ตามระบบรัฐสภา กลไกชั้นกรรมาธิการ (กมธ.) ถือเป็นหัวใจของการใช้อำนาจตรวจสอบ เครื่องมือสำคัญในการทำงานของผู้แทน โดยเฉพาะในสัดส่วน ‘ฝ่ายค้าน’ ให้สามารถมีสิทธิขุดค้นข้อมูล สามารถใช้อำนาจเรียก เพื่อดึงเอกสารลับของหน่วยงานรัฐ เรียกตัวข้าราชการ หรือรัฐมนตรีมาสอบเค้น กระทั่งชะลอ หรือแก้ไขร่างกฎหมายต่างๆ ได้
สถานการณ์การเมืองไทยปัจจุบัน ดูเหมือนกำลังจะมีความพยายามรุกหนักของ ‘ฝ่ายสีน้ำเงิน’ และพันธมิตรรัฐบาล เพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนกฎเกณฑ์การใช้อำนาจ จากการออกแนวทางของ ‘ประธานสภาฯ’ เพื่อจำกัดขอบเขต ตีกรอบการตรวจสอบ หรือดำเนินการในเรื่องต่างๆ
การเดินเกมของ ‘สีน้ำเงิน’ ครั้งนี้ ที่น่ากลัวที่สุด คือ 'การลงมติ' ของทุกเรื่อง เนื่องจากหากนับตามหัวจริงๆ แล้ว แม้ว่าฝ่ายค้านจะครองเก้าอี้ ประธาน กมธ. ในบางชุด
แต่การที่เสียงข้างมาก ยังที่เป็นของฝั่งรัฐบาล ก็สามารถใช้วิธี 'ลงมติเพื่อยับยั้ง' เสมือนการบล็อกโหวต เพื่อตัด ‘คำสั่งเรียก’ ทั้งการออกหนังสือเรียกบุคคล หรือเอกสารสำคัญได้
อาจส่งผลให้อำนาจตามกฎหมายของ กมธ. ถูกแช่แข็ง ข้าราชการปฏิเสธการมาชี้แจง โดยอ้างมติ กมธ. เสียงข้างมาก จนการสอบสวนทุจริต หรือการตรวจสอบนโยบายรัฐ กลายเป็นสิ่งที่ไร้ความหมาย
'สภาสูง' สร้างเครือข่าย ผ่าน รธน. 60
ย้อนหลับไปถึงโมเดลการได้มาซึ่ง 'วุฒิสภา' ชุดปัจจุบัน ในกระบวนการเลือกกันเองของ สว. ที่ออกแบบไว้ภายใต้รัฐธรรมนูญ 60 ซึ่งปรากฎความเชื่อมโยงกันกับเหล่า 'เครือข่ายพรรคสีน้ำเงิน' กระทั่งการส่งฟ้องคดี ฮั้ว สว. ของ กกต. ซึ่งยังถูกคงครหาถึงตอนนี้
การยึดครอง ‘สภาสูง’ มีความหมายมากกว่าแค่การคุมเสียงในห้องประชุมสภา เพราะวุฒิสภาคือ 'ด่านตรวจสุดท้าย' ก่อนการออกกฎหมาย สามารถชะลอหรือวีโต้วาระกฎหมายที่ผ่านมาจากสภาผู้แทนราษฎร โดยเฉพาะกฎหมายสำคัญ เช่นทการแก้รัฐธรรมนูญ ซึ่งหากไม่มีเสียง สว. เห็นชอบ 1 ใน 3 จะทำใหเการแก้ไขรัฐธรรมนูญในประเด็นใดนั้น ไม่อาจเกิดขึ้นได้เลย
ทั้งยังมีอำนาจในการให้ความเห็นชอบผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ เช่น ศาลรัฐธรรมนูญ, คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.), คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และผู้ตรวจการแผ่นดิน
นี่คือเวทีแสดงศักยภาพทางเครือข่ายการบริหารจัดการคะแนนเสียงอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ผลลัพธ์คือการเกิดกลุ่ม สว. เสียงข้างมากเด็ดขาด ที่ถูกเรียกว่า 'สว.สีน้ำเงิน' เปรียบเสมือนหนึ่งส่วนเชื่อม ที่คอยปกป้องโครงสร้างอำนาจเดิม จากการตรวจสอบ และกฎหมายที่เป็นโทษต่อเครือข่าย
‘อำนาจนิยมเบ็ดเสร็จ’ ใต้กลไกรัฐสภา
ยุทธศาสตร์สีน้ำเงิน ตั้งแต่ครหา 'ฮั้ว สว.' มาจนถึงการ 'ปฏิวัติสภาล่าง' อาจมิใช่แค่เรื่องของความขัดแย้งส่วนบุคคล หรือเรื่องระหว่างพรรคการเมือง แต่คือกระบวนทัศน์ใหม่ของการยึดครองรัฐ แบบอำนาจนิยมเบ็ดเสร็จใต้กลไกรัฐสภา
อย่างจากการอ้างความชอบธรรมจากการเลือกตั้ง โดยอิงจากตัวเลขเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร ใช้ข้อบังคับสภาอย่างสุดซอย ในการควบคุมระบบ กมธ. และ วาระการประชุม รวมถึงการทำ นิติสงคราม ผ่าน กลไก-หน่วยงาน ตรวจสอบต่างๆ สิ่งเหล่านี้ส่งผลต่อระบบ ตรวจสอบ-ถ่วงดุล ระหว่างอำนาจ บริหาร-นิติบัญญัติ
‘ฝ่ายค้าน’ จนมุม ‘ถ่วงดุล’ ไร้ประสิทธิภาพ
สภาพการณ์ความเป็นจริง ณ วันนี้ เมื่อสภาผู้แทนราษฎร และคณะกรรมาธิการ กำลังถูกทำให้กลายเป็นเพียง 'สภาตรายาง' เพราะฝ่ายค้านถูกต้อนให้จนมุม จากการถูกบีบทั้งในสภาสูง และสภาล่าง พรรคฝ่ายค้าน กำลังเผชิญกับการถูกทำลายเครื่องมือการต่อสู้ทางการเมืองทีละชิ้น
แม้การ อภิปรายไม่ไว้วางใจ อาวุธสำคัญที่สุด ที่ฝ่ายค้านจะใช้อภิปรายอภิมหาโปรเจกต์ หรือชี้แผลทุจริตได้ดีเพียงใด แต่ในทางตัวเลขแล้ว อย่างไรเสียงโหวตในสภา ก็ยังไม่สามารถชนะรัฐบาลได้อยู่ดี
หรือหากจะส่งเรื่องไปยัง ‘องค์กรอิสระ-ศาล รธน.’ ก็ต้องฝ่าด่านหิน เพราะเป็นบุคคลที่ดำรงตำแหน่ง ผ่านความเห็นชอบจาก ‘สภาสูง‘
ทำให้ 'ฝ่ายค้าน' เหลือพื้นที่เล่น เพียงการจัดแถลงข่าว การทำแคมเปญบนโซเชียลมีเดีย หรือการลงพื้นที่รับฟังปัญหาประชาชน แม้จะสร้างกระแสสังคมได้ แต่ไม่สามารถส่งผลสะเทือนใน เชิงกฎหมาย หรือ ถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ได้เลย




