แม้จะสามารถขยายฐานเสียงทางการเมืองใน ‘ภาคใต้’ ได้อย่างมีนัยสำคัญ แต่ห้วงที่ผ่านมา ‘พรรคภูมิใจไทย’ กำลังเผชิญ 2 ประเด็นใหญ่ ในช่วงเวลาไม่ถึง 1 เดือน ที่วนเวียนอยู่ใน ‘กระทรวงมหาดไทย’ และ ‘ราชการท้องถิ่น’
เริ่มจากเหตุการณ์แผ่นดินไหว ‘ภูเก็ต’ ที่ส่งผลให้มีการโยกย้าย ‘ผู้ว่าฯ - รองผู้ว่าฯ’ กันยกใหญ่ ต่อมาคือ เหตุการณ์ทุจริตสอบบรรจุข้าราชการท้องถิ่น พ.ศ.2568 ที่ตรวจสอบพบมีคะแนนไม่ตรงกับกระดาษคำตอบ ประมาณ 5,000 รายชื่อ มูลค่าเสียหายกว่า 4,500 ล้านบาท
ล่าสุด 10 ก.ค.ที่ผ่านมา กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) เปิดเผยรายงานความคืบหน้าการตรวจสอบผลคะแนนสรรหาและบรรจุแต่งตั้งพนักงานส่วนท้องถิ่น โดยจำแนกตามรายศูนย์สอบทั่วประเทศ 10 แห่ง พบอัตราส่วนความผิดปกติพุ่งสูงที่สุด คือ ศูนย์สอบภาคใต้ 2 (สงขลา) ซึ่งมีอัตราความผิดปกติสูงถึงร้อยละ 75.96 (พบข้อผิดปกติ 477 ราย จากผู้ตรวจทั้งหมด 628 ราย)
ตามมาด้วย ศูนย์สอบภาคใต้ 1 (นครศรีธรรมราช) มีอัตราความผิดปกติอยู่ที่ร้อยละ 74.09 โดยศูนย์สอบภาคใต้ 1 ยังเป็นพื้นที่ที่ตรวจพบผู้ได้คะแนนภาค ค หรือภาษาอังกฤษไม่ถึงเกณฑ์ขั้นต่ำสูงที่สุดในประเทศอีกด้วย (จำนวน 691 ราย)
แม้ทั้งสองกรณียังอยู่ในกระบวนการตรวจสอบ แต่ได้สร้าง ‘แรงกระเพื่อม’ เกิดขึ้นในพื้นที่ภาคใต้ แน่นอนว่า ‘พรรคภูมิใจไทย’ ที่กำกับดูแล ‘มหาดไทย’ ย่อมหนี ‘ความรับผิดชอบ’ ไม่ได้ โดยเฉพาะ ‘อนุทิน ชาญวีรกูล’ นายกฯ และ รมว.มหาดไทย
นอกจากนี้พื้นที่ ‘ภาคใต้’ ยังเป็น ‘ฐานที่มั่น-ฐานเสียง’ พรรคภูมิในไทย ที่ได้ สส. มาถึง 31 ที่นั่ง จาก 59 ที่นั่ง จึงเกิดคำถามว่าจะส่งผลต่อการเลือกตั้งในอนาคตหรือไม่ ? ทั้งใน ‘ระดับท้องถิ่น-ระดับชาติ’ ซึ่งต้องมองทั้ง ‘โครงสร้างอำนาจ’ ในระดับพื้นที่เป็นสำคัญ
อีกทั้งสิ่งเหล่านี้จะกลายเป็น ‘สนิมเนื้อใน’ ที่กัดกิน ‘พรรคภูมิใจไทย’ ในพื้นที่ภาคใต้หรือไม่ ?
SPACEBAR ร่วมแลกเปลี่ยนกับ ‘รศ.เอกรินทร์ ต่วนศิริ’ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี วิเคราะห์ถึงแรงกระเพื่อมทางการเมืองในพื้นที่ภาคใต้
จาก ‘ภูเก็ต’ สู่ ‘สอบท้องถิ่น’ คำถามความสัมพันธ์ ‘การเมือง-ระบบราชการ’
รศ.เอกรินทร์ กล่าวว่า ช่วงที่ผ่านมา ภาคใต้เริ่มเห็นแรงตึงเครียดบางอย่าง โดยเฉพาะจากกรณีความเคลื่อนไหวในจังหวัดภูเก็ต ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงคำถามเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างฝ่ายการเมืองกับระบบราชการ
“ผมคิดว่าในช่วงเดือนที่ผ่านมา โดยเฉพาะภาคใต้ มี 2 ประเด็นด้วยกัน ประเด็นแรกคือเราเห็นถึงความตึงเครียด (tension) อย่างชัดเจน โดยเฉพาะตั้งแต่เรื่องของการโยกย้ายผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความตึงเครียดภายในมหาดไทย”
สำหรับประเด็นข้อความสนทนาที่ปรากฏคำว่า “ช่วยน้ำเงินด้วย” รวมถึงกรณีที่มีการนำข้อความของข้าราชการบางรายมาอภิปรายในสังคม ทำให้เกิดคำถามถึงความสัมพันธ์ระหว่างการเมืองกับระบบราชการในพื้นที่
อย่างไรก็ตาม จำเป็นต้องแยกระหว่างข้อเท็จจริงที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบ กับการวิเคราะห์ในเชิงโครงสร้างการเมืองด้วย สำหรับพื้นที่ที่มีการแข่งขันทางการเมืองสูง ความสัมพันธ์ระหว่างนักการเมืองกับระบบราชการเป็นสิ่งที่ต้องจับตา เพราะทั้งสองส่วนมีความเกี่ยวข้องกันในเชิงโครงสร้าง
สำหรับกรณีการทุจริตสอบบรรจุข้าราชการท้องถิ่น รศ.เอกรินทร์ กล่าวว่า ประเด็นดังกล่าวทำให้เกิดการตั้งคำถามถึงความเชื่อมโยง ระหว่างเครือข่ายการเมืองในพื้นที่กับกระบวนการสอบ โดยไม่ได้หมายความว่าเป็นข้อสรุปว่ากลุ่มใดเกี่ยวข้อง แต่เป็นประเด็นที่สังคมกำลังตรวจสอบ
“มันก็ชี้ให้เห็นว่าความเกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะบ้านใหญ่ในพื้นที่ต่างๆ ที่มีรายชื่อ มีความเชื่อมโยงกัน การสอบท้องถิ่น การโกงท้องถิ่น ป.ป.ช.ก็คล้ายๆ ว่ากำลังหาความเชื่อมโยง หรือภาคประชาสังคมเองก็ดูว่าแต่ละที่มีนามสกุลเหมือนกันไหม มีความเกี่ยวพันกันอย่างไร”
— รศ.เอกรินทร์ กล่าว
ทั้งสองเรื่องทำให้ ‘พรรคภูมิใจไทยในภาคใต้’ ต้องเผชิญกับแรงกดดันจากคำถามของสังคมมากขึ้น จึงทำให้พรรคภูมิใจไทย โดยเฉพาะในส่วนของภาคใต้ ตอนนี้ต่างฝ่ายต่างต้องชี้แจงและตอบคำถามต่อสังคม จากข้อครหา หรือการตั้งคำถามจากประเด็นทางสังคมอยู่
กระแสที่เกิดขึ้นจึงนำไปสู่การส่งสัญญาณจากรัฐบาลในลักษณะของการ ‘ขันน็อต’ เพื่อควบคุมสถานการณ์ ซึ่งอาจมองได้ทั้งในมิติของการแก้ปัญหาภาพลักษณ์รัฐบาล และในมิติของการจัดสมดุลอำนาจภายใน
ดังนั้น การปรับเปลี่ยน ‘รัฐมนตรี’ หรือบุคคลในรัฐบาลที่อาจจะดูเหมือน ‘โลกลืม’ อาจเป็นหนึ่งในวิธีการเพื่อทำให้รัฐบาลสามารถตอบคำถามกับสังคมได้มากขึ้น แต่ในอีกด้านหนึ่งก็อาจเป็นการจัดสรรอำนาจใหม่ระหว่างกลุ่มต่างๆ ด้วย ภายใต้ความรวดเร็วของการเกิดแรงกระเพื่อมภายในรัฐบาล เป็นสิ่งที่น่าสนใจ เพราะสะท้อนถึงความเปราะบางของโครงสร้างอำนาจที่รวมตัวกันขึ้นมา
ประเด็นการเมืองภาคใต้กับพรรคภูมิใจไทย จึงไม่ได้แยกออกจากกันเฉพาะเรื่องคะแนนเสียง แต่เกี่ยวพันกับทั้งเศรษฐกิจ การรวมตัวของบ้านใหญ่ และการแบ่งอำนาจภายในเครือข่ายการเมือง
“มันพันกันทั้งเศรษฐกิจ การรวมตัวของบ้านใหญ่ในภาคใต้ แล้วก็ประเด็นที่สำคัญไม่น้อยไปกว่ากันก็คือ เกิดลักษณะของการแบ่งอำนาจที่มันไม่ลงรอยกัน เพราะว่าทางบุรีรัมย์ก็อยากจะคุมอำนาจแบบเบ็ดเสร็จ”
‘สหพันธ์บ้านใหญ่’ โจทย์บริหารเครือข่าย ‘ภูมิใจไทย’
เมื่อมองภาพรวมการเมืองภาคใต้ รศ.เอกรินทร์ มองว่า การเติบโตของพรรคภูมิใจไทยมีส่วนสำคัญจากการรวมตัวของกลุ่มการเมืองหลายกลุ่ม ซึ่งเขาเรียกว่า ‘สหพันธ์บ้านใหญ่’
“โดยเฉพาะการได้มาซึ่ง สส. 31 ที่นั่งในการเลือกตั้ง ส่วนใหญ่เป็นสิ่งที่เราอาจใช้คำว่า สหพันธ์บ้านใหญ่ คือรวมกันหลายสายมากเกินไป แต่ว่าเค้กมันมีน้อย เมื่อหลายกลุ่มเข้ามารวมตัวกัน สิ่งที่ตามมาคือโจทย์ในการบริหารความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มต่างๆ ด้วย มันจึงเห็นความไม่พึงพอใจของคนที่คิดว่าตัวเองควรจะได้รับจากการขึ้นมาของอำนาจสีน้ำเงินครั้งนี้”
โดยเฉพาะบทบาทของกลุ่มการเมืองที่มีความสำคัญต่อพื้นที่ภาคใต้ อย่าง สายของ ‘พิพัฒน์ รัชกิจประการ’ ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการคว้าเก้าอี้ สส. ภาคใต้ได้เป็นกอบเป็นกำ
อย่างไรก็ตาม รศ.เอกรินทร์ ระบุว่า การมองการเมืองภาคใต้จำเป็นต้องแยกพื้นที่ เนื่องจากแต่ละจังหวัดมีบริบทแตกต่างกัน โดยเฉพาะพื้นที่ ‘ฝั่งอันดามัน’ ซึ่ง ‘ภูเก็ต’ ถือเป็นจังหวัดที่มีลักษณะเฉพาะ เพราะหากมองตั้งแต่จังหวัดระนองลงมาจนถึงสตูล พบว่าจังหวัดภูเก็ตเป็นจังหวัดเดียวที่ภูมิใจไทยไม่ชนะ นอกนั้นก็ชนะเกือบทั้งหมด
ดังนั้น จึงเป็นพื้นที่ที่มีความสำคัญทางการเมือง เพราะมีบริบทแตกต่างจากจังหวัดอื่น และอาจเป็นพื้นที่ที่ต้องจับตามองในแง่ของยุทธศาสตร์การเมือง
“คำถามคือ เสียงของคนในพื้นที่หรือความคิดเห็นของคนในพื้นที่ มีผลสำคัญ แต่คนที่คุมบ้านใหญ่ หรือคนที่อยู่ในศูนย์กลางอำนาจ อาจจะมองอีกแบบหนึ่ง”
อย่างไรก็ตาม รศ.เอกรินทร์ ไม่ได้มองว่า เป็นเพียงปัญหาของบุคคลหรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่เป็นโจทย์เชิงโครงสร้างของการบริหารเครือข่ายทางการเมืองที่มากเกินไป แล้วนำไปสู่ชัยชนะ พอมีการจัดสรรบทบาท หรือคนของตัวเองอยู่ในระบบ ก็ทำให้เกิดคำถามขึ้น
จาก ‘ประชาธิปัตย์’ สู่ ‘ภูมิใจไทย’ รูปแบบอำนาจ ‘การเมืองใต้’ ที่เปลี่ยนไป
เมื่อเปรียบเทียบกับยุคที่ ‘พรรคประชาธิปัตย์’ เคยเป็นฐานหลักในภาคใต้ รศ.เอรินทร์ มองว่า รูปแบบการบริหารเครือข่ายทางการเมืองมีความแตกต่างกัน การจัดสรรระบบของ ‘ประชาธิปัตย์’ ไม่ได้ดูแค่คนที่มี ‘สส.’ ในมือ แต่ดูจากความสามารถ การยอมรับทางสังคม และอิทธิพลภายในพรรค
ขณะที่ ‘พรรคภูมิใจไทย’ ในปัจจุบันมีรูปแบบการจัดวางอำนาจที่แตกต่างออกไป
“ภูมิใจไทยในยุคใหม่ มันเปลี่ยน เพราะมันมาจากการจิ้มจากข้างบน รูปแบบดังกล่าวอาจทำให้บทบาทและอำนาจต่อรองของนักการเมืองในพื้นที่เปลี่ยนไป ผมคิดว่ารูปแบบการจัดสรรแบบนี้ ทำให้ สส.ในพื้นที่ไม่สามารถกำหนดวาระของตัวเองได้ อำนาจการต่อรองมันน้อยมากในทางใต้”
ในระบบของภูมิใจไทย รศ.เอกรินทร์ มองว่า การจัดสรรอำนาจส่วนหนึ่งขึ้นอยู่กับการตัดสินใจจากผู้มีอำนาจระดับบน หรืออีกนัยคือ ‘บุรีรัมย์’ ที่จะประเมินว่าใครสามารถนำทรัพยากรเข้าสู่พื้นที่ได้มากน้อยเพียงใด
ยกตัวอย่างกลุ่มการเมืองในพื้นที่ของจังหวัดสตูล อย่าง ‘วรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์’ ซึ่งเป็นบ้านใหญ่ในพื้นที่และเป็น สส.หลายสมัย ก่อนเข้ามามีบทบาทในรัฐบาลเป็น ‘มท.4’ สะท้อนรูปแบบการจัดสรรตำแหน่งของพรรคภูมิใจไทย อาจมีอำนาจต่อรองน้อย หากเทียบกับหัวเรือใหญ่ที่ดูแลภูมิภาคค
การเมืองใต้ยังอยู่บนฐาน ‘ตัวบุคคล’
สำหรับแนวโน้มการเมืองภาคใต้ การแข่งขันยังคงอยู่บนฐานของตัวบุคคลและเครือข่ายในพื้นที่ มากกว่าการแข่งขันเชิงนโยบาย เพราะยังเกี่ยวข้องกับเครือข่ายบ้านใหญ่ ความสัมพันธ์ในพื้นที่ และทรัพยากรทางการเมือง
“การแข่งขันของบ้านใหญ่ มันเผชิญกับบ้านใหญ่ด้วยกันเอง บ้านใหญ่กับบ้านใหม่ คือระหว่างพรรคภูมิใจไทย แล้วก็ส่วนหนึ่งพรรคกล้าธรรม พรรคประชาธิปัตย์ส่วนหนึ่ง และพรรคประชาชาติใน 3 จังหวัดชายแดนใต้”
รศ.เอกรินทร์ อธิบายว่า การเลือกตั้งแบบเขตยังมีปัจจัยหลายด้านเข้ามาเกี่ยวข้อง ทั้งเครือข่ายบ้านใหญ่ ทรัพยากร และอำนาจรัฐในช่วงเวลาการเลือกตั้ง เวลาศึกษาเรื่องการเมือง การเลือกตั้งก็ขึ้นอยู่กับองค์ประกอบหลายอย่าง เรื่องบ้านใหญ่เองก็ตาม หรือเรื่องของทรัพยากรที่มี หรืออำนาจรัฐ ณ วันที่เลือกตั้งวันนั้นด้วย
ท้ายที่สุด โจทย์สำคัญของพรรคภูมิใจไทยในภาคใต้ อาจไม่ได้อยู่เพียงการรักษาจำนวนที่นั่งหรือขยายฐานอำนาจ หากแต่อยู่ที่การบริหารความสัมพันธ์ระหว่างเครือข่ายการเมืองหลายกลุ่มภายในโครงสร้างเดียวกัน ว่าจะสามารถเปลี่ยนความหลากหลายให้กลายเป็นพลังร่วมได้มากน้อยเพียงใด
เพราะในสนามการเมือง การรวมตัวของหลายกลุ่มอาจเป็นทั้งจุดแข็งที่สร้างชัยชนะ และในเวลาเดียวกันก็อาจเป็นบททดสอบของการรักษาความเป็นเอกภาพภายใน
คำถามที่ต้องจับตาต่อจากนี้ คือ แรงเสียดทานที่เกิดขึ้นจะเป็นเพียงปรากฏการณ์ชั่วคราว หรือจะกลายเป็น ‘สนิมเนื้อใน’ ที่ค่อยๆ ส่งผลต่อโครงสร้างอำนาจและฐานทางการเมืองของพรรคภูมิใจไทยในภาคใต้ในอนาคต



.jpg&w=3840&q=75)
