กรุงเทพมหานคร ไม่ใช่เพียงเมืองหลวงที่เป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจและการปกครองของประเทศไทยเท่านั้น แต่ในมิติทางอำนาจ สนามเลือกตั้ง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ยังทำหน้าที่เป็นเข็มทิศชี้วัด กระแสลมทางการเมืองระดับประเทศ มาโดยตลอด
การเลือกตั้งในตำแหน่งนี้มีความพิเศษตรงที่เป็นการเลือกตั้งทางตรงของผู้บริหารท้องถิ่นเพียงไม่กี่แห่งในประเทศ ที่คนเมืองหลวงมีส่วนร่วมอย่างเข้มข้น และเป็นเวทีประลองกำลังที่ชัดเจนที่สุด ระหว่าง 2 อุดมการณ์ทางการเมือง ที่ทรงอิทธิพลในช่วง 2 ทศวรรษที่ผ่านมา
นั่นคือ "ขั้วสีฟ้า" พรรคประชาธิปัตย์ และ "ขั้วสีแดง" ที่เปลี่ยนผ่านจาก พรรคไทยรักไทย สู่ พรรคพลังประชาชน และ พรรคเพื่อไทย
ประวัติศาสตร์การชิงชัยในสนามผู้ว่าฯ กทม. ของทั้ง 2 ขั้ว ตั้งแต่ปี 2543 จนถึงการคาดการณ์ในปี 2569 เผยให้เห็นถึงพลวัตที่เปลี่ยนแปลงไปจากเรื่องของ ตัวบุคคล สู่ ภาพลักษณ์การบริหาร และลงลึกไปถึง การเมืองเชิงอุดมการณ์ ที่แบ่งแยกอย่างรุนแรง
ปฐมบทแห่งความหวัง - "ผู้ว่าฯ ล้านคะแนน" ปี 2543
ในช่วงต้นสหัสวรรษใหม่ บรรยากาศทางการเมืองของกรุงเทพมหานครเต็มไปด้วยความคึกคักหลังจากการประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 ที่เน้นการกระจายอำนาจและการมีส่วนร่วมของประชาชน การเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ในวันที่ 23 กรกฎาคม 2543 เกิดขึ้นหลังจาก ดร.พิจิตต รัตตกุล ครบวาระ 4 ปี
สนามนี้กลายเป็นพื้นที่ทดลองความนิยมครั้งแรกของ พรรคไทยรักไทย พรรคการเมืองน้องใหม่ที่เพิ่งก่อตั้งโดย ทักษิณ ชินวัตร ตัดสินใจส่ง สุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ เป็นตัวแทนขั้วสีแดงคนแรก ที่กระโดดลงสนามเมืองหลวง
อย่างไรก็ตาม ผู้ที่สร้างปรากฏการณ์สั่นสะเทือนสนามเสาชิงช้า กลับมิใช่คนจากพรรคใหญ่ 2 ขั้วหลัก แต่เป็น สมัคร สุนทรเวช จาก พรรคประชากรไทย นักการเมืองระดับเก๋า ที่มีวาทศิลป์เป็นเอกลักษณ์และมีฐานเสียงหนาแน่นใน กลุ่มคนชั้นกลางรุ่นเก่า และ ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งที่นิยมในความเด็ดขาด
สมัคร ไม่ได้เพียงแค่ชนะ แต่ยังเป็น คนแรกในประวัติศาสตร์ที่ได้รับคะแนนเสียงเกิน 1 ล้านคะแนน ชัยชนะครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่าในเวลานั้น คนกรุงเทพฯ ยังให้ความสำคัญกับบารมีทางการเมืองส่วนบุคคล มากกว่า การสังกัดพรรคการเมืองขนาดใหญ่ระดับชาติ
ความพ่ายแพ้ของ สุดารัตน์ ในครั้งนั้น แม้จะดูเหมือนห่างไกลจากที่หนึ่ง แต่คะแนนกว่า 5 แสนเสียง ถือเป็นรากฐานสำคัญที่ทำให้พรรคขั้วสีแดงเริ่มตระหนักถึงความซับซ้อนของฐานเสียงคนเมืองหลวง ซึ่งแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับฐานเสียงในภูมิภาคอื่นๆ
ขณะที่ พรรคประชาธิปัตย์ ภายใต้การนำของ ธวัชชัย สัจจกุล ต้องยอมรับว่าแบรนด์ของพรรคในขณะนั้น ยังไม่สามารถสร้างแรงดึงดูดให้กับคนเมืองหลวงที่โหยหาความเปลี่ยนแปลงและบุคลิกภาพที่โดดเด่นอย่างสมัครได้
การก้าวขึ้นมา "ยุคภาพลักษณ์" สมัย "อภิรักษ์ โกษะโยธิน"
เมื่อการดำรงตำแหน่งของ สมัคร สุนทรเวช สิ้นสุดลงในปี 2547 สนามเลือกตั้ง กทม. ได้เข้าสู่ยุคที่ "ภาพลักษณ์" กลายเป็นสินค้าหลักในการหาเสียง
พรรคประชาธิปัตย์ เรียนรู้จากความพ่ายแพ้ในปี 2543 และตัดสินใจส่ง อภิรักษ์ โกษะโยธิน อดีตผู้บริหารภาคเอกชนที่ประสบความสำเร็จสูง มีภาพลักษณ์ของนักบริหารสมัยใหม่ ที่ซื่อสัตย์และเข้าถึงง่าย
การส่ง อภิรักษ์ ลงสนามถือเป็นการปฏิรูปภาพลักษณ์ของพรรคประชาธิปัตย์ จากการเป็น พรรคนักกฎหมาย มาเป็น พรรคนักบริหารมืออาชีพ ซึ่งสอดรับกับจริตของคนกรุงเทพฯ ในช่วงเวลาดังกล่าวที่ต้องการผู้บริหารที่สามารถจัดการปัญหาจราจรและสิ่งแวดล้อมด้วย กระบวนการคิดแบบธุรกิจ
ในฝั่งของขั้วสีแดง พรรคไทยรักไทย ซึ่งในขณะนั้นกำลังเรืองอำนาจอย่างสูงในระดับประเทศ ได้ตัดสินใจส่ง ปวีณา หงสกุล ลงชิงชัย
แม้จะเป็นผู้สมัครที่มีผลงานโดดเด่น ด้านงานสังคมสงเคราะห์และมีชื่อเสียงในวงกว้าง แต่ในท้ายที่สุดก็ไม่สามารถต้านทานกระแส "อภิรักษ์ฟีเวอร์" ได้ อภิรักษ์ คว้าชัยชนะไปด้วยคะแนน 911,441 คะแนน
การครองอำนาจของพรรคประชาธิปัตย์ในสนาม กทม. ต่อเนื่องไปถึงปี 2551 เมื่อ อภิรักษ์ ลงสมัครรับเลือกตั้งสมัยที่ 2 และชนะด้วยคะแนน 991,018 คะแนน
ในครั้งนี้ขั้วสีแดงภายใต้ชื่อพรรคพลังประชาชนส่ง ประภัสร์ จงสงวน ซึ่งมีภาพลักษณ์ นักบริหารรถไฟฟ้า เข้าสู้ แต่คะแนนก็ยังไม่สามารถก้าวข้ามฐานเสียงที่เหนียวแน่นของขั้วสีฟ้าไปได้
การเลือกตั้งในช่วงนี้ชี้ให้เห็นว่าคนกรุงเทพฯ เริ่มเลือกผู้ว่าฯ จาก "ความรู้สึกไว้วางใจในตัวตน"มากกว่าตัวเลขคะแนนนิยมระดับชาติ ของ "รัฐบาลกลาง"
จุดเดือดทางการเมือง - วาทกรรม "ไม่เลือกเราเขามาแน่"
ปี 2552 และ 2556 คือช่วงเวลาที่การเมืองกรุงเทพฯ ก้าวเข้าสู่ความขัดแย้งเชิงอุดมการณ์ที่เข้มข้นที่สุด หลังจาก อภิรักษ์ ลาออก พรรคประชาธิปัตย์ ส่ง ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ลงเลือกตั้งซ่อมในปี 2552 และชนะ ยุรนันท์ ภมรมนตรี จากพรรคเพื่อไทยไปได้
แต่การเลือกตั้งที่ถูกจดจำมากที่สุดคือในปี 2556 ซึ่งเป็นการต่อสู้กันระหว่าง ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ ที่กำลังรักษาแชมป์ กับ พล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญ จากพรรคเพื่อไทย ที่มีคะแนนนิยมในโพลนำมาโดยตลอด
ในโค้งสุดท้ายของการหาเสียง พรรคประชาธิปัตย์ได้นำยุทธศาสตร์ "ไม่เลือกเรา เขามาแน่" มาใช้เพื่อกระตุ้นฐานเสียงที่ลังเลให้เกิดความกลัวต่อการ ขยายอำนาจของขั้วสีแดง บวกกับรัฐบาลพรรคเพื่อไทย ณ ขณะนั้น ต้องเผชิญกับ วาทกรรมเผาบ้านเผาเมือง
ยุทธศาสตร์นี้ทำงานบนพื้นฐานของความกังวล ว่า หากคนของพรรคเพื่อไทย ได้ครองทั้งรัฐบาลและศาลาว่าการ กทม. จะเกิดการผูกขาดอำนาจและขาดการคานอำนาจที่เหมาะสม
ผลปรากฏว่า ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ สามารถคว้าคะแนนได้ถึง 1,256,349 คะแนน ซึ่งเป็นสถิติใหม่ในเวลานั้น เอาชนะ พล.ต.อ.พงศพัศ ที่ทำได้ 1,077,899 คะแนน
การเลือกตั้งปี 2556 สะท้อนให้เห็นว่าปัญหาเชิงโครงสร้างของเมือง เช่น การเพิ่มพื้นที่สีเขียว 5,000 ไร่ หรือการสร้างสวนสาธารณะ 10 แห่งที่ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ หาเสียงไว้นั้น แม้จะสำคัญแต่ก็ยังเป็นรองจาก "ปัจจัยความรู้สึกทางการเมือง" ในวินาทีสุดท้ายของการตัดสินใจ
แช่แข็ง 9 ปี - ความล้มเหลว "พรรคนิยมตัวบุคคล"
ภายหลังการเข้าสู่อำนาจของ คสช. ในปี 2557 สนามผู้ว่าฯ กทม. ถูกเว้นว่างไปนานถึง 9 ปี โดยมี พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ดำรงตำแหน่งจากการแต่งตั้ง
จนกระทั่งวันที่ 22 พฤษภาคม 2565 ความอัดอั้นของคนเมืองหลวง ได้ระเบิดออกมาผ่านการเลือกตั้งครั้งประวัติศาสตร์ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ซึ่งเคยเป็น รัฐมนตรี ในโควตาพรรคเพื่อไทย ตัดสินใจลงสมัครในนามอิสระ โดยพรรคเพื่อไทย เลือกที่จะไม่ส่งผู้สมัครลงแข่งขัน
ชัชชาติ ใช้ยุทธศาสตร์การหาเสียงที่แตกต่างไปจากอดีต โดยเน้น "นโยบายเส้นเลือดฝอย" แก้ไขปัญหาที่คน กทม. พบเจอในชีวิตประจำวัน เช่น ทางเท้า ขยะ และ แสงสว่าง มากกว่านโยบายเมกะโปรเจกต์ ที่มักถูกใช้หาเสียงในอดีต
ผลการเลือกตั้งครั้งนี้สร้างปรากฏการณ์ใหม่ด้วยคะแนนสูงถึง 1,386,215 คะแนน ทำลายสถิติเดิมของ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ ไปอย่างขาดลอย ในขณะที่ สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ จาก พรรคประชาธิปัตย์ พ่ายแพ้ไปอย่างน่าใจหาย
ความพ่ายแพ้ของขั้วสีฟ้าในปี 2565 ชี้ให้เห็นว่า ยุทธศาสตร์ความกลัวแบบเดิม เริ่มใช้ไม่ได้ผลกับ คนรุ่นใหม่ และ คนชั้นกลาง ที่โหยหาประสิทธิภาพในการบริหารมากกว่าการแบ่งขั้วสี พรรคประชาธิปัตย์ ไม่สามารถรักษารากฐานเดิมไว้ได้เมื่อต้องเผชิญกับ "บุคคลที่เป็นคำตอบ" อย่าง ชัชชาติ
จับตาสนามปี 2569 เมื่อ ปชป. ส่ง "อนุชา" ท้าชิงแชมป์เก่า
มองไปข้างหน้าสู่การเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึงในปี 2569 พลวัตทางการเมืองกำลังเข้าสู่โหมดการแข่งขันอีกครั้ง พรรคประชาธิปัตย์เริ่มปรับยุทธศาสตร์ใหม่ด้วยการเตรียมเปิดตัว อนุชา บูรพชัยศรี อดีต สส.กรุงเทพฯ ปชป. 2 สมัย และ อดีตโฆษกรัฐบาลในสมัย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา
อนุชามีความโดดเด่นในฐานะ ลูกเขย กฤษฎา อรุณวงษ์ ณ อยุธยา อดีตผู้ว่าฯ กทม. ซึ่งเปรียบเสมือนการดึงเอา สายสัมพันธ์ทางประวัติศาสตร์การเมืองเมืองหลวง กลับมาใช้สร้างความเชื่อมั่น
ในฟากของขั้วสีแดง พรรคเพื่อไทย อาจเลือกเดินตามรอยเดิม คือ ไม่ส่งผู้สมัครในนามพรรค เนื่องจากพรรคเพื่อไทยในปัจจุบันกำลังปรับสถานะเป็น "พรรคขนาดกลาง" ในพื้นที่กรุงเทพฯ หลังจากการเลือกตั้ง สส. ปี 2569 ที่พ่ายแพ้อย่างราบคาบให้กับพรรคพรรคประชาชนทุกเขต
จากการสำรวจประวัติศาสตร์การขับเคี่ยวในสนาม ผู้ว่าฯ กทม. ตลอด 26 ปีที่ผ่านมา พบว่าพลวัตการตัดสินใจของคนกรุงเทพฯ มีความซับซ้อนและแปรผันตามบริบทของบ้านเมืองในแต่ละยุคสมัย
ในช่วง ปี 2543 เป็นเรื่องของ "บารมีส่วนตัว"
ต่อมาในช่วงปี 2547-2551 เป็นเรื่องของ "ภาพลักษณ์นักบริหาร"
ก้าวเข้าสู่ "สงครามตัวแทนเชิงอุดมการณ์" ในปี 2556
อย่างไรก็ตาม ชัยชนะของ ชัชชาติ ในปี 2565 ได้กลายเป็นจุดตัดสำคัญที่แสดงให้เห็นว่า คนกรุงเทพฯ กำลังก้าวข้ามกับดักความขัดแย้งระหว่าง "ขั้วฟ้า" และ "ขั้วแดง" ไปสู่ความต้องการ "นโยบายเชิงปฏิบัติ" ที่เน้นความโปร่งใสและการมีส่วนร่วม
พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะเจ้าของแชมป์เก่าหลายสมัย ต้องเผชิญกับโจทย์หินในการรีแบรนด์ตนเองผ่าน อนุชา บูรพชัยศรี เพื่อชิงพื้นที่ในหัวใจคนกรุงกลับคืนมา
ท้ายที่สุดแล้ว สนามเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ปี 2569 จะเป็นเครื่องพิสูจน์ว่า พรรคการเมืองแบบดั้งเดิม จะสามารถปรับตัวให้เข้ากับจริตของคนเมืองที่เปลี่ยนแปลงไปได้หรือไม่ หรือ ผู้สมัครอิสระ ที่เน้นการทำงานเชิงนโยบายรายจุด จะยังคงครองใจคนกรุงได้อย่างต่อเนื่อง
ดังนั้นการต่อสู้ครั้งใหม่นี้มิได้เป็นเพียงการหา ตัวบุคคลมาบริหารเมือง แต่เป็นการตอบคำถามว่า กทม. ต้องการเดินหน้าไปในทิศทางใด ? ในด้าน "สังคมวิทยาการเมือง"

อ้างอิง
thaipbs / today / kpi / kpi / cuir2 / thaipbs / thepeople / rocketmedialab / prachatai / thematter / spacebar / thaipbs / thaipbs / today /thaipbs /





