‘คนกรุงเทพฯ’ ไม่มีอยู่จริง วาทกรรม ‘ชนชั้น-ศีลธรรม’ กับดัก ‘หลังเลือกตั้ง’

9 ก.พ. 2569 - 17:04

  • หลังผลการเลือกตั้ง วาทกรรมกล่าวโทษระหว่าง 'คนกรุงเทพฯ – คนต่างจังหวัด' ถูกนำมาใช้อธิบายความพ่ายแพ้ทางการเมืองอย่างผิวเผิน ทั้งที่กรอบคิดแบบ 'ฉลาด–ล้าหลัง' กลับบดบังความจริงเรื่องโครงสร้างอำนาจ ความเหลื่อมล้ำ และการมีอยู่ของ 'คนจนเมือง'

  • 'รศ.ดร.เก่งกิจ กิติเรียงลาภ' ชวนตั้งคำถามใหม่ว่า ประชาธิปไตยจะเดินต่อได้อย่างไร หากสังคมยังติดกับดักการหาคนผิด แทนการทำความเข้าใจโครงสร้างที่ผลิตความไม่เท่าเทียมซ้ำแล้วซ้ำเล่า

‘คนกรุงเทพฯ’ ไม่มีอยู่จริง วาทกรรม ‘ชนชั้น-ศีลธรรม’ กับดัก ‘หลังเลือกตั้ง’

หลัง ‘ผลการเลือกตั้ง’ ปรากฏชัด ความตึงเครียดทางการเมืองไม่ได้หยุดอยู่ที่ ‘ตัวเลขคะแนน’ หากแต่ขยายตัวอย่างรวดเร็วในพื้นที่โซเชียลมีเดีย ผ่านการถกเถียง ‘โต้เถียง’ และ ‘กล่าวโทษ’ กันข้ามภูมิภาค หนึ่งในปรากฏการณ์ที่เห็นได้ชัดคือการหันไปตั้งคำถามและโจมตี ‘คะแนนเสียงจากต่างจังหวัด’  

โดยเฉพาะจากกลุ่มผู้สนับสนุน ‘การเมืองฝ่ายเสรีนิยม - ประชาธิปไตย’ ที่มองว่าผลการเลือกตั้งไม่เป็นไปตามความคาดหวัง ขณะเดียวกัน ภาพของ ‘คนกรุงเทพฯ และหัวเมืองใหญ่’ ก็ถูกยกขึ้นมาในฐานะ ‘ผู้เลือกการเมืองใหม่’ เต็มไปด้วยความตื่นรู้ เป็นผู้ก้าวหน้า กว่าโหวตเตอร์กลุ่มอื่นในสังคม 

วาทกรรมเช่นนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ในสังคมการเมืองไทย หากแต่จะปรากฏชัดขึ้นทุกครั้งหลังการเลือกตั้ง โดยเฉพาะในห้วงเวลาที่ผลคะแนนไม่เป็นไปตามความคาดหวังของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง การเปรียบเทียบคุณค่าระหว่าง ‘คนกรุงเทพฯ – คนชนบท’ ถูกผลิตซ้ำอย่างเข้มข้น ตั้งแต่ความฉลาด ระดับการศึกษา ไปจนถึงความก้าวหน้าและความเข้าใจประชาธิปไตย ราวกับว่าภูมิศาสตร์สามารถกำหนดคุณภาพของพลเมืองได้ 

อย่างไรก็ตาม การอธิบายการเมืองด้วยกรอบง่ายๆ อย่าง ‘ฉลาด–โง่’ หรือ ‘ตื่นรู้–ล้าหลัง’ อาจเป็นคำตอบที่สะดวก แต่กลับปิดบังโครงสร้างความจริงที่ซับซ้อนบางอย่าง ไม่ว่าจะมิติของเมือง ชนชั้น ระบบเศรษฐกิจ และความสัมพันธ์เชิงอำนาจ  

การที่ ‘พรรคสีส้ม’ ได้รับคะแนนสูงในกรุงเทพฯ และหัวเมืองใหญ่ ไม่ได้เกิดจากคุณสมบัติพิเศษของ ‘ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง’ หากเป็นผลสะสมจากโครงสร้างการรวมศูนย์ทรัพยากร โอกาส และอำนาจการตัดสินใจ ที่ทำให้คนบางกลุ่มมีอิสระทางเศรษฐกิจและการเมืองมากกว่าพื้นที่อื่น 

ในอีกด้านหนึ่ง ความมั่งคั่งที่กระจุกตัวในเมืองใหญ่ก็เปิดพื้นที่ให้คนส่วนน้อยสามารถจัดการการเมืองผ่านเครือข่ายส่วนตัวได้อย่างแนบเนียน ขณะที่ระบบตรวจสอบทั้งส่วนกลางและท้องถิ่นยังตามไม่ทันความซับซ้อนของอำนาจสมัยใหม่ บริบทเช่นนี้ทำให้คำถามสำคัญอาจไม่ใช่ ‘ใครเลือกผิด’ แต่คือ โครงสร้างแบบใดที่ทำให้บางเสียงดัง บางเสียงเงียบ และบางพื้นที่ถูกมองข้าม 

ภาพลวงตา 'คนกรุงเทพฯ' กับความจริงของคะแนนเสียง

ท่ามกลางบรรยากาศการเมืองที่เต็มไปด้วยอารมณ์และการแบ่งขั้ว จึงชวน ‘รศ.ดร.เก่งกิจ กิติเรียงลาภ’ อาจารย์ประจำภาควิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ วิเคราะห์ปรากฏการณ์ เพื่อมองการเมืองไทยผ่านโครงสร้างเมือง ชนชั้น และวาทกรรมที่ถูกใช้ซ้ำหลังการเลือกตั้งอย่างมีสติ 

เก่งกิจมองว่า การอธิบายการเมืองผ่านกรอบเหมารวม ไม่เพียงคลาดเคลื่อนจากข้อเท็จจริง หากยังเป็นวาทกรรมทางการเมืองที่อันตราย เพราะย้อนกลับมาทำลายความเข้าใจต่อสังคมไทยเอง โดยเฉพาะภาพลวงตาเกี่ยวกับ ‘คนกรุงเทพฯ’ ที่มักถูกทำให้เป็นก้อนเดียวกันทางการเมือง 

เขายกตัวอย่างด้วยการย้อนดูผลการเลือกตั้งในอดีต โดยเฉพาะ ‘คะแนนแบบบัญชีรายชื่อ’ จะเห็นว่าพฤติกรรมทางการเมืองของผู้มีสิทธิเลือกตั้งในกรุงเทพฯ มีความหลากหลายและซับซ้อนกว่าภาพจำที่ถูกเล่าซ้ำ  

ในการเลือกตั้งปี 2554 ‘พรรคประชาธิปัตย์’ ได้คะแนนปาร์ตี้ลิสต์ในกรุงเทพฯ ราว 1.27 ล้านเสียง ขณะที่ ‘พรรคเพื่อไทย’ ได้ประมาณ 1.2 ล้านเสียง ตัวเลขที่ต่างกันเพียงหลักแสน ไม่ได้สะท้อนภาพการ ‘เทคะแนน’ อย่างเบ็ดเสร็จ 

เช่นเดียวกับการเลือกตั้งปี 2562 เมื่อ ‘พรรคอนาคตใหม่’ และ ‘พรรคเพื่อไทย’ รวมกันได้คะแนนใกล้เคียงกับ ‘กลุ่มพรรคฝ่ายอนุรักษ์นิยม’  ความแตกต่างของคะแนนไม่ได้ห่างไกลจนสามารถสรุปได้ว่าคนกรุงเทพฯ เลือกฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอย่างเป็นเอกฉันท์ ดังนั้นการมองเพียงผล ‘สส.เขต’ โดยไม่พิจารณาผล ‘ปาร์ตี้ลิสต์’ จึงเป็นการอ่านการเมืองแบบตัดทอนความซับซ้อนนี้ออกไป  

“ถ้าเราบอกว่าคนกรุงเทพฯ เลือกพรรคหนึ่งมากกว่าอีกพรรคหนึ่งเล็กน้อย แล้วเราจะได้ข้อสรุปว่าคนกรุงเทพฯ เป็นแบบไหนได้…คงไม่ใช่อย่างนั้น”  

เก่งกิจตั้งคำถาม พร้อมย้ำว่า ไม่ว่าจะเป็นการเหมาว่า ‘คนกรุงเทพฯ เป็นสลิ่ม’ หรือ ‘คนกรุงเทพฯ ฉลาดกว่า’ ต่างก็เป็น ‘ภาพลวงตา’ ที่ไม่ตั้งอยู่บนฐานข้อมูลจริง 

“การใช้คำพวกนี้มันอันตรายทางการเมืองอยู่แล้ว เพราะกรุงเทพฯ ไม่ได้มีแต่สลิ่ม กรุงเทพฯ มีประชากรทั้งทะเบียนบ้านและประชากรแฝงรวมสิบล้านคน คนส่วนใหญ่ในกรุงเทพฯ คือคนจนเมือง”

เก่งกิจ กล่าว 

หนึ่งในแก่นสำคัญที่เก่งกิจพยายามชี้ให้เห็น คือความเข้าใจผิดเกี่ยวกับ ‘โครงสร้างประชากร’ ของ ‘กรุงเทพมหานคร’ สังคมไทยมักผูกกรุงเทพฯ เข้ากับภาพของ ‘ชนชั้นกลาง’ คนมีการศึกษา และความพร้อมทางเศรษฐกิจ ทั้งที่ในความเป็นจริง กรุงเทพฯ เต็มไปด้วย ‘คนจนเมือง’ และแรงงานอพยพจากภูมิภาคต่างๆ ที่เข้ามาตั้งถิ่นฐานยาวนานตั้งแต่ปี พ.ศ. 2500 

แรงงานเหล่านี้จำนวนมากมีทะเบียนบ้านอยู่ในกรุงเทพฯ กลายเป็นผู้มีสิทธิเลือกตั้งในเมืองหลวง เป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างเศรษฐกิจเมือง แต่กลับถูกมองข้ามเมื่อมีการพูดถึง ‘คนกรุงเทพฯ’ ในเชิงโวหารทางการเมือง เก่งกิจชี้ว่า หากย้อนดูการชุมนุมของคนเสื้อแดงในช่วงปี 2552–2553 จะเห็นชัดว่าคนจนเมืองคือ ‘มวลชน’ สำคัญของการเคลื่อนไหวทางการเมืองในกรุงเทพฯ 

กรุงเทพฯ ไม่ใช่ชนชั้นกลางทั้งเมือง

สำหรับเก่งกิจ คำว่า ‘คนกรุงเทพฯ’ จึงไม่ใช่คำอธิบายทางสังคม หากแต่เป็น ‘เครื่องมือทางการเมือง’ ที่ถูกใช้เพื่อโยนทั้ง ‘ความดี’ และ ‘ความเลว’ ให้กับกลุ่มคนที่ถูกทำให้เป็นก้อนเดียวกัน วาทกรรมนี้ถูกใช้ทั้งจาก ‘ฝ่ายอนุรักษ์นิยม’ และฝ่ายที่นิยามตนเองว่าเป็น ‘ประชาธิปไตย’  

ไม่ว่าจะเป็นการยกย่องว่าคนกรุงเทพฯ ตื่นรู้ ฉลาด เลือกการเมืองใหม่ หรือการโจมตีว่าคนกรุงเทพฯ เห็นแก่ตัว เป็นสลิ่ม ล้วนตั้งอยู่บนตรรกะเดียวกัน คือการลดทอนความหลากหลายของผู้คนลงเหลือเพียงภาพจำที่สะดวกต่อการโต้เถียง 

เขาเตือนว่า การเมืองแบบนี้ทำให้สังคมติดอยู่กับการแบ่งขั้วอย่างง่าย และหลีกเลี่ยงการทำความเข้าใจโครงสร้างทางสังคมที่แท้จริงของพื้นที่ต่างๆ 

ในประเด็นเรื่อง ‘การเมืองศีลธรรม’ เก่งกิจมองว่า แม้หลายคนจะพยายามแยกการเมืองออกจากเรื่อง ‘คนดี–คนเลว’ แต่ในความเป็นจริง การเมืองแทบทุกยุคทุกสมัยล้วนผูกโยงกับศีลธรรมในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง ฝ่ายหนึ่งอาจอ้างความเข้าใจคนจน ความติดดิน ขณะที่อีกฝ่ายอาจอ้างความโปร่งใส ความไม่เทา หรือการเมืองแบบใหม่ ทั้งหมดล้วนเป็นศีลธรรมคนละชุด ที่ถูกใช้เพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับจุดยืนของตนเอง 

ความโกรธหลังเลือกตั้ง : เรื่องปกติของประชาธิปไตย

สำหรับความโกรธและการด่าทอกันหลังการเลือกตั้ง เก่งกิจมองว่าเป็นเรื่องปกติในทุกสังคมประชาธิปไตย เมื่อผลการเลือกตั้งไม่เป็นไปตามความคาดหวัง ผู้คนย่อมหาเหตุผลและเป้าหมายในการระบายอารมณ์ เช่นเดียวกับกรณีของ ‘โดนัลด์ ทรัมป์’ ในสหรัฐอเมริกา ที่แม้มาจากการเลือกตั้ง แต่ก็ถูกต่อต้านอย่างรุนแรง 

สิ่งที่ต้องระวังคือการปล่อยให้อารมณ์เหล่านี้ถูกแปรรูปเป็นวาทกรรมดูถูก เหยียด หรือแบ่งแยก ซึ่งอาจย้อนกลับมาบ่อนทำลายฐานสนับสนุนของฝ่ายประชาธิปไตยเองในระยะยาว 

ในเรื่องการเมืองท้องถิ่นและการใช้เงิน เก่งกิจเสนอให้มองอย่างรอบด้านมากกว่าการเหมารวมว่าเป็น ‘การซื้อเสียง’ เงินมีบทบาทในทุกระบบการเมือง แต่คำถามสำคัญคือ เงินถูกใช้ผ่านโครงสร้างความสัมพันธ์แบบใด ในชนบท ระบบหัวคะแนนและเครือญาติทำงานบนฐานความใกล้ชิด ขณะที่เมืองใหญ่มีโครงสร้างสังคมที่แยกตัวสูง จนแทบไม่เอื้อต่อการซื้อเสียงแบบตรงไปตรงมา 

ท้ายที่สุด เก่งกิจมองว่าบทเรียนจากการเลือกตั้งครั้งนี้ ไม่ควรจบลงที่การหาคนผิด หากควรถูกใช้เพื่อทำความเข้าใจความจริงของสังคม การเมืองที่หมกมุ่นกับการดูถูกกันไปมา จะไม่ช่วยให้ประชาธิปไตยเดินหน้าได้ 

“คุณจะโวยวายอะไรก็ได้ แต่คุณทำรัฐประหารไม่ได้ แต่ประเด็นของผมก็คือว่าทั้งหมดนี้มันก็เป็นกิจกรรมทางการเมืองที่โลกของการเมืองมันต่อสู้กันด้วยวิธีการแบบเนี้ย ซึ่งถามว่าผมเห็นด้วยมั้ย ผมไม่เห็นด้วย แต่ถามว่ามันเป็นเช่นนั้นไหม มันก็คงมันก็เป็นเช่นนั้นมาตลอดไม่ใช่หรือ”

เก่งกิจ ทิ้งท้าย

ผู้เขียนขอเสนอมุมคิดว่า เราหากยังหวังเห็น ‘ประชาธิปไตย’ ที่มั่นคง เราจำเป็นต้องเลิกถามว่า ‘ใครตื่นรู้กว่าใคร’ และเริ่มถามว่าโครงสร้างแบบใด จะทำให้คนธรรมดาทุกกลุ่ม มีอำนาจกำหนดอนาคตร่วมกันได้จริง 

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์