ในการประชุมสภากรุงเทพมหานครครั้งแรก วาระการเลือกประธานสภากรุงเทพมหานคร คนที่ 26 และรองประธานสภากรุงเทพมหานคร คนที่ 1 และคนที่ 2 เพื่อปฏิบัติหน้าที่เป็นประมุขฝ่ายนิติบัญญัติและตรวจสอบการทำงานของฝ่ายบริหาร

โดยมี สก.ที่อาวุโสสูงสุด คือ เมธาวี ธารดำรงค์ สก.เขตปทุมวัน กลุ่ม Better Bangkok ทำหน้าที่เป็นประธานชั่วคราว จากนั้น วิพุธ ศรีวะอุไร สก.เขตบางรัก กลุ่มคนทำงาน เสนอชื่อ ภัทราภรณ์ เก่งรุ่งเรืองชัย สก.เขตบางซื่อ พรรคประชาชาชน เป็นประธานสภา กทม. ขณะที่ สมชาย เต็มไพบูลย์กุล สก.เขตคลองสาน พรรคประชาธิปัตย์ ขอเสนอชื่อ สก.ชิงตำแหน่งด้วย
เนื่องจาก สมชาย มองว่า จะต้องมีคู่เปรียบเทียบให้ สก. ได้ฟังวิสัยทัศน์ของทั้งสองคน ตนเองต้องการให้มีการดีเบตในหัวข้อ ดังนี้ 1.ประธานสภา กทม. จะทำให้ กทม. ที่มาจากหลากหลายเป็นสภาของคน กทม.อย่างไร 2.ประธานสภา กทม.จะทำให้ สก.ทั้ง 50 เขต ปฎิบัติหน้าที่ด้วยความโปร่งใสควบคู่กับหน่วยงานราชการกทม.อย่างไร และ 3.วิสัยทัศน์อื่นที่ทั้งสอง จะดำเนินการในระยะเวลาที่ดำรงตำแหน่ง

ด้าน ฉัตรชัย หมอดี สก.เขตบางนา พรรคประชาชน ขอให้ผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อได้แสดงวิสัยทัศน์ เมธาวี จึงขอให้ สก.รับรองตามข้อเสนอของฉัตรชัย ทำให้สมชาย ลุกขึ้นแย้ง ก่อนจะเสนอชื่อ วิรัช คงคาเขตร สก.เขตบางกอกใหญ่ พรรคประชาธิปัตย์ เป็นประธานสภา กทม.
ฝ่าย สุรจิตต์ พงษ์สิงห์วิทยา สก.เขตลาดกระบัง กลุ่ม better Bangkok กล่าวว่า ในเมื่อมีสมาชิกเสนอต่าง 2 ท่าน แล้วยังไม่มีข้อสรุป จึงเห็นสมควรว่า ควรจะมีการโหวตส่วนวิสัยทัศน์ ควรจะเป็นของผู้ที่ดํารงตําแหน่งประธานสภากรุงเทพมหานครอยู่แล้ว ไม่ต้องมีคําถามใด ๆ หากอยากมีการเสนอ หรืออภิปราย ก็เรียนเชิญ
สมชาย จึงกล่าวว่า ตอนหาเสียงยังมีการดีเบท จึงมีคําถามต่อทั้ง 2 ท่าน ว่าจะดําเนินการในตําแหน่ง ประธานสภา กทม.อย่างไร มองว่า ไม่ใช่เรื่องยาก ท่านยังตอบเรื่องทุจริตได้เลย
นภาพล จีระกุล สก.เขตบางกอกน้อย พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า จริงๆ แล้ว ไม่ใช่เรื่องที่จะต้องทะเลาะ สามารถให้ทั้ง 2 ท่าน แสดงวิสัยทัศน์ภาพรวมก่อน หากสมาชิกมีคําถามค่อยถามเพิ่มเติมเป็นข้อ ๆ ไป

ต่อมา ภัทราภรณ์ จึงลุกขึ้นแสดงวิสัยทัศน์ว่า เรื่องสภาโปร่งใสตรวจสอบได้ มี 4 เรื่องหลัก คือ 1.เปิดให้มีการถ่ายทอดสด โดยการแก้ไขข้อบังคับที่ประชุม เพื่อถ่ายทอดสดการประชุมทั้งคณะสามัญและวิสามัญทั้งหมด และหากมีเรื่องที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคง หรือมีการอ้างอิงบุคคลที่สาม และบริษัทที่มีมีความสุ่มเสี่ยง ก็สามารถปิดไลฟ์ได้ 2. การเปิดเผยการลงมติ ซึ่งในปัจจุบันยังต้องให้ประธานสภากรุงเทพมหานครเป็นผู้อนุมัติ จึงให้อยากให้เปิดโดยอัตโนมัติตามสภาใหญ่ 3. เปิดเผยสถิติการเข้าประชุมของสมาชิกทุกท่านเพื่อความโปร่งใส และให้ประชาชนได้รับทราบการทํางาน และ 4. การสนับสนุนการทํางานของสมาชิกเพื่อให้เพื่อนสมาชิกทํางานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยการผลักดันให้มีการตั้งสํานักงานวิชาการและงบประมาณของสภากรุงเทพมหานครเอง ซึ่งจะสนับสนุนเรื่องการวิเคราะห์งบประมาณ และข้อมูลสําหรับการทําร่างข้อบัญญัติต่าง ๆ
ส่วนกรณีที่สมชายสอบถามว่า จะทําให้กรุงเทพมหานครที่มีความหลากหลายเป็นของทุกคนได้อย่างไรนั้น ตนเองคิดว่าสิ่งที่เราควรจะทํามากขึ้นคือเปิดพื้นที่ให้ประชาชนได้เสนอเรื่อง หรืองบประมาณต่าง ๆ จากเดิมที่เราเคยจัดงานแฮกงบ กทม. เป็นกลุ่มเล็ก ๆ เราควรจัดงานแฮกงบเป็นของสภากรุงเทพมหานครไปเลย เพื่อให้ประชาชนเข้าใจเรื่องงบประมาณไปพร้อมกันกับเรา และเพื่อให้ประชาชนช่วยกันตรวจสอบไปพร้อมกัน และเสนอแนะได้ด้วย ว่าหลังจากนี้ควรจะใช้งบประมาณไปในทิศทางไหน
สําหรับคําถามว่าจะให้เพื่อนสมาชิกดํารงตนโปร่งใสได้อย่างไร ตนเองคิดว่าเป็นสิทธิ์ของเพื่อนสมาชิก แต่ตนเองได้เสนอช่องทางแล้วระบบต่าง ๆ ไป และการดําเนินการภายใน 2 ปีนี้ เรามีไทม์ไลน์ไปแล้วว่าจะพยายามผลักดันให้ได้ภายในเดือน ธ.ค.ปีนี้

ด้าน วิรัช แสดงวิสัยทัศน์ว่า เมื่อคืนไม่รู้ฝันดีหรือฝันร้าย เมื่อสมาชิกบางท่านเห็นว่าตนเองมีความเหมาะสม ไม่ได้เตรียมการใด ๆ แต่ขออาศัยประสบการณ์ และความคิดของตนเอง การเป็นประธานสภา กทม. ไม่ใช่เรื่องยาก น้องที่เข้ามาใหม่ต้องอ่านข้อบังคับการประชุมให้เข้าใจ กทม.มี 3 เฟือง คือ ฝ่ายบริหาร ข้าราชการ และสภา กทม. แต่ละเฟืองหากหมุนไปได้อย่างสมดุล ประชาชนจะได้ผลประโยชน์อย่างเต็มที่
วิรัช กล่าวอีกว่า ตนเองเป็นหนึ่งใน 50 ฟันเฟือง จะทำอย่างไรให้หมุนไปพร้อมกับฟันเฟืองของฝ่ายบริหารและข้าราชการ ตนเองไม่มีวิสัยทัศน์ แต่คิดมาตลอดว่าหากเป็นผู้นำ ประธานสภา กทม. หรือหัวหน้าห้อง คิดว่าตนเองทำได้ดีกว่าคนอื่น แต่ก็ยอมรับว่ามีคนทำได้ดีกว่าตนเอง

จากนั้น ที่ประชุมได้มีการถกเถียงเรื่องวิธีการลงคะแนน ระหว่างการลงคะแนนแบบเปิดเผยและการลงคะแนนโดยลับ เพื่อเลือกประธานสภา กทม.และรองประธานสภา กทม. ซึ่งอำนาจ ปานเผือก สก.บางแค พรรคประชาชน เสนอให้มีการลงคะแนนโดยเปิดเผย
นภาพล กล่าวว่า การลงคะแนนแบบเปิดเผยทำให้สมาชิกไม่มีเอกสิทธิ์ในการใช้ดุลยพินิจอย่างอิสระในการลงคะแนนแต่ละครั้ง ฉะนั้น ในการลงคะแนนขอให้ปฏิบัติตามข้อบังคับที่ใช้มาตั้งแต่ปี 2528 ดังนั้น การลงคะแนนด้วยวิธีลับ จึงเป็นวิธีที่เหมาะสมที่สุด เพราะสภาใหญ่ก็ใช้วิธีนี้
สมชาย เสสารัชตระกูล สก.เขตสายไหม พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ข้อบังคับการเลือกประธานและรองประธานสภา กทม. เขียนไว้ชัดเจน หากทำผิดระเบียบเดี๋ยวจะมีการฟ้องร้อง ดังนั้น จะต้องปฏิบัติตามข้อบังคับ ตนเองเป็นนักกฎหมาย เรียนกฎหมายมาตั้งแต่ปริญญาตรี กฎหมายเขียนไว้ชัดเจนแต่ตีความนอกกรอบ สภา กทม.เป็นฝ่ายนิติบัญญัติ แต่ทำผิดกฎหมายเอง จะดำเนินการอย่างไร ประธานในที่ประชุมต้องคิดใหม่ เป็นประธานเพียงประธานชั่วคราว เชื่อว่าภัทราภรณ์ ได้เป็นอยู่แล้ว แต่เสนอชื่อวิรัช มาให้เป็นสีสัน
เมธาวี จึงกล่าวว่า คุณน่าจะคิดเยอะไป เพราะทุกอย่างก็เป็นไปตามระเบียบ ตนเองอยากทำหน้าที่ของให้ดีที่สุด ระเบียบมีชัดทุกคนก็รู้ แต่เมื่อมีผู้เห็นต่างก็จะต้องโหวต และมีมติโหวตให้ลงคะแนนแบบเปิดเผยด้วยวิธีการยกมือ

สุดท้ายที่ประชุม มีมติเห็นชอบ ภัทรภรณ์ เป็นประธานสภา กทม. ด้วยคะแนนเสียง 39 เสียง ขณะที่ วิรัช ได้ 7 เสียง จากนั้น เมธาวี ในฐานะประธานชั่วคราว จึงได้ลงจากบัลลังก์
ขอบคุณเพื่อนสมาชิกที่มอบความไว้บ้างใจให้ตนเอง เป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนวาระเมืองผ่านสภา กทม.ในครั้งนี้ ขอยืนยันว่า การพิจารณางบประมาณให้ถูกใช้อย่างคุ้มค่าทุกบาททุกสตางค์ ไม่ใช่ความเพ้อฝัน การทำสภา กทม.ให้โปร่งใสมีประสิทธิภาพ คือความปกติที่ควรจะเป็นมานานแล้ว ในฐานะตัวแทนของประชาชนจากการเลือกตั้งทางตรงเหมือนกันกับเพื่อนสมาชิก เชื่อว่า พวกเราจะยกระดับสภา กทม. และทำงานร่วมกันอย่างราบรื่นต่อไปอีก 4 ปีอย่างแน่นอน
— ภัทราภรณ์ กล่าวเมื่อขึ้นนั่งบัลลังก์ ทำหน้าที่ประธานสภา กทม. และเป็นประธานในที่ประชุม
จากนั้น ฉัตรชัย หมอดี สก.เขตบางนา พรรคประชาชนได้เสนอให้มีรองประธานสภา กทม.จำนวน 2 คน โดยเสนอให้ เนติภูมิ มิ่งรุ่งจิราลัย สก.บึงกุ่ม จากกลุ่มคนทำงานเป็นรองประธานสภา กทม.คนที่ 1
ด้านเอกกวิน โชคประสพรวย สก.เขตราชเทวี พรรคประชาชน เสนอให้ นริสสร แสงแก้ว สก.บางเขน กลุ่มอิสระ เป็นรองประธานสภา กทม.คนที่ 2 โดยไม่มีผู้คัดค้าน

สก.เนอส เปิดใจครั้งแรกหลังรับตำแหน่งประธานสภา กทม. ระบุ ความเป็นหญิงไม่ใช่ปัญหา พร้อมบู๊ผสานความเก๋า 'สก.รุ่นเดอะ-รุ่นใหม่' ดันสภาโปร่งใส ตรวจสอบเข้มข้น
ภัทราภรณ์ ให้สัมภาษณ์ครั้งแรกภายหลังรับตำแหน่ง โดยยืนยันว่า สามารถทำงานร่วมกับ เนติภูมิ รองประธานสภา กทม.คนที่ 1 และนริสสร รองประธานสภา กทม.คนที่ 2 ซึ่งมาจากต่างกลุ่ม โดยการแบ่งงานมีการพูดคุยกันคร่าว ๆ บ้างแล้ว
ในฐานะประธานสภา กทม.หญิงคนแรก งานที่ทำใหญ่มีปัญหามานาน จะทำอย่างไรให้เจาะเข้าไปปัญหานั้นได้ ภัทราภรณ์ กล่าวว่า ประเด็นการเป็นเพศหญิงไม่ได้มีปัญหาอะไรกับเรื่องความสามารถ คงต้องใช้ความร่วมมือของเพื่อนสมาชิกในสภาฯ ในการขับเคลื่อนวาระต่าง ๆ หวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะผลักดันสภา กทม.ให้โปร่งใสได้

ภัทราภรณ์ เน้นย้ำว่า ไม่ว่าใครจะขึ้นมาเป็นประธานสภา กทม.คงต้องมีความกดดัน คงต้องบู๊กันไป ขณะที่ตำแหน่งโฆษกสภา กทม.จะมีการพูดคุยกันภายหลัง สำหรับสภา กทม.ชุดนี้ มีคนรุ่นใหม่เข้ามาทำงานเป็นจำนวนมากนั้น เราต้องทำให้สภา กทม. ให้เป็นพื้นที่รองรับคนรุ่นใหม่ โดยใช้ประสบการณ์ความเก๋าของคนรุ่นเก่ามาผสมผสานกัน เชื่อว่าประธานและรองประธานสภา กทม.จะประสานงานกับสมาชิกได้เป็นอย่างดี
สำหรับการร่วมงานกับพรรคประชาธิปัตย์ ในการประชุมนัดแรกมีความพยายามตีรวน คงต้องดูเป็นประเด็น ๆ ไป เพราะหลายเรื่องต้องมีความเป็นกลาง อาจจะต้องมีการเจรจาเป็นเรื่อง ๆ
เมื่อถามถึงการคุมเสียงในสภา กทม.ตลอดวาระ 2 ปี ภัทราภรณ์ กล่าวว่า เป็นการบริหารจัดการความสัมพันธ์ และการทำงาน อย่างไรต้องทำงานร่วมกันอยู่แล้ว ไม่ได้เป็นกังวลอะไร ส่วนที่หลายคนมองว่าสภา กทม.เป็นสภาฯ เล็ก คนจึงไม่สนใจนั้น ต้องยอมรับว่า เป็นหน้าที่ของสมาชิกทุกคน ที่จะช่วยกันผลักดันให้ประชาชนรับทราบถึงการทำงานของพวกเราให้ได้ เพื่อให้การทำงานของพวกเรามีน้ำหนัก ยกตัวอย่าง งบประมาณที่จะมีการพิจารณาก็เพิ่มขึ้นมาหลายพันล้านบาท สภา กทม.จะมีการประชาสัมพันธ์มากขึ้น

สำหรับการทำหน้าที่ระหว่างสภา กทม.กับฝ่ายบริหาร เราตรงไปตรงมาเหมือนเดิม อะไรที่สนับสนุนได้ก็จะสนับสนุน ส่วนที่ต้องตรวจสอบก็ต้องตรวจสอบเข้มข้น ไม่มีอะไรเปลี่ยนไปจากเดิม อย่างไรก็ตาม ตนเองดีใจที่ได้ สส.หลายคนมาช่วยประชาสัมพันธ์ให้เห็นความ สำคัญของงบ กทม.






