจทย์ต่อมาคือ พวกเขาจะจัดสรรเก้าอี้รัฐมนตรีกันอย่างไร? การเพิ่มพรรคการเมืองที่มีถึง 58 เสียงเข้ามา ไม่ใช่เพียงการเพิ่มเสียงในสภา แต่หมายถึงการเพิ่ม ‘น้ำหนักต่อรอง’ ในการจัดสรรตำแหน่งทางการเมืองด้วย

สูตรแบ่งเค้ก ‘10 สส. ต่อ 1 เก้าอี้’
ย้อนกลับไปในช่วงการจัดตั้งรัฐบาลเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา มีการพูดถึง หลักเกณฑ์แบ่งโควตารัฐมนตรีแบบ 10 สส. ต่อ 1 เก้าอี้ ภายใต้สูตรเดิม ภูมิใจไทยซึ่งมี 191 เสียง ถูกคำนวณได้ประมาณ 19 เก้าอี้ ขณะที่เพื่อไทย 74 เสียง ได้ประมาณ 7 เก้าอี้ โดยกันโควตากลางสำหรับบุคคลภายนอก และจัดสรรตำแหน่งที่เหลือให้พรรคขนาดเล็ก แต่ถ้ามี ‘58 กล้าธรรม’ เข้ามาในสมการ การคำนวณแบบตรงไปตรงมาจะได้ว่า
● ภูมิใจไทย 19 เก้าอี้
● เพื่อไทย 7 เก้าอี้
● กล้าธรรม 5-6 เก้าอี้
แค่เพียง 3 พรรค ก็กินโควตาไปมากถึง 32 เก้าอี้แล้ว ทั้งที่ใน ครม.มีได้มากสุดรวมกันไม่เกิน 36 ตำแหน่งเท่านั้น
นั่นหมายความว่า หากยังยึดกรอบ ครม.ที่มีจำนวนตำแหน่งจำกัด และยังต้องกันเก้าอี้สำหรับพรรคขนาดเล็กหรือ ‘โควตากลาง’ ดังนั้น การนำกล้าธรรมเข้ามา ต้องเกิดการ ‘เกลี่ยเก้าอี้ใหม่’ แน่นอน
คำถามจึงไม่ได้มีแค่ว่า ‘กล้าธรรมจะได้กี่เก้าอี้’ แต่คือ เก้าอี้ของใครจะถูกเกลี่ยออกไปมากกว่า?
เชื่อว่า งานนี้ สะเทือนกันทั่วทั้ง ครม.แน่!
58 + 74 = 132 เสียง
นี่คืออีกสมการที่น่าสนใจยิ่งกว่าคือ หากมองเฉพาะ ‘อำนาจต่อรอง’ ระหว่างพรรคใหญ่ นั่นก็คือ สูตร กล้าธรรม 58 + เพื่อไทย 74 = 132 เสียงเอามาเทียบกับ ‘ภูมิใจไทย 191 เสียง’
ตัวเลขนี้ทำให้เห็นโครงสร้างใหม่ว่า แม้ภูมิใจไทยจะยังเป็นพรรคที่มีจำนวน สส.มากที่สุด แต่หากเพื่อไทยและกล้าธรรมมีจุดร่วมในการต่อรองภายในรัฐบาล ทั้งสองพรรคจะมีเสียงรวมกัน 132 เสียง และนี่อาจกลายเป็นอีกหนึ่งสมการสำหรับต่อรองกับพรรคแกนนำสีน้ำเงินหรือไม่?
แล้วถ้า ‘เพื่อไทย’ ไม่อยู่ในสูตร?
นี่คือโจทย์ที่ทำให้ตัวเลข 58 เสียงของ ‘กล้าธรรม’ มีความหมายมากขึ้น เพราะหากพรรคเพื่อไทย 74 เสียง ต้องหลุดจากรัฐบาล พรรคแกนนำจะเหลือ 117 เสียง ซึ่งไม่เพียงพอสำหรับเสียงข้างมากในสภา แต่เมื่อเติมกล้าธรรม 58 เสียงเข้ามา = 249 เสียง ก็จะกลับมาเกินกึ่งหนึ่งของสภา 499 เสียงแล้ว
นี่จึงเป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่ทำให้ชื่อ ‘กล้าธรรม’ ถูกจับตาในฐานะตัวแปรของสมการรัฐบาล ดังนั้น ‘กล้าธรรม’ จึงไม่ใช่แค่ 58 เสียง แต่เป็นเพราะ 58 เสียงนี้สามารถทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองได้หลายรูปแบบ
สูตร 1 : ‘กล้าธรรม’ เติมเสียงให้รัฐบาลเดิม
292 + 58 = 350 เสียง
สูตร 2 : ‘ภูมิใจไทย’ จับมือ ‘กล้าธรรม’ ดีด ‘เพื่อไทย’ ออกจากรัฐบาล
191 + 58 = 249 เสียง
สูตร 3 : ‘เพื่อไทย’ จับมือ ‘กล้าธรรม’ ต่อรอง ‘ภูมิใจไทย’
(74 + 58) + 191 = 350 เสียง
โจทย์ใหญ่ตอนนี้ จึงไม่ใช่แค่ ‘ใครเข้ารัฐบาลเพิ่ม’ แล้ว เพราะหากกล้าธรรมตัดสินใจเข้าร่วมรัฐบาลจริง การเปลี่ยนแปลงที่น่าจับตา จะไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในแผนผังพรรคร่วมรัฐบาล แต่รวมถึง โครงสร้างอำนาจต่อรองและการจัดสรรเก้าอี้ ครม.
สุดท้ายแล้ว ‘คณิตศาสตร์การเมือง’ รอบนี้ อาจไม่ได้วัดกันแค่จำนวนเสียงในสภา แต่กำลังวัดกันว่า สุดท้ายแล้ว “ใครจะมีไพ่ในมือเพื่อการต่อรองที่เหนือกว่า”




