การกลับคำให้การของพยานปากเอกคดีฮั้วเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา (สว.) เกิดขึ้นพร้อมกันอย่างสอดรับเป็นปี่เป็นขลุ่ย โดย พยานรหัส 16 เอกราช ช่างเหลา อดีต สส.ขอนแก่น และ พยานรหัส 22 ขจรศักดิ์ ศรีวิราช สมาชิกวุฒิสภา ผู้มีสถานะเป็นพ่อตาของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า
กลายเป็นกลไกชี้ขาดที่ทำให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีมติเสียงข้างมากตีตกข้อกล่าวหา ยกคำร้องแกนนำและกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทย 21–22 คนให้รอดพ้นคดียุบพรรค
นี่ไม่ใช่เพียงเรื่องของการแก้ต่างทางคดีอาญาหรือคดีเลือกตั้ง แต่คือการส่งสัญญาณชัดเจนว่า สัมพันธภาพระหว่างค่ายสีน้ำเงินของ อนุทิน ชาญวีรกูล กับค่ายสีเขียวพรรคกล้าธรรมของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ที่ถึงแม้จะอยู่กันคนละขั้ว แต่ก็มีอะไรในกอไผ่ที่เราจับสังเกตได้
สิ่งที่ตอกย้ำความสัมพันธ์ น้ำเงิน-เขียว ก่อนหน้านี้คือ สส. พรรคกล้าธรรมเกือบ 60 เสียง พร้อมใจกันโหวตผ่านร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ให้กับรัฐบาล และถ้อยแถลงทอดสะพานของ อนุทินที่ย้ำความเป็นเพื่อนซี้กว่า 10 ปี พร้อมหยอดคำหวานว่า "การเมืองไม่มีคำว่าไม่มีโอกาส"
ภายใต้เกมอำนาจที่ลงตัว พรรคที่กำลังตกที่นั่งลำบากและหนาวๆ ร้อนๆ ที่สุดคือ "พรรคเพื่อไทย" เพราะเมื่อเก้าอี้รัฐมนตีมีเพียง 36 ตำแหน่ง ถ้าหากการขยับก้าวเท้าเข้ามานั่งในทำเนียบรัฐบาลของพรรคกล้าธรรม ย่อมหมายถึงการเฉือนเนื้อแบ่งเค้กที่ต้องดึงเก้าอี้จากอกพรรคเพื่อไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ การเลือกนิ่งเฉยเป็น "เด็กดี" ในรัฐนาวา กลับกลายเป็น กับดัก ที่ทำให้ค่ายสีแดงถูกบีบให้จนมุม
พลิกลิ้นปลดล็อกชนัก สว. อภินิหาร 'พยานปากเอก'
ย้อนรอยสำนวนไต่สวนคดีฮั้ว สว. ของคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนกลาง ชุดที่ 26 เมื่อคำให้การเดิมของ พยานรหัส 16 หรือ เอกราช ช่างเหลา ได้ระบุรายละเอียดเป็นฉากๆ ถึงการประชุมวางแผนจัดทำโพยเพื่อให้ได้มาซึ่ง สว. สายสีน้ำเงิน โดยซัดทอดตรงไปยังระดับแกนนำพรรคและผู้มีบารมีนอกพรรค
ข้อมูลดังกล่าวสอดรับกับ พยานรหัส 22 ขจรศักดิ์ ศรีวิราช สว.พะเยา พ่อตาของ ร.อ.ธรรมนัส ซึ่งเดิมยอมเปิดปากในฐานะคนในขบวนการเพื่อแลกกับการกันตัวเองไว้เป็นพยาน
ข้อกล่าวหานี้หากเดินหน้าสู่ศาลฎีกาฯ ย่อมเข้าข่ายความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 มาตรา 76 ที่มีโทษร้ายแรงถึงขั้นยุบพรรคและเพิกถอนสิทธิทางการเมืองของคณะกรรมการบริหารพรรคทั้งชุด
แต่เพียงไม่กี่วันก่อน กกต. จะลงมติชี้ชะตา ปาฏิหาริย์ทางการเมืองก็บังเกิด เมื่อพยานคนสำคัญ พร้อมใจกันยื่นหนังสือขอกลับคำให้การเดิมเป็นเอกสาร
โดย เอกราช อ้างเหตุผลว่า ในช่วงปี 2568 ตนถูกข่มขู่และกดดันจากผู้มีอำนาจในรัฐบาลชุดเดิมให้ใส่ร้ายพรรคภูมิใจไทย แต่เมื่อพรรคภูมิใจไทยขึ้นมาเป็นแกนนำรัฐบาล จึงรู้สึกปลอดภัยและขอให้การใหม่ว่าเรื่องทั้งหมด "ไม่เป็นความจริง"
สอดคล้องกับ ขจรศักดิ์ ที่ยื่นถอนคำให้การไปในทิศทางเดียวกัน
ขณะที่ ณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธาน กกต. และกรรมการเสียงข้างมาก นำมาใช้ชี้ว่าคำให้การเดิมไม่มีน้ำหนัก ขาดความน่าเชื่อถือ และไม่มีพยานหลักฐานอื่นสนับสนุนเพียงพอ ส่งผลให้ กกต. มีมติ 5 ต่อ 2 เสียง ยกคำร้องแกนนำพรรคภูมิใจไทยทั้งยวง และเลือกส่งฟ้องเฉพาะ สว. 26 รายกับกลุ่มบุคคลรวม 77 ราย ที่จนมุมด้วยเส้นทางการเงินเท่านั้น
การกลับคำให้การของเอกราชและพ่อตาของ ร.อ.ธรรมนัส จึงเปรียบเสมือนการตัดชนวนระเบิดเวลาลูกใหญ่ที่สุดที่ผูกติดอยู่กับคอหอยของพรรคภูมิใจไทยได้อย่างชะงัด
ความสัมพันธ์ระหว่าง "เอกราช ช่างเหลา" กับ "ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า" ลึกซึ้งเกินกว่าจะมองเป็นเพียงเรื่องพยานในคดี ทั้งคู่เป็นพันธมิตรลงขันทำ ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ร่วมกันมาตั้งแต่ปี 2548 ย่านรังสิต-ลำลูกกา ก่อนที่ เอกราช จะมารับบท แม่ทัพภาคอีสาน ให้พรรคพลังประชารัฐในยุคที่ ร.อ.ธรรมนัส คุมบังเหียน
แม้ในเวลาต่อมา เอกราช จะย้ายไปภูมิใจไทย และถูกขับพ้นพรรคจากวิบากกรรมคดียักยอกเงินสหกรณ์ออมทรัพย์ครูขอนแก่น จนถูกศาลฎีกาเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งตลอดชีวิตและศาลอุทธรณ์ภาค 4 สั่งจำคุก 20 ปี เอกราช ก็ยังหอบหิ้วบุตรชายและเครือข่ายกลับมาซบอก ร.อ.ธรรมนัส ที่ พรรคกล้าธรรม ในตำแหน่ง รองหัวหน้าพรรค
อบจ.ขอนแก่น ใต้ธงนำ 'กล้าธรรม'
รอยต่อของดีลการเมืองระดับชาติ ยังส่งแรงกระเพื่อมลงสู่สมรภูมิท้องถิ่น ในการเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ขอนแก่น รอบล้างตา หลังศาลอุทธรณ์ภาค 4 สั่งให้มีการเลือกตั้งใหม่และแจกใบเหลืองแก่ วัฒนา ช่างเหลา บุตรชายของ เอกราช
เวทีนี้กลายเป็น สงครามตัวแทน ที่ปะทะกันโดยตรง ระหว่างขุมกำลังใหม่ "กล้าธรรม-สีน้ำเงิน" กับขุมกำลังเดิม “เพื่อไทย”
การเลือกตั้งซ่อมขอนแก่นหนนี้ ร.อ.ธรรมนัส ประกาศหนุน วัฒนา สุดตัว ชูจุดขายเรื่องการเป็นคนทำงานที่สามารถต่อสายตรงดึงงบประมาณก้อนโตจากกระทรวงเกรดเอมาลงพื้นที่ได้อย่างไร้รอยต่อ
ท่าทีดังกล่าวทำให้ สส.เพื่อไทย หลายคนต้องรวมพลังปกป้อง พงษ์ศักดิ์ อดีตนายก อบจ. 6 สมัย
ด้วยความระแวงว่า หากปล่อยให้ ตระกูลช่างเหลา และ พรรคกล้าธรรม ยึด อบจ.ขอนแก่น ได้เบ็ดเสร็จ ที่ยืนของพรรคเพื่อไทยในการเมืองระดับชาติรอบหน้าจะยิ่งหดแคบลง สนามท้องถิ่น เมืองหมอแคน จึงสะท้อนความขัดแย้งของพรรคร่วมรัฐบาลอย่างถึงแก่น
งบฯ 70 พฤติกรรมประจักษ์ 'ฝ่ายคอย'
การลงมติร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ผ่านความเห็นชอบด้วยคะแนน 338 ต่อ 144 เสียง ตัวเลขเสียงข้างมากที่สูงเกินคาด เกิดจากการที่ สส. พรรคกล้าธรรม 56 เสียง ยกมือหนุนร่างงบประมาณของรัฐบาลอย่างเป็นเอกภาพ สวนทางกับมติของพรรคร่วมฝ่ายค้านส่วนใหญ่
แม้ ร.อ.ธรรมนัส จะชี้แจงว่า การโหวตหนุนเป็นการตัดสินใจโดยยึดผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นหลัก เพื่อไม่ให้โครงการพัฒนาสะดุดหยุดลง แต่วงการการเมืองต่างอ่านทะลุว่า กล้าธรรม กำลังเล่นบท "ฝ่ายคอย" มากกว่า "ฝ่ายค้าน" เป็นรัฐบาลเงาที่ยืนสแตนด์บายรอเปลี่ยนชุดเข้าทำเนียบฯ
การจัดสรรงบประมาณกระทรวงต่างๆ ให้กับพื้นที่ของ สส. พรรคกล้าธรรม ยังคงดำเนินไปอย่างอบอุ่นและราบรื่นตามแนวทาง "การเมืองแบบไทยๆ" ที่ไม่จำเป็นต้องมีตำแหน่งรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการ ก็บริหารผลประโยชน์ร่วมกับรัฐบาลได้
ความชัดเจนยิ่งทวีคูณเมื่อนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล ให้สัมภาษณ์ถึงท่าทีการโหวตของพรรคกล้าธรรม โดยย้ำว่าตนกับ ร.อ.ธรรมนัส เป็นเพื่อนรุ่นเดียวกันที่คบหากันมายาวนานกว่า 10 ปี
ก่อนจะกล่าวประโยคทองทางการเมืองว่า "การเมืองไม่มีคำว่าไม่มีโอกาส และทุกอย่างเป็นไปได้หมด" แม้อนุทินจะตบท้ายว่า "ตอนนี้ยัง" ไม่ถึงเวลาปรับ ครม. เพราะรัฐบาลยังมีเสถียรภาพแข็งแรงดี แต่นัยทางภาษาการเมืองระบุชัดว่า ประตูบานนี้ไม่เคยปิดล็อก และกุญแจก็อยู่ในมือของพรรคสีน้ำเงิน ที่จะไขเปิดรับพรรคกล้าธรรมเข้ามาเมื่อใดก็ได้
'เพื่อไทย'ในมุมอับ ยิ่งนิ่งยิ่งโดนเขย่า
สมการการเมืองใหม่นี้ทำให้ "พรรคเพื่อไทย" ตกอยู่ในภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกอย่างแสนสาหัส
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 158 บัญญัติให้คณะรัฐมนตรีมีได้ไม่เกิน 36 ตำแหน่ง (นายกรัฐมนตรี 1 คน และรัฐมนตรีอื่นอีกไม่เกิน 35 คน)
หาก อนุทิน ตัดสินใจดึงพรรคกล้าธรรมที่มีเสียง สส. ตุนไว้เกือบ 60 เสียง เข้าร่วมรัฐบาลอย่างเป็นทางการ เก้าอี้รัฐมนตรีที่จะต้องจัดสรรให้พรรคกล้าธรรมอย่างน้อย 4–5 ตำแหน่ง ย่อมไม่มีทางมาจากโควตาของพรรคภูมิใจไทยที่เป็นเจ้าของรัฐบาล เป้าหมายเดียวที่ต้องถูก “เฉือนเนื้อ” เพื่อจ่ายค่างวดทางการเมืองนี้ คือ "พรรคเพื่อไทย" อย่างปฏิเสธไม่ได้
การที่พรรคเพื่อไทยพยายามนิ่งเฉย สวมบทบาท "เด็กดี" ไม่งัดข้อ ไม่สร้างปัญหาในรัฐบาล กลับกลายเป็นการเปิดทางให้อำนาจต่อรองของตนเองถูกลิดรอนลงอย่างต่อเนื่อง
การมีพรรคกล้าธรรมมายืนประกบเป็น "พรรคอะไหล่" ทำให้พรรคภูมิใจไทยถือไพ่เหนือกว่าในทุกมิติ หากเพื่อไทยคิดแข็งขืน ทวงสัญญา หรือต่อรองนโยบายสำคัญ ภูมิใจไทยก็พร้อมที่จะส่งสัญญาณทันทีว่า พวกเขามีเสียงของกล้าธรรมพร้อมเสียบแทนได้ตลอดเวลา
หากเพื่อไทยถอนตัว รัฐบาลก็ยังเดินหน้าต่อไปได้ด้วยเสียงสนับสนุนของค่ายสีเขียว ทำให้เพื่อไทยหมดอำนาจในการกดดันหรือขู่คว่ำรัฐบาลไปโดยปริยาย
การถอนตัวไปเป็นฝ่ายค้าน ย่อมหมายถึงการไปนั่งมองดูพันธมิตร "น้ำเงิน-เขียว" บริหารประเทศ และปล่อยให้ฐานเสียงของตนเองถูกเครือข่ายอำนาจใหม่เข้าแทรกซึมทีละน้อย ศึก อบจ.ขอนแก่น จึงเป็นเหมือนการชักธงรบสุดท้ายเพื่อประคองศักดิ์ศรี แต่ในระดับโครงสร้างอำนาจรัฐบาลกลาง เพื่อไทย แทบไม่มีเกราะกำบังใดเหลืออยู่
การกลับคำให้การของ "เอกราช ช่างเหลา" และ "ขจรศักดิ์ ศรีวิราช" ในคดีฮั้ว สว. ถูกตีความในทางการเมืองว่าเป็น "ใบเบิกทาง" ของ ซูเปอร์ดีล ระหว่างพรรคภูมิใจไทยกับพรรคกล้าธรรม ที่กำลังจัดระเบียบโครงสร้างอำนาจใหม่ในทำเนียบรัฐบาล





