ทำไม 'ขั้วทักษิณ' ? เจาะ 'ผู้ว่าฯ กทม.' ไม่ได้ จาก ทรท. ถึง พท. พื้นที่ 'สวิงโหวต'

14 พ.ค. 2569 - 17:31

  • ทำไม 'ขั้วทักษิณ' ? เจาะ 'ผู้ว่าฯ กทม.' ไม่ได้ จาก ทรท. ถึง พท. พื้นที่ 'สวิงโหวต' ผ่านมุมมอง 'จิตวิทยาการเมือง' ไร้เจ้าของพื้นที่ พลิก 'ผู้แพ้-ผู้ชนะ' เพียงข้ามคืน

ทำไม 'ขั้วทักษิณ' ? เจาะ 'ผู้ว่าฯ กทม.' ไม่ได้ จาก ทรท. ถึง พท. พื้นที่ 'สวิงโหวต'

หนึ่งในประเด็นที่ถูกจับตามากที่สุดคือ ทิศทาง "พรรคเพื่อไทย" ในสนามเลือกตั้งกรุงเทพฯ หลังไม่ส่งผู้สมัคร ส.ก. และ ผู้ว่าฯ ในนามพรรคเพื่อไทย และมีกระแสข่าวว่าเป็น "ใบสั่งจากนายใหญ่" ให้ยอมหมอบ เพื่อไปรีแบรนด์ตัวเองใหม่

ถือเป็นการยอมรับ ความพ่ายแพ้เชิงยุทธศาสตร์ หรือเป็นเพียงการ ถอยเพื่อจัดทัพ ? และ การเมือง กทม. ที่ดูนิ่งสงบซ่อนคลื่นใต้น้ำอะไรไว้บ้าง ?

ที่สำคัญหากย้อนไปตั้งแต่ยุค 'ไทยรักไทย' ที่ส่ง 'ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.' ที่เป็น 'สตรี' 2 ครั้ง ได้แก่ คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ (ได้ที่2) เมื่อปี 2543 ชนกับ 'สมัคร สุนทรเวช' ที่ลงในนามพรรคประชากรไทย (ชนะเลือกตั้ง 1 ล้านเสียง) และสู้กับ 'ธวัจชัย สัจจกุล' ในนามประชาธิปัตย์ (ได้ที่ 3)

ต่อมาใน ปี 2547 พรรคไทยรักไทย ส่ง 'ปวีณา หงส์สกุล' สู้กับ 'อภิรักษ์ โกษะโยธิน' ผู้สมัครจาก ปชป.

ปี 2551 พรรคพลังประชาชน ส่ง 'ประภัสร์ จงสงวน' สู้กับ 'อภิรักษ์ โกษะโยธิน' ผู้สมัครจาก ปชป.

ปี2552 พรรคเพื่อไทย ส่ง 'แซม-ยุรนันท์ ภมรมนตรี' สู่กับ 'หม่อมราชวงศ์สุขุมพันธุ์ บริพัตร' จาก ปชป.

ในการชนกันระหว่าง 'ไทยรักไทย-พลังประชาชน-เพื่อไทย' กับ 'ประชาธิปัตย์' 3 ครั้ง พบว่า คะแนน ปชป. ชนะ ทิ้งห่างคู่แข่ง

จนมาถึงการเลือกตั้งปี 2556 ที่กระแส 'เพื่อไทย' มาแรงใน 'การเมืองใหญ่' โดยส่ง พล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญ สู้กับ หม่อมราชวงศ์สุขุมพันธุ์ ที่ 'ขั้วสีแดง' เกือบจะชนะ แต่มาพ่ายโค้งสุดท้าย ซึ่งคะแนนทั้งคู่ถึง 'หลัก 1 ล้าน' โดย พล.ต.อ.พงศพัศ พ่ายไป 1.78 แสนคะแนน

SPACEBAR ร่วมแลกเปลี่ยนกับ รศ.ดร.ยุทธพร อิสรชัย อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ถึงปรากฏการเลือกตั้ง ผู้ว่าฯ กทม. และ ส.ก. ผ่านมุม 'สังคมวิทยาการเมือง'

ลบภาพจำความพ่ายแพ้ "เพื่อไทย" คือ "แชมป์เก่า ส.ก."

หลายคนมักมีภาพจำว่า นับตั้งแต่หมดยุค พรรคไทยรักไทย พรรคเพื่อไทย ก็ไม่เคยเจาะพื้นที่ กทม. ในนามผู้ว่าฯ กทม. แต่นั่นคือความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง รศ.ดร.ยุทธพร ได้ฉายภาพสถิติที่ชัดเจนให้เราเห็นว่า

คือจริงๆ ต้องบอกว่าที่ผ่านมาสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) สมัยล่าสุด มากที่สุดคือพรรคเพื่อไทย จะบอกว่าไม่เจาะนี่คงไม่ใช่ รองไปก็คือพรรคก้าวไกลในเวลานั้น แล้วก็เป็นพรรคประชาธิปัตย์ และบรรดากลุ่มเล็กๆ ต่างๆ เพราะฉะนั้นต้องบอกว่า แชมป์เก่าในพื้นที่ ส.ก. นั้นก็คือพรรคเพื่อไทย

รศ.ดร.ยุทธพร อิสรชัย กล่า

อย่างไรก็ตาม การที่แชมป์เก่าตัดสินใจอาจไม่ลงป้องกันแชมป์ ย่อมมีนัยสำคัญที่ซ่อนอยู่ ซึ่ง รศ.ดร.ยุทธพร ชี้ว่า นี่ไม่ใช่เรื่องของข่าวลือหรือใบสั่งทางการเมือง แต่มันคือ "ปัญหาเชิงโครงสร้าง" ภายในพรรค

"ไม่คิดว่าข่าวสั่งให้หมอบในสนามกรุงเทพฯ จะเป็นเรื่องจริง แต่น่าจะเกี่ยวข้องกับเรื่องโครงสร้างในพรรคมากกว่าที่ยังไม่ได้มีการปรับอย่างชัดเจนนัก อย่างล่าสุดเราเห็นว่ามีการตั้งคณะทำงานบริหารพรรคขึ้นมา 11 คน ซึ่งมันสะท้อนภาพให้เห็นเหมือนกันว่า โครงสร้างการทำงานภายในยังไม่ลงตัว ถึงต้องมีการตั้งคณะพิเศษต่างๆ ขึ้นมา นี่คือโจทย์ใหญ่มากกว่าสำหรับการที่จะส่งหรือไม่ส่งผู้สมัคร"

ในทีม กทม. มันเป็นช่วงเปลี่ยนผ่าน แล้วเผอิญว่าพอไม่ได้รับเลือกตั้ง สส. ในสนามใหญ่เลย แม้กระทั่งคนเดียว มันอาจจะทำให้กระแสตรงนี้ส่งผลต่อความไม่มั่นใจของผู้คนที่เป็น ส.ก. เดิมด้วย ในการที่จะลงสมัคร

รศ.ดร.ยุทธพร อิสรชัย กล่าว

รศ.ดร.ยุทธพร ยังเตือนถึงราคาที่พรรคอาจต้องจ่ายหากทิ้งสนามนี้ไปว่า "เสียงของ สส. อาจจะไม่มีที่นั่งก็จริง แต่ว่าเสียงต่างๆ มันไม่ได้หายไปไหน การตัดสินใจของพรรคที่ไม่ส่งเนี่ย ผมคิดว่าอาจจะทำให้มีผลกระทบระยะยาวต่อการฟื้นฟูฐานในกรุงเทพมหานคร และรวมไปถึงฐานระดับท้องถิ่น (ส.ก.) ซึ่งเป็นฐานที่สามารถจะฟื้นได้สำหรับ สส. ในอนาคต ตรงนี้ต้องพิจารณาให้ละเอียดรอบคอบ"

ความหลากหลายทาง "สังคมวิทยาการเมือง" พื้นที่ชั้นใน VS เขตรอบนอก

เมื่อเจาะลึกลงไปถึงยุทธศาสตร์เชิงพื้นที่ จะพบว่าฐานเสียงที่แข็งแกร่งของเพื่อไทยมักกระจุกตัวอยู่ใน "เขตรอบนอก" ที่ติดกับปริมณฑล ซึ่ง รศ.ดร.ยุทธพร อธิบายปรากฏการณ์นี้ผ่านมุมมองทางสังคมวิทยาการเมืองได้อย่างน่าสนใจ

"ต้องย้อนกลับไปดูในอดีต สมัยที่เป็นไทยรักไทย เขาก็มี ส.ก. ในเขตพื้นที่กรุงเทพฯ ชั้นในเหมือนกัน มีแม้กระทั่งใน เขตสัมพันธวงศ์ บางรัก แต่พอมาสู่การเป็นพรรคพลังประชาชนและเพื่อไทย ความนิยมก็ลดลงไป ซึ่งมาจากหลายปัจจัย เช่น การมีทางเลือกทางการเมืองที่มากขึ้น กระแสการเมืองระดับชาติ และเรื่องของตัวผู้สมัครในระดับพื้นที่"

อย่าลืมว่า กทม. เป็นพื้นที่ที่มีความหลากหลายสูงในทางสังคมวิทยาการเมือง มีทั้งชุมชนแบบดั้งเดิม ชุมชนแบบใหม่ (บ้านเช่า อพาร์ตเมนต์ คอนโดมิเนียม) มีทั้งประชากรจริงและประชากรแฝง อีกทั้ง กทม. มีขนาดใหญ่ถึง 1,500 ตารางกิโลเมตร แต่พื้นที่ที่ใช้จริงคือ 500 ตารางกิโลเมตรเท่านั้น เท่ากับว่าพื้นที่จำนวนมากกว่า เป็นพื้นที่ที่ยังคงไม่ใช่เขตเมือง

รศ.ดร.ยุทธพร อิสรชัย กล่าว

ความแตกต่างภูมิศาสตร์ VS พฤติกรรมเลือกตั้ง

รศ.ดร.ยุทธพร มองว่า "ลักษณะของพื้นที่เหล่านั้น เรื่องความรู้จักมักคุ้น การเป็น เครือข่ายอุปถัมภ์ หรือสถานภาพทางเศรษฐกิจสังคม มันอาจจะแตกต่างกัน ทำให้ฐานเสียงรอบนอกอาจจะเป็นคนอีกกลุ่มหนึ่ง มีเป้าหมายทางการเมืองในการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งอีกแบบหนึ่ง ซึ่งอาจจะแตกต่างกับในเขตกรุงเทพฯ ชั้นใน นี่คือเหตุผลที่ทำให้ยุทธศาสตร์ของแต่ละพรรคมันไม่เหมือนกัน"

บทเรียนปี 56 ผู้ว่าฯ กทม. วาทกรรม เผาบ้านเผาเมือง - การเมืองแห่งความกลัว

เมื่อพูดถึงยุคที่พรรคเพื่อไทยเข้าใกล้ตำแหน่งผู้ว่าฯ กทม. มากที่สุด คงหนีไม่พ้นปี 2556 ในยุคของ พล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญ แต่สุดท้ายก็พ่ายแพ้ไปในโค้งสุดท้าย

รศ.ดร.ยุทธพร ถอดบทเรียนเหตุการณ์ประวัติศาสตร์นี้ว่า สนามท้องถิ่นระดับจังหวัดกับระดับเขตนั้น มีตรรกะที่แตกต่างกัน

"สำหรับ ผู้ว่าฯ กทม. อาจจะไม่ได้เป็นฐานตัวเดียวกับ ส.ก. ซะทีเดียว ตัว ส.ก. จะเกี่ยวกับคนในระดับพื้นที่ที่ต้องการการทำงานที่ชัดเจน แต่ผู้ว่าฯ กทม. จะมีเรื่องของกระแสการเมืองระดับชาติเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย"

"ในปี 2556 เวลานั้นมันมีกระแสเรื่องของการปลุกกันในโค้งสุดท้าย โดยเฉพาะประเด็นเผาบ้านเผาเมือง ทำให้มีการแข่งขันกันระหว่าง ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร กับ พล.ต.อ.พงศพัศ ซึ่ง ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ ที่จริงเป็นช่วงที่ความนิยมกำลังลดลงด้วย 

แต่ด้วยกระแสชาตินิยมความเกลียดชังที่เกิดขึ้น แม้กระทั่งในสนามท้องถิ่น กทม. ได้ส่งผลต่อการพลิกคะแนนชั่วข้ามคืน ทำให้ พล.ต.อ.พงศพัศ แพ้ในโค้งสุดท้ายด้วย วาทกรรมเผาบ้านเผาเมือง ซึ่งมันสะท้อนให้เห็นว่าการลงคะแนนผู้ว่าฯ กับ ส.ก. มีหลักคิดที่ต่างกัน"

เมื่อถามว่า การปลุกกระแสชาตินิยมหรือการสร้างความกลัว ยังคงใช้ได้ผลกับการเมืองไทยเสมอไปหรือไม่ รศ.ดร.ยุทธพร ยืนยันอย่างหนักแน่นว่า

"แน่นอน ผมคิดว่าการสร้างวาทกรรมเหล่านี้ การใช้การเมืองแบบชาตินิยมการแบ่งขั้วยังมีผลต่อการเมืองไทยเยอะ แม้กระทั่งประเด็นเรื่องไทย-กัมพูชา ที่ผ่านมาก็ส่งผลต่อทิศทางการเมืองและส่งผลต่อการเลือกตั้งด้วยเช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นเรื่องนี้ก็ยังคงเป็นเครื่องมือทางการเมืองที่สำคัญอยู่"

ความเงียบงัน 'พรรครัฐบาล' เลือกตั้งไร้สีสัน

สำหรับการเลือกตั้ง กทม. รอบที่กำลังจะมาถึง บรรยากาศกลับดูเงียบเหงาและนิ่งผิดปกติ โดยเฉพาะพรรคแกนนำรัฐบาลอย่าง "ภูมิใจไทย" ที่แทบจะไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆ เลยในสมรภูมินี้

"มันนิ่งผิดปกติเพราะในส่วนของตัวผู้ว่าฯ ค่อนข้างที่จะคาดเดาได้ง่ายอยู่แล้วว่าใครจะได้รับเลือกตั้งกลับมาอีก หลายคนคาดหมายว่าน่าจะเป็นอาจารย์ชัชชาติ เพียงแต่ว่าคะแนนจะถึง 1 ล้านคะแนนไหม  ครั้งนี้อาจจะไม่ถึง 1 ล้านคะแนน ทำให้สนามการเลือกตั้ง กทม. ดูแล้วไม่มีการแข่งขันที่เห็นได้ชัด ไม่มีสีสันให้ติดตามมากนัก และเพิ่งผ่านการเลือกตั้ง สส. มาไม่นานนัก คนก็คงจะไม่รู้สึกตื่นเต้นเพราะมันใกล้กันเกินไป"

ในส่วน พรรคภูมิใจไทย รศ.ดร.ยุทธพร ชี้ให้เห็นถึงความได้เปรียบเสียเปรียบในเชิง

"ตรงนี้ไม่ใช่พื้นที่ของภูมิใจไทยอยู่แล้ว เขาพยายามเจาะพื้นที่ กทม. มายาวนาน มีการดึงเอาอดีต ส.ก. หรืออดีต สส. กทม. หลายคนเข้าไปด้วยซ้ำ แต่ก็ยังไม่ประสบความสำเร็จ พอไม่ใช่พื้นที่หวังผล ก็คงจะไม่ส่งผู้สมัครลงในสนามนี้

อีกด้านหนึ่งมันอาจจะกลายเป็นโมเมนตัมทางการเมืองที่เป็นแรงเหวี่ยงกลับมาสู่รัฐบาล เป็นการตั้งคำถามในการบริหารงานที่ผ่านมา สิ่งเหล่านี้กลายเป็นผลลบมากกว่า พรรคคงประเมินแล้วถึงไม่ส่งผู้สมัคร

รศ.ดร.ยุทธพร อิสรชัย กล่าว

พรรคแพลตฟอร์ม VS พรรคปฏิบัตินิยม VS โมเมนตัมสวิง

ท้ายที่สุด การเลือกตั้ง กทม. ที่กำลังจะเกิดขึ้น เป็นเสมือนบททดสอบครั้งใหญ่ว่า พฤติกรรมของ "คนกรุงฯ" ในยุคปัจจุบัน เปลี่ยนแปลงไปในทิศทางใด รศ.ดร.ยุทธพร ได้ทิ้งโจทย์ที่น่าคิดและน่าจับตามองเอาไว้ว่า

"ตกลงแล้วคนกรุงเทพฯ ชอบแบบไหน ? ระหว่างพรรคแพลตฟอร์ม อย่างเช่น พรรคประชาชน ซึ่งประสบความสำเร็จในการเลือกตั้ง สส. ยกจังหวัด 

หรือท้ายที่สุดแล้วคนกรุงเทพฯ จะแยกมุมมองว่า สำหรับการเลือกตั้งระดับชาติก็เป็น พรรคแพลตฟอร์ม พูดเรื่องนโยบาย ปัญหาเชิงโครงสร้าง แต่ระดับพื้นที่ คนกรุงเทพฯ อาจจะให้ความนิยมกับ พรรคปฏิบัตินิยม หรือเปล่า ? 

เพราะ ส.ก. คือสิ่งที่จะต้องลงพื้นที่ในภาคปฏิบัติ แก้ปัญหาในชีวิตประจำวัน น้ำไม่ไหล ไฟไม่สว่าง ทางไม่ดี"

ส่วนคำถามที่ว่า พรรคเพื่อไทย จะสามารถกลับมาทวง "ยุคทอง" ใน กทม. ได้อีกครั้ง หรือนี่คือจุดจบของพวกเขาในเมืองหลวง รศ.ดร.ยุทธพร ทิ้งท้ายด้วยสัจธรรมของการเมืองว่า

"การเมืองเนี่ย มันสวิงไปสวิงมา โดยเฉพาะในกรุงเทพมหานคร คนกรุงเทพฯ อาจจะมีการเปลี่ยนการตัดสินใจอยู่ทุกครั้ง ทุกพรรคการเมืองเคยมีจุดนั้นมาหมด ตั้งแต่อดีต พรรคประชากรไทย ประชาธิปัตย์ พลังธรรม ไทยรักไทย พลังประชาชน เพื่อไทย อนาคตใหม่ ก้าวไกล ประชาชน มีครบทุกพรรคแล้วครับ"

"โอกาสสวิงกลับมามันก็ยังมีความเป็นไปได้ เพราะแม้ เพื่อไทย จะแพ้ในสนามเลือกตั้ง สส. ชนิดที่เรียกว่าไม่มีเลย แต่สุดท้ายเขาก็ไม่ได้ถึงกับไม่มีคะแนน คะแนนเหล่านี้มีโอกาสขยับขึ้นมาได้ตลอดทั้งสนามใหญ่สนามเล็ก"

ยิ่งคนกรุงเทพฯ นั้น การตัดสินใจอยู่กับเรื่องของ 'ข้อมูลข่าวสาร' มากกว่า เพราะลักษณะความสัมพันธ์มันไม่เหมือนต่างจังหวัด ถ้ากระแสข้อมูลข่าวสารเปลี่ยนทิศทาง โมเมนตัมตรงนี้มันก็มีโอกาสที่จะเปลี่ยนได้เหมือนกัน" รศ.ดร.ยุทธพร กล่าว

สนาม กทม. ไม่มีชัยชนะใดถาวร ไม่มีความพ่ายแพ้ใดที่เป็นจุดจบ ทิศทางลม-ข้อมูลข่าวสารเพียงชั่วข้ามคืน อาจเปลี่ยนจาก "ผู้แพ้" ให้กลับมาเป็น "ผู้ชนะ" ได้เสมอ นี่คือมนต์เสน่ห์และสัจธรรมการเมือง กทม.

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์