ในทุกปีเมื่อหน้าปฏิทินเดินเข้าสู่เดือนสิงหาคม สำหรับแวดวงข้าราชการ นี่คือช่วงเวลาที่ ‘อำนาจ’ เริ่มเคลื่อนตัว ก่อนทุกอย่างจะต้องเสร็จภายในสิ้นเดือนกันยายน
นอกจากกระทรวงด้านความมั่นคง หรือ เศรษฐกิจ แล้ว หน่วยงานที่มีผลต่อการบริหารอำนาจของรัฐในระดับพื้นที่มากที่สุด ย่อมหนีไม่พ้น 'กระทรวงมหาดไทย' ด้วยเครือข่ายฝ่ายปกครองที่ทอดยาว จากส่วนกลางลงไปถึงทุกจังหวัด ทุกอำเภอ และทุกตำบล
บัญชีแต่งตั้งโยกย้าย ผู้ว่าราชการจังหวัด อธิบดี รองปลัด หรือ ผู้ตรวจราชการ จึงไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนตัวบุคคล แต่เป็นการจัดวาง ‘กำลัง’ ของรัฐทั้งระบบ และปี 2569 ฤดูโยกย้ายครั้งนี้ยิ่งถูกจับตามอง เพราะผู้ถือปากกาเซ็นบัญชี คือ ‘อนุทิน ชาญวีรกูล’ นายกรัฐมนตรี ที่สวมหมวกอีกใบ ในฐานะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย
หากย้อนดูเส้นทางการเมืองของ ‘อนุทิน’ ตลอดหลายปีที่ผ่านมา นอกเหนือจากบทบาทบนเวทีการเมืองหรือการให้สัมภาษณ์ต่อสาธารณะ ยังมีภาพจำอีกด้านที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง นั่นคือการทำงานผ่าน ‘กลไกคน’ ที่อยู่ภายใต้กระทรวงซึ่งเขารับผิดชอบ
ย้อนกลับไปใน ‘รัฐบาลประยุทธ์ 2’ ช่วงที่ดำรงตำแหน่ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ประเทศไทยกำลังเผชิญวิกฤติโควิด-19 แม้การรับมือจะถูกวิพากษ์วิจารณ์ในหลายประเด็น แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า เครือข่ายอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน หรือ ‘อสม.’ กลายเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนมาตรการของรัฐลงสู่พื้นที่
ภาพจำของช่วงเวลานั้น จึงไม่ได้มีเพียงมาตรการด้านสาธารณสุข หากยังรวมถึงการเห็น ‘คนทำงาน’ ถูกผลักขึ้นมาเป็นกลไกหลักของนโยบายด้วย
กระทั่งย้ายมารับผิดชอบ กระทรวงมหาดไทย ใน ‘รัฐบาลเศรษฐา’ ภาพจำก็เปลี่ยนจาก เสื้อกาวน์ เป็น เครื่องแบบฝ่ายปกครอง จาก อสม. เป็น ‘กองอาสารักษาดินแดน’ จากภารกิจควบคุมโรค สู่การลงพื้นที่ปราบยาเสพติด ตรวจสถานบันเทิงผิดกฎหมาย และปฏิบัติภารกิจด้านความมั่นคงในหลายพื้นที่
เมื่อมองสองช่วงเวลาต่อกัน สิ่งที่น่าสนใจอาจไม่ใช่ว่า ‘อนุทิน’ อยู่กระทรวงใด แต่คือรูปแบบการทำงานที่แทบไม่เปลี่ยน เขามักขับเคลื่อนนโยบายผ่าน ‘กลไกบุคลากร’ ของหน่วยงาน มากกว่าปล่อยให้นโยบายเดินหน้าอยู่เพียงบนกระดาษ
คำถามจึงไม่ได้อยู่ที่ว่า วิธีดังกล่าวถูกหรือผิด หากแต่อยู่ที่ว่า การบริหารราชการผ่านการจัดวางและขับเคลื่อน ‘คน’ จะสร้างผลลัพธ์อย่างไรในแต่ละบริบท เพราะหาก อสม. คือ กำลังสำคัญของกระทรวงสาธารณสุข ฝ่ายปกครองก็เป็นกำลังหลักของกระทรวงมหาดไทยเช่นเดียวกัน
แต่ในอีกด้านหนึ่ง กระทรวงมหาดไทยในเวลานี้กำลังเผชิญแรงกดดันหลายด้าน ทั้งกระแสการเมืองภายในองค์กร และปัญหาทุจริตการสอบคัดเลือกข้าราชการส่วนท้องถิ่น ซึ่งกระทบต่อความเชื่อมั่นของสังคมโดยตรง จังหวะเช่นนี้เอง ทำให้ประเด็น ‘การจัดคน’ กลับมาอยู่ในความสนใจอีกครั้ง
เมื่อวันที่ 30 ก.ค.ที่ผ่านมา ‘มท.1’ ให้สัมภาษณ์ถึงกระแส ‘การรีเซ็ต’ กระทรวงคลองหลอด โดยย้ำว่าไม่อยากใช้คำดังกล่าว แต่ยืนยันว่าจะดำเนินการทุกอย่างที่จำเป็น ภายหลังกรณีทุจริตสอบคัดเลือกข้าราชการส่วนท้องถิ่น ขณะเดียวกัน ยังย้ำว่าการแต่งตั้งโยกย้ายจะยึดหลัก ‘ให้ถูกต้องและเหมาะสมกับงาน’ มากกว่าจะมองว่าเป็นการโยกย้ายใหญ่หรือเล็ก ส่วนคำถามเรื่องการแบ่งกลุ่ม ‘สิงห์แดง-สิงห์ดำ’ เจ้าตัวตอบเพียงว่า
ไม่มี รัฐบาลนี้ก็สีแดง ขาว น้ำเงิน ไม่มีสีอื่น"
ถ้อยคำดังกล่าวอาจเป็นเพียงคำอธิบายเชิงนโยบาย แต่บทพิสูจน์ที่แท้จริงคงอยู่ที่บัญชีแต่งตั้งโยกย้าย ซึ่งจะสะท้อนออกมาว่า หลักคิดดังกล่าวถูกนำไปใช้ในทางปฏิบัติมากน้อยเพียงใด
ขณะเดียวกัน ก็มีกระแสข่าวภายในว่า การแต่งตั้งปีนี้อาจครอบคลุม ตั้งแต่รองปลัด อธิบดี ผู้ตรวจราชการ ผู้ว่าราชการจังหวัด และรองผู้ว่าราชการจังหวัด โดยตั้งเป้า ลดการแบ่งสี แบ่งก๊วน และ ยึดหลักความอาวุโส ประสบการณ์ ความสามารถ และ ประวัติการรับราชการ เป็นเกณฑ์สำคัญ ท่ามกลางการเกษียณฯ ของผู้บริหารระดับสูง 18 ตำแหน่ง และตำแหน่งบริหารที่ว่างเพิ่มเติมอีก 24 ตำแหน่ง
ทั้งหมดนี้ทำให้ฤดูโยกย้ายปี 2569 มีความหมายมากกว่าการแต่งตั้งตามวาระ เพราะสิ่งที่กำลังถูกจับตา ไม่ใช่เพียง ‘รายชื่อ’ ของผู้ที่จะได้รับตำแหน่ง หากแต่คือ ‘วิธีคิด’ เบื้องหลังการจัดวางบุคลากร
หากในอดีต ‘อนุทิน’ เคยสร้างภาพจำผ่านการใช้เครือข่าย อสม. เป็นกลไกสำคัญของกระทรวงสาธารณสุข วันนี้โจทย์ของเขาใหญ่กว่าเดิมหลายเท่า เพราะฝ่ายปกครองไม่ใช่เพียงกลไกขับเคลื่อนนโยบาย แต่เป็นโครงสร้างหลักของการบริหารราชการในระดับพื้นที่
ดังนั้น สิ่งที่ควรจับตาในฤดูโยกย้ายครั้งนี้ อาจไม่ใช่ว่าใครจะได้เป็นผู้ว่าราชการจังหวัด หรือใครจะขยับขึ้นเป็นอธิบดี หากแต่อยู่ที่ว่า รายชื่อเหล่านั้นจะสะท้อนหลักคิด ‘ใช้คนให้เหมาะกับงาน’ อย่างที่ประกาศไว้ได้จริงเพียงใด เพราะท้ายที่สุดแล้ว การเมืองไม่ได้แสดงออกผ่านการออกนโยบายเพียงอย่างเดียว หากยังสะท้อนผ่านวิธีที่ผู้มีอำนาจเลือกจัดวาง ‘คน’ ให้ขับเคลื่อนนโยบายเหล่านั้นด้วย
และบางครั้ง...คำตอบของการใช้อำนาจ ก็ไม่ได้อยู่ในคำพูด แต่อาจอยู่ในรายชื่อที่ถูกเซ็นลงนามในแต่ละฤดูโยกย้าย





