ล้างบาง ‘ขบวนการโกงสอบท้องถิ่น’ ตราหน้าไม่ควรมีที่ยืนในระบบราชการ

14 ก.ค. 2569 - 18:55

  • ‘ปกรณ์’ นำถกคณะกรรมการสอบโกงสอบท้องถิ่นรอบสอง ชี้คนที่คิดโกงตั้งแต่ก่อนเข้าสอบไม่ควรมีที่ยืนในระบบราชการ

  • ‘ผบ.ตร.’ เร่งไล่ตรวจทุกขั้นตอน ตั้งแต่ TOR ถึงประกาศผล เตรียมสรุปข้อเท็จจริงภายใน 30 วัน

  • ‘นายกฯ’ ลั่นเกี่ยวข้องใครก็โดนหมด แม้เป็นคนใน ‘ภูมิใจไทย’ สั่งคัดกรองเข้มทีมงานรัฐมนตรี

ล้างบาง ‘ขบวนการโกงสอบท้องถิ่น’ ตราหน้าไม่ควรมีที่ยืนในระบบราชการ

3 ผู้ต้องหาสำคัญ “คดีทุจริตสอบบรรจุข้าราชการท้องถิ่น ปี 2568” ถูกจับแล้ว แต่ปฏิบัติการยังไม่จบ เมื่อรัฐบาล-ตำรวจ-หน่วยงานตรวจสอบ เดินหน้าขยายผลเส้นทางทุจริตทุกขั้นตอน

ปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย กรณีทุจริตการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น ปี 2568 ครั้งที่ 2/2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล โดยมีหน่วยงานสำคัญเข้าร่วม อาทิ กระทรวงยุติธรรม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ตำรวจสอบสวนกลาง ป.ป.ท. กฤษฎีกา สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี และ ก.พ.ร.

ภายหลังการประชุม ปกรณ์เปิดเผยว่า ที่ประชุมได้รับทราบความคืบหน้าการรวบรวมพยานหลักฐานและกรอบการดำเนินงานจากคณะทำงานที่มี พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็นหัวหน้าคณะทำงาน แต่ยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดเชิงลึกได้ เนื่องจากอาจกระทบต่อการตรวจสอบในระยะต่อไป

มุ่งหาช่องโหว่กระบวนการ ไม่ชี้ตัวบุคคล

ปกรณ์กล่าวว่า หน้าที่หลักของคณะกรรมการชุดนี้คือการตรวจสอบว่ากระบวนการสอบมีข้อบกพร่องในจุดใด และหน่วยงานหรือผู้รับผิดชอบในแต่ละขั้นตอนคือใคร โดยจะเน้นการพิจารณาในระดับกระบวนการ ไม่ลงลึกถึงตัวบุคคล ขณะที่การดำเนินคดีอาญาหรือการลงโทษทางวินัยเป็นหน้าที่ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและสำนักงาน ป.ป.ช.

พร้อมยอมรับว่า หนึ่งในประเด็นที่น่ากังวลอย่างมากคือเรื่อง “IT Risk” หรือความเสี่ยงด้านระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ ซึ่งพบข้อมูลหลายส่วนที่ไม่สอดคล้องกันและเข้าข่ายปัญหาด้านจริยธรรมอย่างร้ายแรง

“ผมคิดว่าคนเหล่านี้หรือผู้ที่เกี่ยวข้องในเรื่องนี้ไม่ควรอย่างยิ่งที่จะเข้ามารับราชการไม่ว่าตำแหน่งใดๆ เพราะหากตั้งใจที่จะเข้ามาโกงตั้งแต่แรก ประเทศนี้คงไปต่อไม่ได้ ดังนั้นคณะกรรมการทุกคนต่างเห็นพ้องต้องกันด้วยความสลดหดหู่ว่า มันแย่จริงๆ”

ปกรณ์​ นิล​ประพันธ์

ปกรณ์ระบุด้วยว่า ผลการตรวจสอบจะรายงานต่อนายกรัฐมนตรีโดยตรงทุก 10 วัน แต่ยังไม่เปิดเผยต่อสาธารณะ เพื่อป้องกันผลกระทบต่อแนวทางการตรวจสอบและการรั่วไหลของข้อมูล พร้อมย้ำว่าได้รับความร่วมมือจากทุกหน่วยงาน ทั้งกระทรวงมหาดไทย ภาคเอกชน มหาวิทยาลัย และผู้เกี่ยวข้องเป็นอย่างดี โดยทุกฝ่ายมีเป้าหมายร่วมกันในการสะสางปัญหานี้ให้ถึงที่สุด

ผบ.ตร.วางกรอบสอบ 3 ช่วง ตั้งแต่ก่อนสอบจนประกาศผล

ด้าน พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า คณะทำงานได้กำหนดกรอบการตรวจสอบออกเป็น 3 ช่วงหลัก ได้แก่ ขั้นเตรียมการสอบ ระหว่างการสอบ และหลังการสอบ

ในขั้นเตรียมการ จะตรวจสอบตั้งแต่การจัดทำ TOR การรับสมัคร การออกข้อสอบ การเก็บรักษาข้อสอบ และมาตรการรักษาความปลอดภัย ขณะที่ช่วงระหว่างสอบจะพิจารณาการจัดสนามสอบ การแจกข้อสอบ การคุมสอบ และการดำเนินการต่าง ๆ ภายในห้องสอบ ส่วนหลังสอบจะตรวจสอบกระบวนการตรวจข้อสอบ การประมวลผลคะแนน และข้อสงสัยเรื่องการแก้ไขคำตอบหรือคะแนนสอบ

เร่งรวบรวมหลักฐาน ตั้งเป้าสรุปข้อเท็จจริงภายใน 30 วัน

ผบ.ตร.ระบุว่า ตั้งแต่วันที่ 10-13 กรกฎาคมที่ผ่านมา คณะทำงานได้ส่งหนังสือขอข้อมูลไปยังหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งสถาบันการศึกษา หน่วยงานภาครัฐ และสถาบันการเงิน โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการวิเคราะห์ข้อมูลและเปรียบเทียบกับมาตรฐานการสอบของสำนักงาน ก.พ.

แม้จะได้รับข้อมูลจำนวนมากแล้ว แต่ยังต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงเพิ่มเติมในหลายประเด็น โดยเฉพาะผู้เกี่ยวข้องในแต่ละขั้นตอนของกระบวนการสอบ ซึ่งปัจจุบันมีรายชื่ออยู่ในมือแล้วและกำลังจัดกลุ่มเพื่อวิเคราะห์ความเชื่อมโยง

ทั้งนี้ คณะทำงานตั้งเป้าสรุปผลการตรวจสอบให้แล้วเสร็จภายในกรอบเวลา 30 วัน ตามคำสั่งนายกรัฐมนตรี พร้อมย้ำว่า นายกรัฐมนตรีกำชับเพียงให้เปิดเผยข้อเท็จจริงอย่างตรงไปตรงมา ไม่ชี้นำว่าบุคคลหรือกลุ่มใดเกี่ยวข้อง จนกว่าจะมีหลักฐานชัดเจน

ตำรวจสอบสวนกลางเตรียมแถลงจับ 3 ผู้ต้องหา

ขณะที่ พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง เปิดเผยว่า หลังการจับกุมผู้ต้องหา 3 ราย ประกอบด้วย จ่าพิชิต ดร.วิน และน้องสาว ในคดีทุจริตสอบท้องถิ่น ขณะนี้อยู่ระหว่างสอบปากคำและรวบรวมพยานหลักฐานเพิ่มเติม โดยเตรียมแถลงรายละเอียดคดีอย่างเป็นทางการในวันที่ 15 กรกฎาคมนี้

ส่วนประเด็นคลิปเสียงและบุคคลที่ถูกพาดพิงเพิ่มเติม ยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบของชุดทำงานอีกชุดหนึ่ง ขณะที่คำให้การของผู้ต้องหาจะถูกนำไปตรวจสอบและเปรียบเทียบกับหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ต่อไป

นายกฯ รับทราบจับ 3 ผู้ต้องหา ย้ำดำเนินคดีตามกฎหมายเต็มที่

ทางฝั่ง อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงกรณีกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) จับกุมผู้ต้องหา 3 รายในคดีทุจริตสอบบรรจุข้าราชการท้องถิ่น ประกอบด้วย จ่าสิบตรี ดร.พิชิต ทั้งพรม ผู้อำนวยการกองยุทธศาสตร์และงบประมาณ เทศบาลเมืองวิเชียรบุรี จ.เพชรบูรณ์, วิน ธนพชรโภคิน หรือ ‘ดร.วิน’ ที่ปรึกษาผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมและฝึกอบรม มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และ ศตพร ธนพชรโภคิน หรือ ‘จ๋า’ น้องสาว ‘ดร.วิน’ ว่า ได้รับรายงานจากเจ้าหน้าที่ตำรวจแล้ว และขณะนี้เป็นหน้าที่ของพนักงานสอบสวนในการรวบรวมพยานหลักฐานและดำเนินคดีตามกฎหมาย

นายกรัฐมนตรีระบุว่า เมื่อสามารถจับกุมผู้ต้องหาได้แล้ว ก็ปล่อยให้กระบวนการยุติธรรมเดินหน้าต่อไป พร้อมย้ำว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับการปราบปรามการทุจริตอย่างจริงจัง

สั่งคัดกรองทีมงานการเมืองเข้มขึ้น

อนุทินกล่าวถึงกรณีที่หนึ่งในผู้ต้องหาเคยมีสถานะเป็นคณะทำงานของรัฐมนตรี ว่า ได้กำชับให้รัฐมนตรีทุกคนเพิ่มความเข้มงวดในการพิจารณาแต่งตั้งบุคคลเข้าดำรงตำแหน่งที่ปรึกษา คณะทำงาน หรือผู้ช่วยทางการเมือง โดยต้องตรวจสอบประวัติและความเหมาะสมอย่างรอบคอบมากขึ้น

พร้อมยอมรับว่า แม้ที่ผ่านมาอาจไม่พบข้อมูลที่เป็นปัญหา แต่เมื่อเกิดกรณีเช่นนี้ขึ้น ก็จำเป็นต้องเพิ่มมาตรการคัดกรองให้รัดกุมกว่าเดิม เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือของรัฐบาลและระบบราชการ

ลั่นเกี่ยวข้องใครก็โดนหมด แม้เป็นคนใน ‘ภูมิใจไทย’

เมื่อถูกถามถึงกระแสข่าวที่อาจมีบุคคลใกล้ชิดหรือแกนนำทางการเมืองเกี่ยวข้องกับขบวนการทุจริตสอบท้องถิ่น นายกรัฐมนตรีตอบชัดว่า หากพบหลักฐานเชื่อมโยงถึงใครก็ต้องถูกดำเนินการทั้งหมด ยิ่งถ้าเป็นคนของพรรคภูมิใจไทยก็ไม่มีเว้น หากเกี่ยวข้องก็ต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย พร้อมย้ำตำแหน่งทางการเมืองไม่ควรถูกใช้เป็นเครื่องมือตอบแทนบุญคุณส่วนตัว

“ที่นี่ไม่ใช่ที่ที่จะไปตอบแทนบุญคุณใคร ทุกคนเข้ามาเป็นรัฐมนตรีได้ มีตำแหน่งทางการเมืองได้ เพราะประชาชนเลือกมา ฉะนั้นเจ้าบุญคุณทั้งหลายในอดีต ก็ถือว่ากองไว้ตรงนั้น ไม่ต้องเอามาเป็นบุญคุณตรงนี้ เพราะว่าผมเป็นคนตั้ง ไม่ต้องติดหนี้บุญคุณใคร รัฐมนตรีก็ไม่สามารถที่จะแต่งตั้งใครด้วยความเกรงใจหรือเป็นหนี้บุญคุณ ก้าวหน้าจนมาเป็นถึงรัฐมนตรีแล้ว ยังมาตั้งทีมคณะทำงานที 20-30 คน บ้าแล้ว”

อนุทิน ชาญวีรกูล

นอกจากนี้ อนุทินยังวิจารณ์การแต่งตั้งคณะทำงานและที่ปรึกษาจำนวนมากเกินความจำเป็น โดยเห็นว่ารัฐมนตรีควรใช้ดุลพินิจอย่างเหมาะสมและคำนึงถึงประโยชน์สาธารณะเป็นหลัก

ตั้งกรรมการสอบวินัยร้ายแรง คาดใช้เวลา 120 วัน

ด้าน ธีรพัฒน์ คัชมาตย์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ในฐานะประธานคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยอย่างร้ายแรง กรณีทุจริตสอบบรรจุข้าราชการท้องถิ่น เปิดเผยว่า ขณะนี้เพิ่งเริ่มต้นกระบวนการสอบสวน และจะดำเนินการตามกรอบระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดไว้ไม่เกิน 120 วัน

ทั้งนี้ คณะกรรมการจะรอผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงจากคณะกรรมการชุดหลักก่อน เพื่อนำมาประกอบการพิจารณาทางวินัยต่อไป โดยยืนยันว่ากระบวนการสอบสวนทางวินัยเป็นอีกส่วนหนึ่งที่แยกจากการดำเนินคดีอาญา

เปิดพฤติการณ์ 3 ผู้ต้องหา คดีโกงสอบท้องถิ่น

สำหรับความคืบหน้าทางคดี ผู้ต้องหาทั้ง 3 ราย ได้แก่ วิน ธนพชรโภคิน หรือ ‘ดร.วิน’, ศตพร ธนพชรโภคิน และ จ่าสิบตรี ดร.พิชิต ทั้งพรม ถูกจับกุมตามหมายจับศาลอาญาในข้อหาเกี่ยวกับอั้งยี่ ซ่องโจร ทำลายหรือซ่อนเร้นเอกสารสำคัญ และความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์

โดย ‘ดร.วิน’ถูกควบคุมตัวกลับจาก สปป.ลาว ขณะที่ ศตพร ถูกจับกุมภายในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน ส่วน จ่าสิบตรี ดร.พิชิต ถูกจับกุมที่กองบังคับการปราบปราม

รายงานระบุว่า ในการสอบปากคำเบื้องต้น จ่าสิบตรี ดร.พิชิต อ้างว่ามีความกังวลเรื่องความปลอดภัย หลังเจ้าหน้าที่เข้าตรวจค้นบ้านพักและทรัพย์สินหลายจุด รวมทั้งเกรงว่าบัญชีการเงินอาจถูกอายัด จึงตัดสินใจเดินทางเข้าพบเจ้าหน้าที่ ก่อนถูกจับกุมตามหมายจับ

ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่ ป.ป.ช. ได้เข้าร่วมสอบปากคำผู้ต้องหาทั้ง 3 รายกับพนักงานสอบสวนกองปราบปรามแล้ว โดยขณะนี้ยังไม่มีการออกหมายจับเพิ่มเติม แต่หากพบพยานหลักฐานเชื่อมโยงไปถึงบุคคลหรือเจ้าหน้าที่รัฐรายอื่น ก็จะรวบรวมข้อมูลส่งให้ ป.ป.ช. พิจารณาดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

คดีทุจริตสอบท้องถิ่นเริ่มขยับจากการตรวจสอบข้อเท็จจริงไปสู่การดำเนินคดีอย่างเป็นรูปธรรม หลังตำรวจจับกุมผู้ต้องหาหลักได้แล้ว 3 ราย ขณะที่รัฐบาลส่งสัญญาณชัดว่าจะไม่ละเว้นผู้เกี่ยวข้องไม่ว่าจะอยู่ในตำแหน่งใด รวมถึงเตรียมเข้มงวดการแต่งตั้งบุคลากรทางการเมืองมากขึ้น ท่ามกลางการขยายผลสอบสวนที่อาจเชื่อมโยงไปถึงเครือข่ายและผู้เกี่ยวข้องรายอื่นในอนาคต

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์