จาก 'เซราะกราว' สู่ 'ลุงเน' เมื่อการแต่งกาย ‘ครูใหญ่’ เล่าเรื่อง 'การเมือง' ได้

4 ส.ค. 2569 - 17:29

  • จากสูทสากล สู่ซาฟารีนักปฏิบัติ

  • เครื่องแต่งกาย ในฐานะภาษาของการเมือง

  • 'พรรคยูนิฟอร์ม' เมื่อเครื่องแต่งกายกลายเป็นแบรนด์การเมือง

จาก 'เซราะกราว' สู่ 'ลุงเน'  เมื่อการแต่งกาย ‘ครูใหญ่’ เล่าเรื่อง 'การเมือง' ได้

เสียงวิพากษ์วิจารณ์เรื่องการสวมเสื้อฟุตบอลกับกางเกงขาสั้นของ 'เนวิน ชิดชอบ' ระหว่างเข้าร่วมพิธีสักการะองค์พ่อจตุคามรามเทพ ที่ศาลหลักเมืองนครศรีธรรมราช กลายเป็นอีกหนึ่งประเด็นร้อนบนโลกออนไลน์ หลายเสียงตั้งคำถามถึงความเหมาะสม ขณะที่อีกหลายคนมองว่าเป็นเรื่องของรสนิยมและเสรีภาพส่วนบุคคล

แต่หากถอยออกจากกระแสรายวัน แล้วมองย้อนกลับไปตลอดกว่า 30 ปีบนเส้นทางการเมืองของเขา จะพบว่า ‘เครื่องแต่งกาย’ ของ ‘เนวิน’ ไม่เคยเป็นเพียงเรื่องแฟชั่น หากแต่ค่อยๆ เปลี่ยนแปลงไปพร้อมกับบทบาท อำนาจ และวิธีสื่อสารกับสังคมในแต่ละยุค ตั้งแต่วันที่ยังเป็น สส.บุรีรัมย์ ในชุดสูท สู่รัฐมนตรีในเสื้อซาฟารี ก่อนเปลี่ยนเป็นเสื้อสีน้ำเงินของคนบุรีรัมย์ และมาถึงภาพจำในวันนี้กับเสื้อบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด กางเกงขาสั้น และรองเท้าผ้าใบ

ทุกชุดที่เปลี่ยนไป จึงชวนให้ตั้งข้อสังเกตว่า อาจไม่ได้สะท้อนเพียงรสนิยมส่วนตัว แต่ยังเดินคู่ขนานไปกับการเปลี่ยนผ่านบทบาท จากนักการเมืองในระบบ สู่ผู้เล่นหลังฉาก ผู้สร้างแบรนด์ และผู้มีอิทธิพลทางการเมืองที่แม้จะไม่มีตำแหน่งในรัฐบาลหรือรัฐสภา แต่ยังคงถูกจับตามองทุกการเคลื่อนไหว

จาก สูทสากล สู่ ซาฟารีนักปฏิบัติ

หากแบ่งพัฒนาการเครื่องแต่งกายของ ‘เนวิน ชิดชอบ’ อาจเห็นได้เป็น 4 ช่วงสำคัญ ที่สอดคล้องกับบทบาททางการเมืองในแต่ละยุค

ช่วงแรกตั้งแต่เริ่มเข้าสู่การเมืองในฐานะ 'สส.จังหวัดบุรีรัมย์' เมื่อปี 2531 ผ่านหลายสังกัด เริ่มจากพรรคสหประชาธิปไตย พรรคสามัคคีธรรม พรรคชาติไทย พรรคมวลชน พรรคเอกภาพ จนถึงพรรคไทยรักไทย ภาพจำในเวลานั้นคือการสวมสูทหรือ 'ชุดสากล' แบบนักการเมืองยุค 2530-2540 ซึ่งสอดคล้องกับบทบาทของ ‘สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร’ ที่ใช้เวทีรัฐสภาเป็นพื้นที่หลักในการทำงาน

เมื่อก้าวเข้าสู่ฝ่ายบริหารในรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร ทั้งในตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และต่อมาเป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

ภาพของ ‘เนวิน’ เริ่มเปลี่ยนเป็น 'เสื้อหม้อห้อม' และ 'เสื้อซาฟารี' ซึ่งมักปรากฏควบคู่กับการลงพื้นที่และการทำงานภาคสนาม สะท้อนภาพนักการเมืองสายปฏิบัติ มากกว่าจะเป็นนักการเมืองที่ทำงานอยู่เพียงในสภา

จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นหลังการก่อตัวของขั้วการเมืองสีน้ำเงิน เมื่อ 'เสื้อสีน้ำเงิน' ที่มีข้อความ ‘ฅนบุรีรัมย์’ ค่อยๆ กลายเป็นภาพจำ ก่อนพัฒนาไปสู่การสวมเสื้อสโมสรบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด แทบทุกโอกาส ไม่ว่าจะเป็นงานสังคม งานมงคล หรืองานส่วนตัว

ภาพลักษณ์ดังกล่าวค่อยๆ เปลี่ยนชื่อเรียกจาก ‘เซราะกราว’ ที่เคยใช้สร้างตัวตนทางการเมืองในพื้นที่บุรีรัมย์ ไปสู่ภาพของ ‘ลุงเน’ ที่ผู้คนจดจำในฐานะประธานฟุตบอล นักพัฒนาท้องถิ่น และ ‘ครูใหญ่’ ของ 'พรรคภูมิใจไทย'

ในระยะหลัง ภาพของเสื้อบอล กางเกงขาสั้น และรองเท้าผ้าใบ ยังกลายเป็นอีกหนึ่งเอกลักษณ์ที่ทำให้ทุกการปรากฏตัวของเนวินได้รับความสนใจ แม้เจ้าตัวจะไม่ได้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองใดๆ ก็ตาม

เครื่องแต่งกาย ในฐานะภาษาของการเมือง

การเมืองกับเครื่องแต่งกาย เป็นเรื่องที่แยกออกจากกันได้ยาก เพราะทุกยุคทุกสมัย นักการเมืองล้วนใช้การแต่งกายสื่อสารตัวตนและบทบาทของตัวเอง

‘รศ.ดร.ยุทธพร อิสรชัย’ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช มองว่า ความสัมพันธ์ระหว่าง ‘การเมือง’ กับ ‘เครื่องแต่งกาย’ ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เกิดขึ้นมาโดยตลอด ทั้งในระดับการเมืองชาติและการเมืองท้องถิ่น เพราะเครื่องแต่งกายเป็น ‘ภาษาทางการเมือง’ ที่ช่วยสร้างการจดจำ และสะท้อนบทบาทของผู้สวมใส่ในแต่ละช่วงเวลา

สำหรับกรณีของ ‘เนวิน ชิดชอบ’ ถือเป็นตัวอย่างที่เห็นพัฒนาการดังกล่าวได้อย่างชัดเจน เนื่องจากตลอดเส้นทางการเมืองกว่า 3 ทศวรรษ ทุกครั้งที่บทบาทเปลี่ยน ภาพลักษณ์จากการแต่งกายก็มักเปลี่ยนตามไปด้วย

เขาอธิบายว่า ในช่วงที่เนวินยังทำหน้าที่ ‘สส.’ การสวมสูทถือเป็นมาตรฐานของนักการเมืองยุคนั้น เพราะเวทีหลักคือรัฐสภา การแต่งกายจึงสะท้อนความเป็นนักการเมืองมืออาชีพและผู้แทนราษฎร

ขณะเดียวกัน ยังเป็นช่วงที่เมีบทบาทโดดเด่นในฐานะ ‘ดาวสภา’ จากการอภิปรายตรวจสอบรัฐบาลหลายประเด็น (โดยเฉพาะประเด็น สปก.4-01)

แต่เมื่อก้าวเข้าสู่ฝ่ายบริหาร เครื่องแต่งกายก็เปลี่ยนตาม จากสูทกลายเป็น เสื้อหม้อห้อม และ เสื้อซาฟารี ซึ่งสอดรับกับบทบาทของ ‘รัฐมนตรี’ ที่ต้องลงพื้นที่ พบประชาชน และทำงานภาคสนามมากขึ้น จนเกิดภาพจำของนักการเมืองสายลุย พร้อมคลุกฝุ่นและทำงานนอกห้องประชุม

บทบาทเปลี่ยน เสื้อก็เปลี่ยน แต่การเปลี่ยนของเสื้อ กำลังสะท้อนการเปลี่ยนของบทบาททางการเมืองไปพร้อมกัน

รศ.ดร.ยุทธพร กล่าว

รศ.ดร.ยุทธพร มองว่า หลังจากเนวินลดบทบาทการเมืองในตำแหน่งทางการ แต่หันมาขับเคลื่อน ‘จังหวัดบุรีรัมย์’ อย่างเต็มตัว ภาพของเสื้อสีน้ำเงินและเสื้อบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ก็ไม่ได้ทำหน้าที่เป็นเพียงเครื่องแต่งกายอีกต่อไป หากกลายเป็นสัญลักษณ์ที่เชื่อมโยงทั้งตัวบุคคล จังหวัดบุรีรัมย์ และแบรนด์ของสโมสรฟุตบอลเข้าด้วยกัน

เขาตั้งข้อสังเกตว่า การเลือกสวมเสื้อบุรีรัมย์ ยูไนเต็ดแทบทุกโอกาส สอดคล้องกับแนวคิดที่เคยประกาศไว้ว่า ต้องการให้เสื้อฟุตบอลสามารถสวมใส่ได้ในทุกงาน ทุกสถานการณ์ จนทำให้เสื้อฟุตบอลค่อยๆ หลุดออกจากบริบทของกีฬา และกลายเป็นเครื่องมือสร้างการจดจำทั้งในมิติการเมืองและธุรกิจ

การสวมเสื้อฟุตบอลและกางเกงขาสั้นในปัจจุบัน สามารถตีความได้ว่าเป็นความพยายามสื่อสารภาพของ ‘คนธรรมดา’ ที่เข้าถึงง่าย แตกต่างจากภาพนักการเมืองในชุดสูทแบบเดิม

ขณะเดียวกันก็อาจเป็นการสะท้อนว่าบทบาทของเนวินในปัจจุบันไม่ได้อยู่ในฐานะนักการเมืองผู้ดำรงตำแหน่ง แต่เป็นผู้ขับเคลื่อนงานในอีกหลายมิติ

อย่างไรก็ตาม เขาเห็นว่า เครื่องแต่งกายเป็นเพียง ‘สัญลักษณ์’ ไม่ใช่ปัจจัยที่กำหนด สถานะทางการเมือง เพราะไม่ว่าเนวินจะสวมชุดใด ผู้คนก็ยังรับรู้บทบาทของเขาในฐานะครูใหญ่และผู้มีอิทธิพลต่อพรรคภูมิใจไทยอยู่แล้ว

ถึงจะไม่ใส่เสื้อบุรีรัมย์ คนก็รู้ว่าเนวินคือครูใหญ่ของภูมิใจไทย แต่เมื่อใส่เสื้อ สัญลักษณ์ของบุรีรัมย์ พรรคภูมิใจไทย และธุรกิจของสโมสรฟุตบอล ก็ถูกสื่อสารออกมาพร้อมกัน

รศ.ดร.ยุทธพร กล่าว

สำหรับกระแสวิพากษ์วิจารณ์เรื่องกางเกงขาสั้น รศ.ดร.ยุทธพร มองว่า ประเด็นนี้อยู่กึ่งกลางระหว่าง ‘บรรทัดฐานทางสังคม’ กับ ‘เสรีภาพส่วนบุคคล’ เพราะแม้หลายคนอาจมองว่าไม่เหมาะสมกับบางโอกาส แต่หากสถานที่หรือเจ้าภาพไม่ได้กำหนดข้อบังคับเรื่องการแต่งกาย ก็ไม่อาจกล่าวได้ว่าเป็นการกระทำที่ผิด เพียงแต่เป็นสิ่งที่แตกต่างจากความคาดหวังของสังคม

"บางคนมองว่าเป็นการฉีกบรรทัดฐาน แต่ในอีกมุมหนึ่ง มันก็เป็นเสรีภาพของบุคคล ตราบใดที่ไม่ได้ขัดต่อกฎระเบียบของสถานที่นั้น"

เขายังตั้งข้อสังเกตว่า เนวินเป็นบุคคลที่มักเลือก ‘ฉีกกรอบ’ อยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นการประกาศให้เสื้อฟุตบอลเป็นชุดที่ใส่ได้ทุกงาน หรือการเลือกแต่งตัวแตกต่างจากภาพจำของนักการเมืองแบบเดิม ซึ่งยิ่งทำให้ทุกการปรากฏตัวของเขากลายเป็นประเด็นสาธารณะและถูกตีความอยู่ตลอดเวลา

ในมุมของนักรัฐศาสตร์ วันนี้ ‘เนวิน’ สวมบทบาทหลายสถานะพร้อมกัน ทั้งครูใหญ่ของพรรคภูมิใจไทย ประธานสโมสรบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ผู้นำเชิงสัญลักษณ์ของจังหวัดบุรีรัมย์ และบุคคลสาธารณะที่ทุกการเคลื่อนไหวได้รับความสนใจ

วันนี้คุณเนวินสวมหมวกหลายใบ ทุกบทบาทล้วนทำให้ทุกการขยับตัวของเขามีความหมายมากกว่าเรื่องการแต่งตัวเพียงอย่างเดียว

รศ.ดร.ยุทธพร กล่าว

'พรรคยูนิฟอร์ม' เมื่อเครื่องแต่งกายกลายเป็นแบรนด์การเมือง

หากการเปลี่ยนแปลงเครื่องแต่งกายของ 'เนวิน ชิดชอบ' สะท้อนพัฒนาการของบุคคล การเปลี่ยนแปลงอีกด้านที่เกิดขึ้นคู่ขนานกัน คือภาพลักษณ์ของ พรรคภูมิใจไทย ที่ค่อยๆ ใช้ ‘ยูนิฟอร์ม’ เป็นส่วนหนึ่งของการสร้างอัตลักษณ์ทางการเมืองอย่างเด่นชัด

ในการเลือกตั้งช่วงหลายปีที่ผ่านมา ภาพของผู้สมัครพรรคภูมิใจไทยไม่ได้จำกัดอยู่เพียงเสื้อเชิ้ตสีขาวแบบนักการเมืองดั้งเดิม หากแต่เริ่มปรากฏภาพของแจ็กเก็ตหรือ 'เสื้อกั๊กสีน้ำเงิน ทรงปกตั้ง' ที่สมาชิกพรรคสวมใส่ไปในทิศทางเดียวกัน จนกลายเป็นภาพจำอีกอย่างหนึ่งของพรรค

หากมองเพียงผิวเผิน อาจเป็นเพียงการออกแบบเครื่องแต่งกายเพื่อความเป็นระเบียบ แต่หากมองในมิติการสื่อสารทางการเมือง ยูนิฟอร์มดังกล่าวอาจกำลังทำหน้าที่มากกว่านั้น เพราะช่วย สร้างการจดจำ และทำให้ผู้พบเห็นสามารถเชื่อมโยงตัวบุคคลเข้ากับพรรคได้ทันที ซึ่งทุกพรรคการเมืองวันนี้ ล้วนใช้สัญญะในการสร้างการจดจำ และเครื่องแต่งกายก็เป็นหนึ่งในสัญญะที่ทรงพลังที่สุด

รศ.ดร.ยุทธพร อธิบายว่า ปรากฏการณ์เช่นนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกับภูมิใจไทย แต่เป็นแนวโน้มของการเมืองไทยยุคใหม่ ที่พรรคการเมืองต่างพยายามสร้าง 'แบรนด์' ผ่านสี โลโก้ เครื่องแต่งกาย และภาพลักษณ์ของบุคลากรในพรรค

หากย้อนกลับไป 'พรรคประชาธิปัตย์' ถือเป็นหนึ่งในพรรคแรก ๆ ที่ใช้ 'สีฟ้า' เป็นอัตลักษณ์อย่างต่อเนื่อง พร้อมกับการสวมแจ็กเก็ตลงพื้นที่หาเสียง ก่อนที่พรรคการเมืองอื่นจะทยอยสร้างเอกลักษณ์ของตนเองตามมา ไม่ว่าจะเป็น 'สีแดงของพรรคเพื่อไทย - สีส้มของพรรคประชาชน - สีน้ำเงินของพรรคภูมิใจไทย'

รศ.ดร.ยุทธพร มองว่า สีสันและเครื่องแต่งกายจึงไม่ใช่เพียงองค์ประกอบด้านภาพลักษณ์ แต่เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์การสื่อสาร ที่ช่วยทำให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งจดจำพรรคการเมืองได้ง่ายขึ้นในยุคที่การแข่งขันทางการเมืองไม่ได้อยู่เพียงบนเวทีปราศรัย หากแต่อยู่บนพื้นที่สื่อและโซเชียลมีเดียด้วย

สำหรับภูมิใจไทย แจ็กเก็ตสีน้ำเงินทรงปกตั้ง ก็ทำหน้าที่เช่นเดียวกัน แม้หลายคนจะมองว่ามีลักษณะคล้ายเสื้อกั๊กของหน่วยงานราชการ แต่ในอีกมุมหนึ่ง รูปแบบปกตั้งกลับกลายเป็นรายละเอียดที่ช่วยสร้างความแตกต่างจากพรรคอื่น และทำให้เกิดการจดจำในทันทีเมื่อสมาชิกพรรคปรากฏตัว

การเมืองยุคใหม่ไม่ได้แข่งขันกันแค่นโยบาย แต่แข่งขันกันที่การสร้างภาพจำด้วย

รศ.ดร.ยุทธพร กล่าว

จาก 'ชุดนักการเมือง' สู่ 'การเมืองที่มีแบรนด์'

หากย้อนกลับไปหลายสิบปีก่อน ภาพของนักการเมืองไทยแทบไม่ต่างกันมากนัก ไม่ว่าจะเป็นสูท ชุดสากล หรือซาฟารี แต่เมื่อการเมืองเข้าสู่ยุคที่ 'ภาพ' กลายเป็นส่วนหนึ่งของการสื่อสาร เครื่องแต่งกายก็เริ่มทำหน้าที่มากกว่าการแต่งตัว หากกลายเป็นองค์ประกอบของภาพลักษณ์ การสร้างการจดจำ และการสื่อสารบทบาททางการเมือง

กรณีของ 'เนวิน ชิดชอบ' จึงเป็นตัวอย่างที่น่าสนใจ จาก สูท ในวันที่เป็น สส. ซาฟารี ในวันที่เป็นรัฐมนตรี สู่ เสื้อบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ในวันที่บทบาทขยับจากการเมืองหน้าเวทีไปสู่ผู้มีอิทธิพลหลังฉาก แม้จะไม่อาจสรุปได้ว่าเป็นการวางยุทธศาสตร์ด้านภาพลักษณ์ แต่ก็ปฏิเสธได้ยากว่า เครื่องแต่งกายของเขาค่อย ๆ กลายเป็นภาพจำที่ผู้คนเชื่อมโยงกับบทบาททางการเมืองในแต่ละช่วงเวลา

ท้ายที่สุด สิ่งที่สังคมกำลังถกเถียงอาจไม่ใช่เพียงเรื่อง 'กางเกงขาสั้น' แต่คือความหมายที่ถูกอ่านจากผู้สวมใส่ เพราะในการเมืองไทยวันนี้ เครื่องแต่งกายไม่ได้สะท้อนแค่รสนิยมหรือบุคลิก หากยังกลายเป็นอีกหนึ่ง 'สัญญะ' ที่เปิดพื้นที่ให้สังคมตีความบทบาท ภาพลักษณ์ และ อำนาจของผู้เล่นทางการเมือง แม้คนคนนั้นจะไม่ได้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองอยู่ก็ตาม

เพราะบางคนถอดสูท แต่อาจไม่เคยถอดอำนาจก็มี...

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์