ภายหลังสหรัฐอเมริกาและอิสราเอล เริ่มทำสงครามกับอิหร่าน ในเวลาต่อมาช่องแคบฮอร์มุซถูกปิด ส่งผลให้ราคาน้ำมันโลกพุ่งทะยานขึ้นสูงขึ้นเรื่อยๆ
แน่นอนว่าไม่ว่าจะเป็นประเทศไหนๆ ย่อมได้รับผลกระทบจากสงครามดังกล่าว และถือได้ว่าเป็นวาระแห่งชาติที่ผู้นำของแต่ละประเทศต้องโชว์ฝีมือในการแก้ไขปัญหาน้ำมัน เพราะเรื่องดังกล่าวไม่ใช่เพียงวิกฤต แต่มันโอกาสที่จะโชว์ความสามารถในการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าของผู้นำทั่วโลก ไม่พ้นแม้กระทั่งผู้นำในภูมิภาคเอเชียรวมถึงไทย
SPACEBAR พาไปส่องนโยบายแก้ไขปัญหาราคาน้ำมันของ ผู้นำ 5 ประเทศในเอเชีย ได้แก่ จีน ญี่ปุ่น อินเดีย อินโดนีเซีย และไทย ว่าพวกเขาแก้เกมวิกฤตน้ำมันแพงรอบนี้อย่างไรกันบ้าง
จีน สายดุดัน "เน้นใช้เอง" ห้ามส่งออก
เริ่มกันที่พี่เบิ้มอย่างจีน งานนี้รัฐบาลจีนใช้มาตรการจริงจัง คณะกรรมการพัฒนาและปฏิรูปแห่งชาติจีน (NDRC) สั่งการแบบสายฟ้าแลบ ให้โรงกลั่นยักษ์ใหญ่ในประเทศ "ระงับการส่งออก" น้ำมันดีเซลและเบนซินเป็นการชั่วคราวทันที
เรียกว่าขอโฟกัสที่ความต้องการของคนในบ้านตัวเองก่อน จะมีข้อยกเว้นก็แค่พวกน้ำมันเครื่องบิน น้ำมันเรือเดินสมุทร หรือที่ต้องส่งไปฮ่องกงกับมาเก๊าเท่านั้น ถือเป็นมาตรการเด็ดขาดสไตล์จีน
ญี่ปุ่น สายทุบกระปุก "ปล่อยน้ำมันสำรอง" ครั้งประวัติศาสตร์
ขยับมาที่แดนลูกพระอาทิตย์อย่างประเทศญี่ปุ่น ประเทศที่นำเข้าน้ำมันจากตะวันออกกลางกว่า 90% พอเจอวิกฤตนี้ ญี่ปุ่นเลยงัดไม้ตาย ทุบกระปุกนำ "น้ำมันสำรอง" ของรัฐและเอกชนออกมาใช้ ครั้งใหญ่ที่สุดเป็นประวัติการณ์ถึงประมาณ 80 ล้านบาร์เรล
เท่านั้นไม่พอ รัฐบาลยังยอมอุดหนุนราคาน้ำมันเบนซินหน้าปั๊มที่พุ่งไปแตะสถิติสูงสุดถึง 190.80 เยนต่อลิตร (ราว 39.20 บาท) เพื่อดึงราคาลงมาช่วยประชาชนอีกแรงด้วย
อินเดีย สายซัพพอร์ต "หั่นภาษี" ช่วยประชาชน
ขณะที่รัฐบาลอินเดียเลือกใช้วิธีตรงไปตรงมา นั่นคือการ "หั่นภาษี" โดยประกาศลดภาษีสรรพสามิตสำหรับน้ำมันเบนซินและดีเซลนำเข้าลงถึง 10 รูปีอินเดียต่อลิตร (ประมาณ 3.47 บาท)
ทำให้ตอนนี้ภาษีดีเซลกลายเป็น 0 รูปีต่อลิตรไปเลย ส่วนเบนซินเหลือแค่ 3 รูปีต่อลิตร เป็นการยอมลดรายได้รัฐ เพื่อให้คนอินเดียหายใจหายคอได้คล่องขึ้น
อินโดนีเซีย สาย "ทุ่มงบไม่อั้น"
มาที่เพื่อนบ้านอาเซียนเศรษฐกิจเบอร์ใหญ่อย่างอินโดนีเซีย รัฐบาลโชว์ประกาศทุ่มงบประมาณแผ่นดินกว่า 381.3 ล้านล้านรูเปียห์ (ประมาณ 2.25 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ) เพื่ออุดหนุนด้านพลังงานและจ่ายชดเชยให้รัฐวิสาหกิจ
รัฐมนตรีคลังอินโดนีเซียประกาศชัดเจนเลยว่า ต่อให้น้ำมันโลกแพงทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล รัฐบาลก็จะเอางบมาซับแรงกระแทกไว้ เพื่อไม่ให้เศรษฐกิจของประเทศต้องชะงัก ถือเป็นการซื้อเวลาให้ประชาชนและธุรกิจเดินหน้าต่อไปไม่ให้สะดุด
ไทย สายช็อกเทอราปี "ลอยตัวฟ้าผ่า" พุ่งพรวด 6 บาท
ปิดท้ายที่บ้านเรา ประเทศไทยมาเหนือความคาดหมายด้วยการจัด "ช็อกเทอราปี" ประกาศลอยตัวราคาน้ำมันกลุ่มดีเซลและเบนซินกลางดึก ส่งผลให้ราคาพุ่งรวดเดียว 6 บาทต่อลิตรในตอนเช้าวันถัดมา
สาเหตุที่รัฐบาลต้องทำแบบนี้เพราะกองทุนน้ำมันฯ แบกรับภาระชดเชยวันละกว่า 2,592 ล้านบาท จนสถานะติดลบทะลุ 35,000 ล้านบาทไปแล้ว
ถ้าขายถูกกว่าประเทศเพื่อนบ้าน ก็จะเจอปัญหาคนลักลอบนำน้ำมันไปขายต่ออีก
การปล่อยลอยตัวแบบนี้ ทำให้รัฐบาลถูกวิจารณ์หนัก และมีข้อกังขาจากสังคม มีการฟันกำไรจาก "น้ำมันสต๊อกเก่า" หรือไม่ ? และเกิดคำถามว่า ทำไม "รัฐบาล" ไม่ยอม "ลดภาษีสรรพสามิต" หรือ "เก็บภาษีลาภลอย" จากกลุ่มทุนโรงกลั่น ? โดยไม่ผลักภาระมาให้ประชาชนหน้าปั๊ม
จะเห็นได้ว่า "น้ำมันแพง" เป็นปัญหาระดับโลก แต่วิธีแก้ปัญหานั้นสะท้อนให้เห็นถึงหน้าตัก นโยบาย และโครงสร้างอำนาจของแต่ละชาติได้อย่างชัดเจน
จีน และ ญี่ปุ่น ใช้ความได้เปรียบเรื่องการสั่งการและคลังสำรองขนาดใหญ่
อินเดีย และ อินโดนีเซีย ยอมเฉือนเนื้อตัวเอง ใช้มาตรการทางภาษีและงบประมาณอุ้มประชาชนสุดตัว
ในขณะที่ ไทย เมื่อ กองทุนน้ำมันฯ ไปต่อไม่ไหว จึงต้องใช้วิธี "กลืนเลือด" ปล่อยลอยตัว ผลักภาระมาที่หน้าปั๊ม

อ้างอิง
today / thestandard / thestandard / infoquest / infoquest / infoquest /




